ความรุ่งเรืองสถาปัตยกรรมฝรั่งในบางกอก สวนทางกับชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของช่างฝรั่งผู้สร้าง
ความอลังการของสถาปัตยกรรมตะวันตกในบางกอกจากสมัยรัชกาลที่5 สะท้อนห้วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ดึงดูดสถาปนิกมือหนึ่งจากยุโรปที่ตามเข้ามาแสวงหาชื่อเสียงและลาภยศให้ตนเอง แต่เบื้องหลังความสำเร็จกลับบดบังความผิดหวัง ความขมขื่น และความล้มละลายของฝรั่งผู้สร้าง อะไรคือสาเหตุของความล้มเหลวเบื้องหลังผลงานอันโดดเด่นที่พวกเขาทิ้งไว้ข้างหลัง?
การเปิดประเทศของสยามในสมัยรัชกาลที่4 และรัชกาลที่ 5 ด้วยการรับเอาอารยธรรมตะวันตกเป็นแม่แบบใบการพัฒนาทำให้เกิดการส่งเสริมศิลปะรูปแบบใหม่ทั้งการนำเข้าศิลปินสาขาต่างๆตลอดจนผลงานศิลปะจากยุโรปโดยตรงทั้งจากความพยายามดัดแปลงประยุกต์ศิลปะยุโรปให้เข้ากับเอกลักษณ์ศิลปะแบบไทย
ศิลปะฝรั่งได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างชาติให้ทันสมัยและมีเสถียรภาพจากการสบประมาทของนักล่าเมืองขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหมายรวมไปถึงการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้รัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ไปในตัว [5]
การปรากฏตัวของสถาปนิกฝรั่งและรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ถึงแม้จะมิใช่รูปแบบต้นฉบับแท้จริง แต่ก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นภาพพจน์ใหม่ของตะวันตก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญแบบสากล จนคำว่า“ความศิวิไลซ์” แบบฝรั่ง เริ่มมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางสังคมในสยามโดยเฉพาะต่อราชสำนักไทยเป็นต้นมา [2]
ความงดงามของสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุคนั้นช่วยทำให้เมืองบางกอกดูเจริญหูเจริญตายิ่งขึ้น แต่ได้กลายเป็นการแข่งขันทางอ้อมกับบรรดาเมืองขึ้นของยุโรปในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นกัลกัตตา ย่างกุ้ง ปัตตาเวีย หรือสิงคโปร์ ที่ถูกสร้างโดยตรงจากฝีมือเจ้าอาณานิคม ทว่า บางกอกซึ่งไม่เคยถูกปกครองโดยชาวยุโรปกลับสามารถแข่งขันอย่างเต็มปากกับเมืองขึ้นของฝรั่งในเอเชียได้อย่างน่าอัศจรรย์
และแม้นว่าร่องรอยแห่งอารยธรรมตะวันตกอันอลังการจะเป็นภาพลักษณ์หนึ่งในบางกอกแต่ฝรั่งเจ้าของความคิดผู้สร้างฉากเมืองฝรั่งให้บางกอกในยุคแรกเริ่มกลับเป็นตัวละครนิรนามที่สาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ไทยอะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พวกเขาต้องอันตรธานหายไปจากบางกอกก่อนเวลาอันควร?
ยุคเริ่มต้นการสร้างสถาปัตยกรรมฝรั่งในบางกอก
ก่อนหน้าที่จะมีการจัดระเบียบหน่วยงานราชการในสมัยรัชกาลที่5 นั้น ในประเทศสยามราชสำนักมีหน่วยงานช่างหน่วยหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มของช่างฝีมือโดยอาชีพถูกจัดรวมกันเข้าเป็นกรมหนึ่ง และดำเนินมาเช่นนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงอธิบายคำว่า“ช่างสิบหมู่” ว่าคงมิได้มีความหมายอย่างตายตัวว่ามีเพียงสิบหมู่เท่านั้น เพียงแต่ในระยะแรกที่ก่อตั้งขึ้นอาจจัดไว้เพียงสิบหมู่จึงเรียกกันติดปากลงมาว่าช่างสิบหมู่
ต่อมาภายหลังจึงเกิดความจำเป็นต้องแตกแขนงกลุ่มงานฝีมือออกไปอีกตามแต่ทางราชสำนักจะเรียกไปใช้ นับได้ถึง29 งานช่างดังต่อไปนี้คือ ช่างเลื่อยช่างก่อช่างดอกไม้เพลิงช่างไม้สำเภาช่างปืนช่างสนะไทยช่างสนะจีนช่างขุนพราหมณ์เทศช่างรักช่างมุกช่างปากไม้ช่างเรือช่างทำรุช่างเขียนช่างแกะช่างสลักช่างกลึงช่างหล่อช่างปั้นช่างหุ่นช่างบุช่างปูนช่างหุงกระจกช่างประดับกระจกช่างหยกช่างชาดสีสุกช่างดีบุกช่างต่อกำปั่นช่างทอง [13]
ช่างฝีมือเหล่านี้ถูกคัดเลือกไปทำงานขึ้นกับราชสำนักตามแต่จะมีใบบอกลงมา โดยในสมัยรัชกาลที่5 โปรดให้มีอธิบดีบัญชาการช่างสิบหมู่สังกัดขึ้นอยู่กับ“กรมวัง”
กรมช่างสิบหมู่มีหน้าที่สร้างวัดวาอารามพระราชฐานและพระราชมณเฑียรต่างๆแต่ในอดีตยังเน้นไปที่สถาปัตยกรรมทรงไทยเป็นพื้นไม่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สถาปัตยกรรมในเมืองบางกอกเริ่มจะได้รับอิทธิพลของตะวันตกแทรกซึมเข้ามาในสมัยรัชกาลที่4 นี่เอง(ครองราชย์ พ.ศ. 2394)
โดยในระยะแรกของความเปลี่ยนแปลงนี้มีเจ้านายคนไทยเป็นผู้กำกับดูแลการก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกด้วยพระองค์เอง ท่านผู้มีพระนามว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนราชสีหวิกรม”
กรมขุนราชสีหวิกรม เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเอมใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2359 ในรัชกาลที่3 ทรงดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชุมสาย
