โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ขัตติยนารี” ในพม่า พระนางเมงเกงสอ มีส่วนปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรงอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 มิ.ย. 2566 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2566 เวลา 10.06 น.
พระสุริโยทัย ชนช้างกับพระเจ้าแปร (ภาพจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ฝีพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์)

พระนางเมงเกงสอ “ขัตติยนารี” ในพม่า มีส่วนปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรงอย่างไร?

บทบาทของขัตติยนารีที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่มีเพียงแต่ขัตติยนารีแห่งราชอาณาจักรสยามเท่านั้น ในพงศาวดารมอญ และพม่าก็มีระบุถึงขัตติยนารีที่น่าสนใจหลายพระองค์

ข้อเขียนเรื่อง “ขัตติยนารีแห่งราชอาณาจักรสยาม” ซึ่งปรับปรุงมาจากงานวิจัยในหนังสือ“พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์” ของ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ เอ่ยถึงขัตติยนารีแห่งพุกามประเทศไว้ด้วย

ข้อเขียนที่จะได้อ่านต่อไปนี้คัดมาจากบทความ “ขัตติยนารีแห่งราชอาณาจักรสยาม” ของดร.สุเนตร ที่เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2546 เนื้อหาส่วนหนึ่งมีดังนี้

…หลักฐานในพงศาวดารมอญ (rajawan) และพงศาวดารพม่าฉบับสําคัญ อาทิ ฉบับอูกาลา และฉบับยาสะเวงเต๊ะ (Mahayazawinthet) ตลอดรวมถึงตํานานวังธาตุมอญว่าด้วยตํานานพระเจดีย์ย่างกุ้ง ต่างระบุถึงขัตติยนารีมอญนางหนึ่งซึ่งมีพระนามเป็นที่แพร่หลายว่า เชงสอบู (Shin Saw Bu) ผู้ได้ขึ้นครองราชย์ ณ กรุงหงสาวดี (พ.ศ. 1996-2003)

พระนางไม่เพียงเป็นสตรีนางแรกและนางเดียวในประวัติศาสตร์รามัญประเทศที่ได้ขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ยังมีพระประวัติอันพิสดารซับซ้อนจากการที่ทรงเป็นพระราชธิดาพระเจ้าราชาธิราช (Razadarit, พ.ศ. 1928-1966) และได้ถูกพระอนุชาพระยา ราน (Binnyaran, พ.ศ. 1969-1989) ส่งขึ้นไปถวายพระเจ้ากรุงอังวะช้างเผือกสีหตุ (Thihathu, พ.ศ. 1965-1969) เป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ขึ้นเสวยราชย์ที่พะโค หรือกรุงหงสาวดี

ขณะนั้นพระนางมีพระชนมายุ 29 ชันษา มีพระโอรส 1 พระองค์ และพระธิดา 2 พระองค์

พงศาวดารพม่ายังระบุต่อไปว่า พระเจ้ากรุงอังวะทรงหลงใหลรูปสมบัติและคุณสมบัติของพระนางเชงสอบูเป็นที่ยิ่งถึงกับอภิเษกขึ้นเป็นหนึ่งในมเหสี เป็นเหตุให้พระมเหสีพระองค์หนึ่งคือ พระนางเชงโบเม (Shin Bo mai) ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับทางไทยใหญ่ ไม่พอพระทัยด้วยแรงริษยา

พระนางเชงโบเม – พระนางเชงสอบู

ในชั้นนี้ หลักฐานในพงศาวดารพม่าได้สะท้อนให้เห็นบทบาทของขัตติยนารีแห่งราชสํานักอังวะที่น่าสนใจ กล่าวคือ มเหสีเชงโบเมได้ลักลอบติดต่อกับเจ้าฟ้าโองปอง (Onbaung หรือสีปอ/Hsipaw) ให้นํากําลังเข้ายึดกรุงอังวะ จนเป็นเหตุให้พระเจ้ากรุงอังวะเสียทีถึงสิ้นพระชนม์ในสมรภูมิ ต่อมาภายหลังพระโอรสของพระเจ้ากรุงอังวะในพระบรมโกศ (Thihathu) นามเมงละเง (Minhla-nge) ซึ่งมีพระชนม์เพียง 9 พรรษา ได้ขึ้นเสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดา แต่ภายหลังก็ได้ถูกพระนางเชงโบเมลอบวางยาพิษสิ้นพระชนม์ หลังจากครองราชย์ได้เพียง 3 เดือน พระนางยังได้มีบทบาทต่อเนื่องโดยเป็นผู้ชักนําให้พระญาติ (Kalekyetaungnyo/กเลเจตองเย) ขึ้นครองราชบัลลังก์อังวะ (พ.ศ. 1969-1970)