กรมขุนราชสีหวิกรม ทรงเป็นต้นราชสกุลชุมสาย ทรงมีบทบาทในด้านการช่างและทรงกำกับดูแลกรมช่างศิลาและกรมช่างสิบหมู่ในรัชกาลที่4 พระโอรสในราชสกุลนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางด้านช่างในราชสำนักสืบต่อจากพระบิดา เช่น หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ทรงเป็นสถาปนิกและนายช่างผู้ออกแบบคนสำคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย [9]
ในสมัยรัชกาลที่4 นี้เองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องติดต่อและมีความสัมพันธ์กับชาติทางตะวันตก ทั้งในด้านการค้าขาย การเมือง และการรับวิทยาการสมัยใหม่ เพื่อให้ต่างชาติเชื่อถือว่าสยามประเทศได้พัฒนาแล้วไปสู่ความเป็นอารยะ และมีความคิดก้าวหน้ามิใช่ชาติล้าหลังด้อยพัฒนา เพื่อเอาตัวรอดจากการที่ฝรั่งใช้เป็นข้ออ้างในการล่าอาณานิคม [4]
และด้วยสาเหตุแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นชาติที่พัฒนาแล้วนี่เอง ทำให้เมืองบางกอกอันเป็นราชธานีของสยามประเทศจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยการรับอารยธรรมจากตะวันตกในรูปแบบศิลปวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เป็นแบบยุโรปก็คืบคลานเข้ามาให้เห็นอย่างรวดเร็วในเขตพระราชฐาน แม้แต่ในห้องพระบรรทม ในพิพิธภัณฑ์ หรือการอบรมสั่งสอนแบบฝรั่งแก่ชาวราชสำนักโดยครูแหม่ม [2]
สิ่งก่อสร้างในพระบรมราชวังสมัยรัชกาลที่4 เช่นการสร้างหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์เป็นภาพลักษณ์ใหม่แบบตะวันตกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นให้โดดเด่นและแตกต่างจากที่ในรั้วในวังเคยมีเป็นข้อสังเกตและได้รับคำเยินยอจากราชทูตยุโรปที่ถูกเชิญให้เข้าไปเยือนภายในอยู่เนืองๆ [3]
โดยในสมัยรัชกาลที่4 ซึ่งกรมขุนราชสีหวิกรมทรงรับราชการอยู่นี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของการรับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้าสู่สยามประเทศในหลายๆ ด้าน ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ด้านงานช่างของหลวงซึ่งนายช่างย่อมต้องปฏิบัติงานถวายให้ได้ต้องตามพระราชประสงค์ ดังปรากฏหลักฐานว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้กำกับดูแลการก่อสร้างถาวรวัตถุที่สำคัญทั้งพระราชฐานที่ประทับบางแห่งในพระบรมมหาราชวังและพระราชนิเวศน์ในต่างจังหวัด รวมทั้งพระอารามสำคัญอีกหลายแห่ง
ผลงานของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม จึงควรค่าแก่การศึกษาทั้งในส่วนของงานช่างที่ยังคงรูปแบบศิลปะอย่างไทยประเพณีเพื่อให้สมพระเกียรติแห่งองค์พระมหากษัตริย์ และยังมีส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง รวมทั้งพระราชนิยมในรัชกาลที่4 ที่มีพระราชประสงค์ให้ก่อสร้างอาคารรูปแบบตะวันตก ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ที่มีความเชี่ยวชาญในเชิงช่างอย่างไทย และขณะเดียวกันย่อมต้องทรงรอบรู้วิชาช่างสมัยใหม่ในขณะนั้นควบคู่ไปด้วย [9]
ในสยามการยอมรับนวัตกรรมทันสมัยนั้นไม่สู้มีปัญหานักคนไทยมักจะตื่นตัวและหลงใหลต่อความแปลกใหม่ทั้งสิ่งของและเทคโนโลยีด้วยความตื่นตาตื่นใจกับของแปลกใหม่เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและเพราะต้องการแสดงว่าเป็นผู้มีรสนิยมดี [11]
แม้นว่าในรัชกาลที่4 จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าช่างไทยเรียนรู้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกจากที่ใด แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านตัวอย่างที่เคยเห็นจากภาพถ่ายหรือคำบอกเล่าเช่นเดียวกับงานช่างจิตรกรรมตะวันตกที่ปรากฏในรัชกาลนี้ รวมทั้งน่าจะมีการเรียนรู้จากสถาปัตยกรรมตะวันตกในประเทศใกล้เคียง เช่น สิงคโปร์และปัตตาเวีย จากการที่รัชกาลที่4 โปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปดูงานการปกครองประเทศเหล่านี้ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพื่อนำแบบอย่างมาสร้างตึกแถวตามแนวถนนบำรุงเมืองและเฟื่องนคร
โดยนายช่างคนสำคัญที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นผู้เขียนแบบและควบคุมการก่อสร้างอาคารหลายแห่งแบบตะวันตกตั้งแต่ต้นรัชกาลคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนราชสีหวิกรมซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะได้ศึกษาความรู้ทางวิชาการช่างอย่างตะวันตกจากนายช่างสถาปนิกฝรั่งที่เข้ามาก่อสร้างอาคารตามแบบอย่างวัฒนธรรมของตนในประเทศไทยขณะนั้นและคงได้ศึกษาด้วยตนเองจากภาพที่ปรากฏในหนังสือตำราของชาวตะวันตกด้วย [9]
หลักฐานภาพถ่ายและภาพแกะลายเส้นจากสมัยรัชกาลที่4 หลายรูปทำให้เชื่อได้ว่านายช่างพระองค์นี้ทรงพระปรีชาเป็นอย่างยิ่งและสามารถถวายงานได้ตามพระราชประสงค์ ไม่จะเป็นสถาปัตยกรรมไทยหรือตะวันตก เพื่อสนองพระราชดำริและเป็นการปรับโฉมหน้าของสถาปัตยกรรมไทยให้ก้าวทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนั้น ซึ่งถือเป็นผลงานสำคัญแห่งรัชสมัยที่นายช่างไทยสามารถสร้างสรรค์งานศิลปกรรมแบบตะวันตกได้ โดยในขณะนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานการว่าจ้างนายช่างชาวตะวันตกเข้ามาปฏิบัติงานในราชสำนัก ก่อนที่ในรัชกาลที่5 มีการว่าจ้างชาวต่างชาติให้มาเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ
กลุ่มของพระราชมณเฑียรแห่งใหม่ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่4 แสดงถึงแนวคิดและทัศนคติแบบตะวันตกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ อาคารที่จำลองสถาปัตยกรรมยุโรปชุดแรกของกรุงรัตนโกสินทร์เรียกว่า“พระอภิเนาว์นิเวศน์”
พระอภิเนาว์นิเวศน์เป็นหมู่ของพระราชมณเฑียรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับและเพื่อแสดงถึงพระเกียรติยศแห่งพระองค์ในภายหน้า ผู้รับผิดชอบการก่อสร้างพระอภิเนาว์นิเวศน์ ได้แก่ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติเป็นแม่กอง พระยาเพชรพิไชยและพระยาสามภพพ่ายเป็นนายงาน เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติถึงแก่พิราลัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นแม่กองแทน
ในส่วนการก่อสร้างเป็นผลงานของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นและเป็นเจ้ากรมช่างสิบหมู่ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2394-2400 รวมเวลาการก่อสร้าง5 ปีจึงแล้วเสร็จ
พระอภิเนาว์นิเวศน์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง เป็นอาคารกลุ่ม11 หลัง ซึ่งทั้งหมดมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค(Classicism) ประกอบด้วยพระที่นั่ง8 องค์ และหอต่างๆ3 หอ ซึ่งอาคารส่วนใหญ่เป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก แต่มีส่วนตกแต่งบางประการเป็นแบบไทยและจีน
หมู่พระที่นั่งประกอบด้วย พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นประธานของหมู่พระที่นั่ง พระที่นั่งบรมพิมานพระที่นั่งนงคราญสโมสรพระที่นั่งจันทรทิพโยภาสพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญพระที่นั่งมูลมณเฑียรหอเสถียรธรรมปริตรหอราชฤทธิ์รุ่งโรจน์หอโภชนลีลาศพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์และพระที่นั่งภูวดลทัศไนย การวางแผนผังมีลักษณะใกล้เคียงกับแผนผังของหมู่พระมหามณเฑียรที่เรียงลำดับท้องพระโรง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และของฝ่ายในไปตามลำดับ [9]
ทว่า เมื่อวันเวลาผ่านไปโครงสร้างของกลุ่มอาคารในพระอภิเนาว์นิเวศน์ที่เป็นลูกครึ่งไทย–ฝรั่งก็เริ่มทรุดโทรมลงจนยากจะซ่อมแซมใหม่ได้
เกิดความจำเป็นเมื่อขึ้นรัชกาลใหม่ที่จะต้องใช้สิ่งก่อสร้างที่มั่นคงถาวรแบบก่ออิฐถือปูนตามมาตรฐานตะวันตกขนานแท้เมื่อนั้นสถาปนิกฝรั่งจึงถูกว่าจ้างเข้ามากำกับก่อสร้างเองเพื่อให้ได้รูปแบบและดุลยภาพแบบตะวันตกที่มีมาตรฐานสากลยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความเฟื่องฟูของสถาปัตยกรรมยุโรป สมัยรัชกาลที่5
อย่างไรก็ดี แม้ความเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดตะวันตกจะเริ่มต้นขึ้นแล้วในรัชกาลที่4 แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตจำกัด การเปลี่ยนแปลงในระดับนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการทดลองหรือโครงการนำร่องที่ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก
แต่ก็มีผลให้กฎเกณฑ์และความเชื่อดั้งเดิมในสังคมแบบจารีตมีการคลี่คลายลง เปิดโอกาสให้ผู้นำสยามหัวก้าวหน้าตื่นตัวและขวนขวายที่จะรับสิ่งใหม่โดยไม่ยึดติดถือมั่นอยู่แต่ในกรอบเช่นเคย
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 นี้นับว่าเป็นการปฏิวัติความรู้สึกนึกคิดของสังคมอย่างจริงจังทั้งระบบ โดยมีราชสำนักเป็นตัวอย่างให้ชนทุกชั้นเดินตาม [11]
รสนิยมของชาวราชสำนักที่หันไปนิยมชมชอบเทคโนโลยีและการมองโลกแบบตะวันตกจากความหวั่นวิตกภัยคุกคามจากชาติมหาอำนาจ ส่งผลให้ชนชั้นผู้นำในสยามในระยะนั้นช่วยกันผลักดันสังคมให้หันเหไปตามกระแสและมาตรฐานเดียวกันกับที่ชาติมหาอำนาจเป็นอยู่และต้องการให้โลกเปลี่ยนตามอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างภาพลักษณ์ในสังคมชาวสยามให้ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกับชาติตะวันตกมากที่สุดภายใต้อุดมคติของความเจริญแบบมีวัฒนธรรม
ความเปลี่ยนแปลงภายใต้อิทธิพลของความเจริญแบบมีวัฒนธรรมได้แทรกซึมเข้าไปในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ส่งผลต่อทัศนคติและความนึกคิดที่จะยกระดับต่อภาพพจน์ของเมืองเก่าที่สัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นเวียง วัง ร้านรวง ตึกแถว สวนสาธารณะ จัตุรัส(ในสมัยก่อนเรียกสี่กั๊ก– ผู้เขียน) และอนุสาวรีย์