กระนั้น กษัตริย์พระองค์ใหม่นี้ก็ถูกขับไล่ออกจากราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ได้เพียงไม่กี่เดือน พระนางเชงโบเมจําต้องหนีออกจากพระนคร กษัตริย์อังวะองค์ต่อมาคือตะโดโมเยง (Thado Mohnyin, พ.ศ. 1969-1982) จากเมืองโมเยง (กษัตริย์ผู้นี้เป็นผู้ขับไล่พระญาติของพระนางเซงโบเมออกจากราชบัลลังก์อังวะ) ยังคงฐานะพระนางเชงสอบูไว้ในที่มเหสีตามเดิม ทั้งสร้างพระตำหนักให้ประทับอย่างสมพระเกียรติ มีพระภิกษุ 2 รูป ซึ่งหนึ่งในจํานวนนั้นคือธรรมธร หรือธรรมเจดีย์ (หลักฐานไทยในพงศาวดารรามัญราชาธิราช ระบุนามว่าพระมหาปิฎกธร) ได้ลอบนําพระนางเชงสอบูกลับคืนสู่กรุง ต่อมาภายหลังเมื่อมิเหลือเชื้อสายพระเจ้าราชาธิราชที่เป็นชายสืบสกุล พระนางก็ได้ขึ้นเสวยราชย์ (พ.ศ. 1996)

ความสําคัญของพระนางเชงสอบูในหน้าประวัติศาสตร์ มิได้เพียงเป็นด้วยเหตุที่พระนางทรงเป็นสตรีคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์มอญ-พม่าที่ได้ขึ้นเสวยราชย์เทียบที่พระมหากษัตริย์ แต่พระนางยังได้รับยกย่องทั้งจากข้างมอญและพม่าว่า ทรงเป็นผู้ปกครองที่กษัตริย์รุ่นหลังควรยึดเป็นแบบอย่าง ด้วยพระนางเป็นที่เคารพยกย่องของเหล่าอาณาประชาราษฏร์ เป็นผู้อุทิศตนทํานุบํารุงพระศาสนา ถึงกับถวายทองคําเท่าน้ำหนักของพระนางให้ทําเป็นทองหุ้มองค์เจดีย์ชเวดากองเป็นพุทธบูชา โดยเฉพาะผู้แต่งพงศาวดารพม่าได้ใช้พระนางเป็นทั้งต้นแบบและตัวแทนส่งผ่านหลักการปกครองแก่กษัตริย์ เป็นทำนองคำสอนผ่านบทสนทนาที่พระนางมีกับพระเจ้านรสีหบดีเป็นอาทิ

พระนางเชงสอบูหา ได้เพียงเป็นขัตติยนารีพระองค์แรกและพระองค์เดียว ที่มีบทบาทโดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์มอญ-พม่าเท่านั้น พงศาวดาร ตำนาน และบันทึกต่างชาติยังระบุถึงขัตติยนารีอีกหลายพระองค์ที่มีบทบาทสร้างความพลิกผันทางการเมือง หนึ่งในจำนวนนั้นคือ พระมเหสีพระเจ้าตองอู เมงเยสีหตู (Minye thihathu) พระนามเมงเกงสอ (Min Khin Saw)

พระนางเมงเกงสอ

พระนางเมงเกงสอนี้ เป็นพระราชธิดาพระเจ้าบุเรงนองอันเกิดแต่พระมเหสีรอง คือพระนางจันทาเทวี (Canda Devi) พระนางเมงเกสอเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรง กษัตริย์พม่าที่คนไทยเชื่อว่าเป็นผู้สังหารพระสุพรรณกัลยา พระนางเมงเกงสอจะมีบทบาทมากน้อยเพียงใดในการปลงพระชนม์ดังกล่าว มีปรากฏหลักฐานระบุไว้ในพงศาวดารพม่าฉบับสำคัญ อาทิ มานนานมหายาสะเวง (พงศาวดารฉบับหอแก้ว)

เรื่องการลอบปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรงนั้น มีเหตุสืบเนื่องจากการที่พระองค์ถูกพระอนุชาซึ่งเป็นกษัตริย์ตองอู นําพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์อพยพจากกรุงหงสาวดีขึ้นไปยังเมืองตองอู โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการหลบลี้จากกองทัพสมเด็จพระนเรศวรที่ยกเข้ามาตีกรุงหงสาวดีครั้งหลังสุด คือในปี พ.ศ. 2142 ภายหลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงนําทัพติดตามขึ้นไปตีถึงตองอูจนขาดเสบียงและได้ถอยกลับไปแล้ว พงศาวดารพม่าระบุว่า