การสร้างตึกรามด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อแบบจารีตที่มีต่อการสร้างงานสถาปัตยกรรมไทยโบราณ เช่น ภายหลังการสร้างตำหนักใหญ่ของวังบูรพาภิรมย์ ซึ่งเป็นตึกหลังแรกที่ทำที่จอดรถข้างใต้มุข และสร้างบันไดขึ้นตึกไว้ด้านในอาคาร ทำให้ความเชื่อที่ต้องสร้างบันไดภายนอกอาคาร และความรังเกียจการใช้พื้นที่ใต้ถุนเรือนว่าขาดสง่าราศีถูกมองใหม่ว่าเป็นธรรมเนียมสากลอันภูมิฐาน [6]
สถาปัตยกรรมยุโรปที่นำเข้าด้วยความเลื่อมใสคือตึกแบบฝรั่งตามตำรับรูปแบบคลาสสิค(Classicism) ของพระราชวังสราญรมย์ ของอาคารกระทรวงกลาโหมและของกระทรวงการต่างประเทศที่สร้างขึ้นในสไตล์นีโอ–ปัลลาเดียน(Neo-Palladian)
ตำรับคลาสสิคเป็นที่โปรดปรานของรัชกาลที่5 เป็นพิเศษ ยังมีให้พบในทรงของพระที่นั่งบรมพิมานและพระที่นั่งอนันตสมาคมที่สร้างในสไตล์นีโอ–เรอเนสซองส์(Neo-Renaissance) และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในรูปแบบวิกตอเรียน–เรอเนสซองส์(Victorian-Renaissance)
ตำรับรูปแบบโรแมนติค(Romanticism) มีอาทิพระที่นั่งอัมพรสถานพระที่นั่งวิมานเมฆและพระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ ล้วนมีลักษณะของนีโอ–โกธิค(Neo-Gothic)
ตามตำรับแบบแผนเยอรมันบาโร้ค(German Baroque) ได้แก่ วังบางขุนพรหม และในแบบแผนจุงเก็นสติล(Jugendstil) สามารถเห็นได้ที่วังวรดิศและที่พระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น(6)
รัชกาลที่5 ผู้มีความคิดก้าวหน้าเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้ชำนาญการจากภายนอกประเทศเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เป็นครูบาอาจารย์เข้ามาสอนเจ้านายในวิทยาการสมัยใหม่ รวมไปถึงว่าจ้างนายช่างฝรั่งผู้มีความรู้และทักษะการก่อสร้าง เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าบ้านเมือง ให้มีกลิ่นอายของสากลเพิ่มมากขึ้นกว่าในรัชกาลก่อนๆ
ความเฟื่องฟูของสถาปัตยกรรมฝรั่งในบางกอกเดินหน้าอย่างมั่นคงเพราะมีพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายเป็นผู้สนับสนุนจนเป็นที่กล่าวขวัญทั่วเอเชีย
เมืองบางกอกได้ดึงดูดช่างฝรั่งมากฝีมือจากยุโรปให้เข้ามาแสวงหาลาภยศและชื่อเสียงเพียงชั่วข้ามคืนสิ่งก่อสร้างแนวใหม่ที่เป็นแบบฝรั่งผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในรัชกาลที่5 ตามกระแสและรสนิยมใหม่ของชาวราชสำนักในสมัยนั้นบ [11]
นายช่างฝรั่งจำนวนมากจากอังกฤษ อิตาลี และเยอรมนี พลิกโฉมหน้าบางกอกเสียใหม่ให้เป็นเมืองลูกครึ่งตามสมัยนิยมและกระแสตะวันตกที่กำลังเบ่งบานในอาณานิคมต่างๆ ของฝรั่งในทวีปเอเชีย วังต้องยิ่งใหญ่แบบอังกฤษ สวนต้องรื่นรมย์อย่างฝรั่งเศส ป้อมปราการก็ต้องแข็งแกร่งดุจโรมัน
แต่เบื้องหลังความอลังการชวนพิศวงนั้นกลับซ่อนความผิดหวังของช่างฝรั่งผู้บุกเบิกเอาไว้อย่างเงียบๆ เมื่ออุดมการณ์และการลงทุนเติบโตเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้
การปฏิรูปหน่วยงานราชการครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่5 พ.ศ. 2431 เปรียบเหมือนดาบสองคมที่อำนาจรัฐเข้ามาจัดระเบียบระบบราชการที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้สังคมรัดกุมขึ้นก็จริงแต่กลับมีผลต่อต้านความก้าวหน้าของนายช่างฝรั่งให้เดินช้าลงอย่างช่วยไม่ได้ [6]
ชีวิตเหมือนฝันก่อนยุคจัดระเบียบ
ในสมัยรัชกาลที่5 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2411-53) ถือเป็นยุคทองของการสร้างและการบูรณาการสถาปัตยกรรมตะวันตกขั้นสูงสุดในสมัยรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเสวยราชย์ พ.ศ. 2411 ตามด้วยการเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกในรัชกาลนี้ คือเสด็จฯ ไปสิงคโปร์และปัตตาเวีย(จาการ์ตา) ใน พ.ศ. 2413 ต่อด้วยการเสด็จฯ ไปอินเดีย ใน พ.ศ. 2414 เปิดโอกาสให้ได้ทอดพระเนตรและเรียนรู้ความงดงามของสถาปัตยกรรมยุโรปด้วยพระองค์เอง ตลอดจนได้พบปะและทรงพระราชปฏิสันถารกับสถาปนิกและข้าหลวงอังกฤษผู้เกี่ยวข้องกับสถาปนิกฝรั่งโดยตรง
ล้วนเป็นช่องทางให้นายช่างฝรั่งมากหน้าหลายตาในต่างประเทศได้รับการทาบทามและติดต่อให้เข้ามาทำธุรกิจในสยามประเทศหลังจากนั้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่การเสด็จประพาสสิงคโปร์ครั้งแรก พ.ศ. 2413 ถึงยุคแห่งการจัดระเบียบงานโยธาครั้งแรก พ.ศ. 2431 กินเวลาประมาณ18 ปี เป็นช่วงเวลาของการวางรากฐานสถาปัตยกรรมยุโรปในรูปลักษณ์ต้นแบบ โดยช่างฝรั่งอย่างจริงจังในสไตล์ดั้งเดิมตามวิสัยทัศน์ของช่างฝรั่งอย่างอิสระและตามอัชฌาสัยของนายช่างโดยปราศจากการแทรกแซงของผู้ว่าจ้างโดยตรง
นายช่างฝรั่ง3 ท่านในยุคบุกเบิกนี้นามว่า คลูนิสแกรซีและคาร์ดูเป็นตัวละครเอกผู้มีชีวิตอย่างโลดโผนและโดดเด่นเบื้องหลังความอลังการของสถาปัตยกรรมฝรั่งสมัยแรกในบางกอก มีหลักฐานปรากฏอยู่จนบัดนี้ [8]
1. นายจอห์นคลูนิส(John Clunis) ชาวอังกฤษ เป็นช่างหลวงชาวตะวันตก“คนแรก” ของรัฐบาลสยาม มีบทบาทมากในการแปลงสถาปัตยกรรมไทยให้เป็นฝรั่งและเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทอันเป็นอาคารฝรั่งที่สำคัญที่สุดในสยามสมัยรัชกาลที่5 [10]
นายคลูนิสได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองครั้งแรกจากการเดินทางเข้ามายังสิงคโปร์อันเป็นเมืองขึ้นเก่าของอังกฤษ และได้สร้างตึกจวนผู้สำเร็จราชการอังกฤษ หรือGovernment House ขึ้นที่นั่น ใน พ.ศ. 2412
จวนผู้สำเร็จราชการอังกฤษแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่5 คราวเสด็จประพาสสิงคโปร์ครั้งแรก พ.ศ. 2414 เป็นเวลาถึง1 สัปดาห์ ทำให้ทรงประทับใจในฝีมือของนายคลูนิสอย่างมาก
ต่อมาอีก2 ปี นายคลูนิสก็ได้ถูกว่าจ้างในฐานะ“อากีเต็กหลวง” ให้เข้ามารับราชการกับรัฐบาลสยามตามนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่จะเร่งสร้างความเจริญแบบตะวันตกในเมืองบางกอก โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารทรงฝรั่งในพระบรมมหาราชวังซึ่งแต่ก่อนแต่ไรมาอยู่ในความรับผิดชอบของ3 กรม คือ กรมล้อมพระราชวังกรมช่างทหารในและกรมช่างสิบหมู่ ซึ่งแต่ละกรมเคยใช้แต่สถาปนิกและวิศวกรคนไทยถ่ายทอดองค์ความรู้กันเองในระบบเครือญาติ [10]
ข่าวเกี่ยวกับนโยบายสร้างบางกอกให้เป็นเมืองฝรั่งกลายเป็นกระแสใหม่ที่ส่งผลต่อความคิดของสื่อต่างประเทศบางกอกในสมัยนั้นพากันกระจายข่าวในลักษณะกดดันทางอ้อมให้สังคมยอมรับและสนับสนุนนโยบายของราชสำนักโดยปริยาย(12)
หนังสือพิมพ์THE SIAM REPOSITORY ของหมอสมิธ(Samuel J. Smith) ฉบับ ค.ศ. 1871 (พ.ศ. 2414) เมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่5 เขียนไว้ว่า
“ชาวต่างประเทศที่เข้ามายังบางกอกก่อนหน้านี้ต้องพบกับความลำบากและขัดนัยน์ตาอยู่เสมอเมื่อต้องการไปติดต่อกับหน่วยงานราชการของสยาม เพราะธรรมเนียมของที่นี่ก็คือเจ้ากระทรวงมิได้มีออฟฟิศทำงานเป็นกิจจะลักษณะ แต่จัดการกันเองตามอัธยาศัยที่บ้านพักของพวกท่าน ทำเนียบลำลองเช่นนี้สร้างความขลุกขลักบางทีก็ดูรกรุงรังไม่มีระเบียบเอาเลย เป็นที่สบประมาทต่อชาวต่างชาติ
แต่ปัญหาเหล่านี้กำลังจะหมดไปในไม่ช้าหลังจากในหลวงท่านมีพระราชปรารภที่จะสร้างภาพลักษณ์แบบสากลให้ดูภูมิฐานขึ้น ในการนี้นายช่างฝรั่งกำลังถูกจ้างเข้ามาก่อสร้างสถานที่ราชการและตึกรามสมัยใหม่ รวมทั้งที่พำนักของเจ้านายด้วยศิลปะแบบตะวันตกที่แพร่หลายกันมากขึ้นในทวีปนี้ เราเห็นว่าอาคารที่จำเป็นกว่าเพื่อนน่าจะเป็นที่ว่าการต่างประเทศและศาลาว่าการกลาโหม” [12]
นายคลูนิสได้รับมอบหมายให้ก่อสร้างพระราชวังแห่งใหม่และพระตำหนักอันโออ่าให้ใช้การได้สำหรับสยามยุคใหม่ที่ต้องใช้อวดโฉมและยอมรับได้ในสายตาผู้นำต่างชาติที่จะถูกเชื้อเชิญเข้ามา ในขณะเดียวกันก็ต้องสมพระเกียรติและเป็นที่ประทับถาวรพรั่งพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกและเฟอร์นิเจอร์แบบตะวันตกดังที่เจ้านายฝรั่งชั้นสูงในต่างประเทศนิยมกันอยู่
ศูนย์กลางของพระที่นั่งแห่งใหม่ก็คือพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทอันตระการตา
เท่านั้นยังไม่พอ เขาได้ออกแบบและก่อสร้างหมู่พระที่นั่งอย่างตะวันตกอีกหลายองค์ให้เข้ากัน และเพียงพอสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน อันได้แก่ พระที่นั่งอมรพิมานมณีพระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัย และพระที่นั่งเทพดนัยนันทยากร(10)
(หมายเหตุ: หลังคาของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนั้น ขั้นแรกนายคลูนิสตั้งใจให้เป็นโดม แต่ถูกคัดค้านโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) ว่าจะทำให้เสียเกียรติภูมิความเป็นไทย จึงถูกแก้ไขให้สร้างเป็นหลังคายอดแหลมแบบปราสาทไทยโดยพระยาราชสงคราม(กร หงสกุล))(10)
2. นายช่างฝรั่งผู้โดดเด่นคนต่อมาคือ นายโยอาคิมแกรซี(Joachim Grassi) สัญชาติอิตาเลียน–ออสเตรีย ผู้เข้ามาแสวงโชคเป็นช่างอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในจีน
ต่อมาใน พ.ศ. 2413 ท่ามกลางเสียงเล่าลือถึงความต้องการช่างฝรั่งในสยาม ผลักดันให้เขาเดินทางเข้ามาเผชิญโชคทันทีและกลายเป็นช่างฝรั่งผู้สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งจากงานรับเหมาจิปาถะของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เจ้านายไทยที่ประกวดประขันกันสร้างวังที่พำนักแบบฝรั่ง [8]
นายแกรซีเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของงานสถาปนิกและวิศวกรรมที่งดงามและหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งในหมู่เจ้านายไทยและในหมู่ชาวตะวันตกด้วยกันที่เริ่มหันมาสร้างตึกราม โบสถ์ และโรงเรียน เผยแผ่ศาสนาคริสต์ในบรรยากาศแบบยุโรปต้นตำรับของวิชาการสมัยใหม่ ถึงขึ้นที่เขาตั้งบริษัทเอกชนต่างด้าวขึ้นเพื่อรับงานรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะในนามของGrassi Brothers and Co. ในบางกอก เมื่อ พ.ศ. 2418 [10]