“นัดเชงนอง (พระราชโอรสพระเจ้าตองอูอันเกิดแต่พระนางเมงเกงสอ) ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดา แล้วกราบทูลว่า ถ้าจะโปรดให้พระเจ้าหงสาวดีประทับอยู่เป็นการช้านานจะเสียการเปล่า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าควรจะตัดศึกเสียแต่เนิ่น (นั่นคือให้ปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรงเสีย-ผู้ เขียน)

ข้างพระเจ้าตองอูจึงตรัสห้ามว่า เรานั้นเห็นแก่การภายในพระราชอาณาจักร เราจึงกระทําการเทครัวหงสาวดี หาใช่กระทําการนั้นด้วยใจอาฆาตแค้น เรายังให้ความนับถือพระเชษฐา (พระเจ้านันทบุเรง) ดังพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ฤาดั่งพระสถูปเจดีย์องค์หนึ่ง นับแต่วันนี้ไปเบื้องหน้าอย่านําความนี้ขึ้นกล่าวอีก ข้างนัดเชงนองก็มิกล้านําความขึ้นกราบทูลอีกต่อไป

หากแต่ภายหลังได้ลอบนําความเดียวกันนี้เข้าปรึกษาพระราชมารดาผู้เป็นพระมเหสี (ซึ่งก็คือพระนางเมงเกงสอ) จากนั้นจึงอาจหาญลอบมิให้พระราชบิดาทรงล่วงรู้เข้าไปปลงพระชนม์ (พระเจ้านันทบุเรง) ในค่ำคืนหนึ่ง ขณะเสด็จข้ามไปยังพระตําหนักพระมเหสีแห่งพระองค์ พระเจ้านันทบุเรงสิ้นพระชนม์ลง ณ วันแรมสิบค่ำ เดือนสิบสอง นับศักราชได้เก้า ร้อยหกสิบสอง (พ.ศ. 2143)”

การหยิบยกบทบาทขัตติยนารีข้างวัฒนธรรมมอญ-พม่า อันได้แก่กรณีพระนางเชงสอบู พระนางเชงโบเม และพระนางเมงเกงสอ ขึ้นนําเสนอนั้น จุดมุ่งหมายสําคัญก็เพื่อยืนยันให้เห็นว่าบทบาทอันโดดเด่นของขัตติยนารีในหน้าประวัติศาสตร์นั้น หาได้มีปรากฏแต่ในกรณีราชสํานักอยุธยาในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างไม่ แท้จริงเป็นปรากฏการณ์ที่ข้ามเชื้อชาติ และวัฒนธรรม สามารถนําขึ้นศึกษาเทียบเคียง ขยายขอบข่ายความรับรู้และเข้าใจในกรอบประวัติศาสตร์ภูมิภาคได้

กระนั้น ในชั้นนี้ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะพิสูจน์สอบความ ถูกต้องของเหตุการณ์ที่มีระบุในหลักฐานประเภทต่างๆ ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ผู้เขียนเพียงประสงค์จะตั้งข้อสังเกตว่า การที่เรื่องราวของเหล่าขัตติยนารีได้ถูกจดจําและถ่ายทอดสืบมานั้น ยืนยันในข้อเท็จจริงสําคัญประการหนึ่ง คือ ประชาคมในชุมชนวัฒนธรรม หรือบ้านเมืองที่หยิบยกขึ้นมาแสดง ไม่ว่าจะเป็นอยุธยาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือมอญ-พม่า แห่งลุ่มน้ำอิรวดีนั้น ต่างรับรู้และยอมรับบทบาทอันโดดเด่นของเหล่าขัตติยนารีในราชสํานักโดยปราศจากข้อกังขา

อาการดังกล่าวนี้บ่งชี้ว่า ความโดดเด่นในบทบาทของเหล่าขัตติยนารีต้องมีมากพอ และสืบเนื่องจนเป็นเหตุให้ประชาคมทั้งผู้ดี ไพร่ ประจักษ์รับรู้ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามที จนเกิดกลายเป็นเรื่องโจษขานจดจําสืบมา ดังปรากฏเป็นเรื่องราวพิสดารในหลักฐานประเภทคําให้การ และบันทึกของชาวต่างประเทศ ที่ผู้บันทึกเก็บรวบรวมจากปากคําของชาวบ้านและพระภิกษุสงฆ์ จนบางครั้งยากจะแยกแยะว่าเรื่องอันใดจริง และเรื่องใดถูกแต่งเสริมเติมต่อ

เรื่องราวของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระสุริโยทัย พระมหาบรมดิลก พระสุวัฒน์ ตลอดรวมถึงพระสุพรรณกัลยา ล้วนเป็นกรณีที่สามารถหยิบยกขึ้นเป็นตัวอย่างเทียบเคียงได้ทั้งสิ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...