ผลงานชิ้นโบว์แดงของนายแกรซีได้แก่ อาคารประเภทวัง เริ่มต้นด้วยพระราชวังฤดูร้อนของรัชกาลที่5 คือ พระราชวังบางปะอินและวัดนิเวศธรรมประวัติ(วัดไทยแต่รูปทรงฝรั่ง) จากนั้นชื่อเสียงของเขาก็ดังกระฉ่อนไปในหมู่เจ้านายองค์อื่นๆ ทำให้เขาได้ก่อสร้างวังบูรพาภิรมย์วังพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์วังสะพานถ่านวังพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณวังท่าพระวังกรมหมื่นราชศักดิ์สโมสรและวังใหม่ที่ปทุมวัน(วังวินด์เซอร์)
ความใกล้ชิดของนายแกรซีกับสมเด็จพระอนุชาหลายพระองค์ของรัชกาลที่5 ส่งเสริมให้เขารับงานก่อสร้างสถานที่ราชการที่บรรดาสมเด็จพระอนุชารับผิดชอบอยู่มากมาย มีอาทิ ศาลสถิตยุติธรรมโรงทหารหน้า(หรือกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน– ผู้เขียน) โรงทหารม้าศุลกสถานโรงพยาบาลศิริราชคุกมหันตโทษและป้อมพระจุลจอมเกล้า
นายแกรซีกว้างขวางยิ่งขึ้นเมื่อเขามีอิสระที่จะรับเหมางานก่อสร้างโครงการของเอกชนภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวยุโรปหรือศาสนสถานทางคริสต์ศาสนาที่เขาเคร่งครัดอยู่ เช่น สร้างโบสถ์วัดนักบุญยอแซฟที่อยุธยาหอระฆังวัดคอนเซ็ปชัญและตึกเก่าโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก [10]
ตึกเก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ(สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2430-33) สร้างด้วยสไตล์นีโอคลาสสิค จากการว่าจ้างของบาทหลวงกอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ ด้วยงบประมาณ50,000 บาท แม้นว่าจะไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือราชการโดยตรง แต่ก็เกี่ยวข้องทางอ้อมกับประเทศฝรั่งเศสซึ่งสยามต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในระยะนั้น
เหตุผลนี้ทำให้รัชกาลที่5 ทรงแสดงน้ำพระทัยบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินขวัญถุง25 ชั่ง เพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างตึกเก่า ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์ตึกเก่าแห่งนี้ด้วย [1]
แต่ผลงานชิ้นเอกของนายแกรซีซึ่งกลายเป็นหน้าตาและสัญลักษณ์ของความมั่นคงของสยามประเทศคือโรงทหารหน้าหรือกระทรวงกลาโหมที่นับได้ว่าเป็นตึกฝรั่งที่แสดงแสนยานุภาพและความแข็งแกร่งของกองทัพแห่งแรกในเอเชียที่ทุกวันนี้ก็ยังดูไม่เสื่อมคลาย
3. นายคาร์ดู(Stefano Cardu) เป็นนายช่างชาวอิตาเลียนในยุคบุกเบิก เดินทางเข้ามายังเมืองบางกอกเป็นคนที่3 ต่อจากนายคลูนิสและนายแกรซีเมื่อ พ.ศ. 2420
งานของช่างฝรั่งในช่วง พ.ศ. 2414-20 นับว่าติดลมบนและเป็นที่ยอมรับของชาวราชสำนักอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง การเข้ามาของนายคาร์ดูทำให้เขาเติบโตในไม่ช้าจากงานที่เพิ่มขึ้น และช่างฝรั่งสองคนแรกแทบจะจัดการไม่ไหว ไม่ก็ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ดังจะเห็นได้ว่านายคาร์ดูสามารถตั้งตัวเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างของตนอย่างรวดเร็วใน พ.ศ. 2422 ภายใต้ชื่อว่าS. Cardu & Co.
ผลงานเด่นๆ ของนายคาร์ดูยังเป็นการออกแบบและก่อสร้างสถานที่ราชการที่เกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ดไปทั่วกรุงเทพฯ ตามกระแสความนิยมอาคารแบบฝรั่งที่ยังฮิตไปทั่วเมือง รวมทั้งวังของเจ้านายที่นอกจากเจ้านายจะว่าจ้างช่างฝรั่งโดยตรงแล้ว ในหลวงยังพระราชทานเป็นของขวัญส่วนพระองค์ให้พระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ ด้วย ทำให้มีงานไม่ขาดมือสำหรับนายช่างใหม่ที่ต่อแถวเข้ามาเรื่อยๆ [8]
นายคาร์ดูรับผิดชอบในการก่อสร้างพระตำหนักของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสุดารัตนราชประยูร(ในพระบรมมหาราชวัง)และตำหนักของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี(ที่พระราชวังเดิม) อาคารไปรสนียาคารพระราชวังสราญรมย์โครงการศาลสถิตยุติธรรมอาคารโรงเรียนทหารสราญรมย์ และตึกแถวที่หน้าวัดราชบูรณะ
และในระยะนี้นี่เองที่ช่างฝรั่งทั้งสามรับงานกันแบบหัวบันไดไม่แห้ง ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า“การเปิดซองประมูล” ขึ้นเพื่อลูกค้าจะได้ราคาที่ยุติธรรมที่สุดและปราศจากการผูกขาดของฝรั่งผู้รับเหมา
มีหลักฐานที่น่าตกใจว่าปรากฏการณ์ใหม่นี้ทำให้นายช่างทั้งสามจำเป็นต้องแข่งกันเสนอราคาเพื่อมิให้งานหลุดลอยไปยังผู้เสนอราคารับเหมาถูกกว่าตน แต่ในทางลับแล้วยังทำให้เกิดการตัดราคาและแย่งลูกค้ากันเองระหว่างผู้รับเหมาเพื่อรักษาปริมาณงานของพวกตนไว้ [10]
อย่างไรก็ตาม ในช่วงยุคทองของช่างฝรั่งในบางกอกตลอดรัชกาลที่5 นั้น มีสถาปนิกมากหน้าหลายตาหลั่งไหลกันเข้ามาขุดทองอย่างชะล่าใจ เพราะอิสระในการรับเหมางานและโอกาสที่ช่างฝรั่งสามารถสร้างชื่อเสียงและความร่ำรวยให้ตนเองในชั่วข้ามคืน เมืองบางกอกเป็นที่รวมของสถาปนิกและช่างฝรั่งต่างด้าวมากที่สุดในเอเชีย ดังมีหลักฐานรายนามต่อไปนี้
นายคลูนิสนายแกรซีนายคาร์ดูนายซันเดรสกีนายตามาโยนายโมเรสกีนายริกอตตีนายคาลดอริ้งนายโอ. ตาเวลานายฮาเลนายแฟร์โรนายโรเบิตตีนายยี. คันโนวานายซีก๊อดนายซี. อัลเลกรีนายอี. ยี. กอลโลนายปาสมอว์นายชอว์นายวิลเลียมแบนคลีนายมาโยลานายเลียวนาดีนายอี. บ็อคนายบรูโนนายฮันสเลนายกาโตร์ [8]
ทว่าในพ.ศ. 2431 ก็พลันเกิดภาวะขัดจังหวะขึ้นในระบบราชการของรัฐบาลสยามเมื่อรัชกาลที่5 มีพระราชดำริให้เริ่มปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินเพื่อควบรวมหน่วยงานราชการต่างๆเข้าสู่ศูนย์กลางโครงการก่อสร้างต่างๆถูกจัดให้เข้ามาอยู่ในความควบคุมของ“กรมโยธาธิการ” ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ในปีนั้น [7] และ [10]
ช่างฝรั่งแพแตกเมื่อตั้งกรมโยธาธิการ
การปฏิรูประบบราชการในสยาม พ.ศ. 2431 เป็นช่องว่างในประวัติศาสตร์ไทยที่ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและลบต่อผู้เกี่ยวข้อง หากแต่ไม่ค่อยมีการวิเคราะห์ไว้มากนัก โดยส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจเพียงด้านเดียวว่าเป็นความจำเป็นอีกระดับหนึ่งเพื่อการพัฒนาไปสู่สังคมที่มีระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น
การจัดระเบียบงานด้านการโยธาแม้ว่าจะทำให้ระบบราชการเข้ารูปเข้ารอยขึ้นแต่มันยังหมายถึงกฎเหล็กที่ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐครอบคลุมอากีเต็กหลวงผู้เป็นลูกจ้างรัฐไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางและทำงานภายใต้เงื่อนไขของรัฐเท่านั้นจะไม่มีอิสระรับเหมางานตามอำเภอใจเช่นเคย
หนังสือ“ตำนานงานโยธา” อธิบายว่าเพื่อให้งานด้านการโยธาภายในพระนคร(บางกอก) ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองที่กำลังพัฒนาไปสู่ความทันสมัยแบบตะวันตก
“กรมโยธาธิการ” ที่รัชกาลที่5 ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อพ.ศ. 2431 ก็เพื่อรวบรวมหน่วยราชการที่มีอยู่เดิมแต่กระจัดกระจายไปตามกรมกองต่างๆและมุ่งหมายให้เป็นที่สำหรับฝึกหัดนายช่าง(ไทย) รุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีแบบตะวันตกให้สามารถทำหน้าที่วางแผนออกแบบและจัดทำงบประมาณตลอดจนดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุด้วยตนเอง [7]
ที่สำคัญและมีนัยยะแฝงก็คือ กรมโยธาธิการจะเป็นศูนย์รวมงานด้านออกแบบก่อสร้างและวางผังเมือง โดยการควบคุมของภาครัฐ สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่เป็นชาวสยามและจำกัดบทบาทของอากีเต็กหลวงหรือช่างฝรั่งผูกขาดงานด้านนี้กว่า20 ปีก่อนหน้านั้น [7]
การดำเนินชีวิตต่อมาของนายช่างใหญ่ต่างชาติทั้ง3 นาย เป็นกรณีศึกษาถึงความผันแปร ความไม่แน่นอน และความโดดเดี่ยวในการประกอบอาชีพที่ตนไม่คุ้นเคยมาก่อน ทั้งลักษณะการว่าจ้าง การรับเหมาก่อสร้าง และการลงทุนที่ลงเอยด้วยความผิดหวัง และเสื่อมศรัทธาในสถานภาพใหม่ของตนที่จะต้องเลือกว่าจะเป็น“ช่างใหญ่อิสระ” หรือ“ลูกจ้างประจำ”
วิถีชีวิตของนายช่างฝรั่งยุคบุกเบิกมีอันต้องหักเหหันไปทำงานด้านอื่น ที่อาจอยู่เบื้องหลังงานโยธาที่เคยเป็นงานประจำ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้นำเข้าอุปกรณ์และเครื่องมือจากต่างประเทศ
แต่ปัญหาใหม่ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็คือเงินลงทุนในกิจการใหม่นั้นมหาศาลและหนี้เก่าจากการรับเหมาก่อสร้างที่ตามเก็บไม่ได้จากผู้ว่าจ้างในระบบเก่า ทำให้ชีวิตที่เคยรุ่งเรืองของนายช่างฝรั่งต้องตกอับอย่างรวดเร็ว [8]
1. นายจอห์นคลูนิส นายช่างใหญ่ชาวอังกฤษ เริ่มประสบปัญหามาตั้งแต่ก่อนตั้งกรมโยธาธิการ เพราะต้องแข่งขันแย่งงานจากการประเมินราคาค่าก่อสร้างหรือเปิดซองประมูลแข่งกับช่างฝรั่งอื่นๆ ซึ่งมีมากขึ้น ทำให้ทุนหายกำไรหด และหนี้เก่าที่ค้างจ่ายก็ยังไม่สามารถเก็บจากรัฐบาลสยามได้
อนาคตของเขาหดหู่ยิ่งขึ้นภายหลังจัดตั้งกรมโยธาธิการ นายคลูนิสก็ไม่ได้รับงานออกแบบก่อสร้างให้กับรัฐบาลอีกเลย เขาจึงหันเหไปตั้งโรงงานทำอิฐขึ้นแทนเพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนโครงการก่อสร้างของภาครัฐ แต่ก็ต้องประสบกับการขาดทุน เขาพยายามใช้ความสัมพันธ์เก่ากับราชสำนักขอรับพระราชทานยืมเงินก้อนใหญ่250 ชั่ง เพื่อยื้อชีวิตโรงงานอิฐ แต่กลับได้รับการปฏิเสธ(ในยุคที่รัฐบาลต้องการจัดการเอง– ผู้เขียน)
ในที่สุดนายคลูนิสก็ตกอยู่ในฐานะล้มละลาย ถูกศาลกงสุลอังกฤษบังคับให้ขายเลหลังทรัพย์สินที่มีอยู่และสิ่งปลูกสร้างที่ท่าเตียน คลองมอญ และหนองแขมที่เขาเคยเลือกสยามเป็นบ้านใหม่และเรือนตาย
นายคลูนิสล้มป่วยด้วยโรคบิดใน พ.ศ. 2436 และถึงแก่กรรมเมื่ออายุ65 ปี ศพของเขายังฝังอยู่ ณ สุสานโปรเตสแตนต์ ถนนตก จนทุกวันนี้ [10]
2. นายแกรซี ผู้สร้างผลงานตึกฝรั่งไว้มากที่สุดในยุคบุกเบิก เป็นตัวอย่างคลาสสิคของช่างฝรั่งที่รุ่งโรจน์และตกต่ำเพราะความเปลี่ยนแปลงของระบบราชการไทย
การตั้งกรมโยธาธิการ พ.ศ. 2431 มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกิจการของนายแกรซี ในด้านการหางานใหม่ๆ และในด้านบุคลากร ดังปรากฏว่าผู้ว่าจ้างหันไปติดต่อกับกรมโยธาธิการโดยตรงและพนักงานประจำของนายแกรซีลาออกแล้วพากันย้ายไปเข้ารับราชการในกรมโยธาธิการ เช่น นายอัลเลกรีและนายเรเมดี ซึ่งผลักดันให้ศิษย์ก้นกุฏิของนายแกรซีกลายเป็นช่างใหญ่เร็วขึ้นทันตาเห็น [10]
หลังการตั้งกรมโยธาธิการ ก็ไม่ปรากฏว่านายแกรซีได้รับงานรัฐบาลอีกเลยทั้งที่เขายังเป็นนายช่างฝรั่งที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดในบางกอก
นายแกรซีจำต้องเบนเข็มไปเป็นนักลงทุนผลิตวัสดุก่อสร้างตั้งโรงงานผลิตอิฐ หิน และปูน แต่ก็ไม่สำเร็จ เขาจึงมีอันต้องหันเหไปหากินในธุรกิจแนวอื่นๆ เพื่อเลี้ยงชีพ เช่น รับเหมาสร้างทางรถไฟ ทำเหมืองแร่ สร้างระบบชลประทาน และจัดสรรที่ดิน
ต่อมานายแกรซีประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจากหนี้เก่าที่เก็บไม่ได้โดยเฉพาะชาวราชสำนักซึ่งพากันเพิกเฉยหรือถ่วงเวลา เพราะหนี้ส่วนใหญ่เกิดก่อนการตั้งกรมโยธาธิการ ทำให้เขาไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและสัญญาถูกละเมิดจากงานที่ค้างไม่เสร็จจำนวนมาก [10]
ชีวิตของนายแกรซีเลวร้ายขึ้นช่วงเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ในช่วงบั้นปลายเขายื่นเรื่องเปลี่ยนสัญชาติเป็นฝรั่งเศส ทว่า ยิ่งทำให้สถานะของเขาแย่ลงไปอีก ในที่สุดก็ถูกกดดันให้ต้องออกจากสยามประเทศ ทิ้งธุรกิจก่อสร้างใหญ่ที่สุดของฝรั่งในบางกอกไว้เบื้องหลัง
ก่อนจากไปเขาได้ทำเรื่องขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการรับใช้ราชสำนักมายาวนาน รัชกาลที่5 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชมงกุฎสยามชั้นที่5 ให้ แต่นายแกรซีกลับปฏิเสธ เพราะเห็นว่าไม่คู่ควรกับคุณงามความดีที่เขาสร้างสมมา เขาจึงกลับออกไปมือเปล่า [10]
นายแกรซีเสียชีวิตที่บ้านเกิดในยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2447 สิริอายุได้68 ปี
ชีวิตลุ่มๆดอนๆของช่างฝรั่งสมัยหลัง
ความต้องการทักษะของฝรั่งลดความสำคัญลงตั้งแต่กลางรัชกาลที่5 และในรัชกาลต่อๆ มา หลังจากที่ชาวสยามหัวก้าวหน้าจบการศึกษาต่อจากต่างประเทศและกลับมายึดอาชีพสถาปนิก นักออกแบบ และวิศวกรกันดาษดื่น ช่างฝรั่งฝีมือดีที่ครองตัวอยู่ได้แต่ก็ต้องแข่งขันในเชิงวิชาชีพมากขึ้นเป็นทวีคูณ [10]
ภายหลังความถดถอยของช่างฝรั่งเมื่อตั้งกรมโยธาธิการนั้นมีอันต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อกรมโยธาธิการถูกยกระดับขึ้นเป็น“กระทรวงโยธาธิการ” ในพ.ศ. 2435 ภายใต้การกำกับดูแลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์เจ้านายสยามผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะจนได้รับพระสมัญญาว่านายช่างใหญ่แห่งสยาม [10]
นับจากนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการก่อสร้างไทย เมื่อเจ้ากระทรวงท่านเป็นถึงนายช่างใหญ่ผู้สันทัดงานออกแบบก่อสร้างเสียเอง ชีวิตอันโลดโผนและครึกครื้นของช่างฝรั่งอิสระต้องผันตัวมาเป็นลูกจ้างประจำที่มีสัญญาว่าจ้าง มีบำนาญ และไม่อาจรับงานนอกอันฝันเฟื่องอีกต่อไป
3. นายคาร์ดูนายช่างฝรั่งและน้องคนเล็กแจ้งเกิดภายหลังนายคลูนิสและนายแกรซี ดูจะไหวตัวทันกว่าเพื่อนและเอาตัวรอดมาได้ภายหลังตั้งกรมโยธาธิการ แต่ก็ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงของระบบ“ผู้รับเหมาช่วง” ที่เป็นคนไทยและจีน สามารถรับงานจากช่างฝรั่งตามกฎระเบียบใหม่ได้ เช่น งานไม้ งานปูหิน และงานปูกระเบื้อง ทำให้งานของช่างฝรั่งไม่สามารถรับผิดชอบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เช่นเคยจนเกิดการฟ้องร้องกันเมื่องานล่าช้าและไม่แล้วเสร็จตามสัญญาอยู่เสมอ
แต่ที่ตัดอนาคตและปิดทางทำมาหากินของนายคาร์ดูก็คือ การที่เขาฟ้องร้องเอาผิดกับท่านเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเสียเองในเรื่องที่กระทรวงไม่จ่ายเงินค่างวดให้ตามสัญญา ฝ่าย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ ก็ทรงโต้แย้งว่านายคาร์ดูบิดพลิ้วไม่ก่อสร้างได้เท่ากับที่อ้างว่าได้ทำไปแล้ว(10)
การลดบทบาทและการจากไปของนายช่างฝรั่งยุคบุกเบิกเป็นช่องว่างในประวัติศาสตร์ไทยเบื้องหลังมรดกอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขามอบไว้แก่ชาวสยามแต่คนรุ่นหลังกลับไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความอลังการเหล่านั้นแฝงไว้ด้วยความขมขื่นและผิดหวังขนาดไหนในความทรงจำของผู้สร้าง
เอกสารประกอบการค้นคว้า
[1] 108 ปีแห่งการเจริญเติบโต(2428-2536) ของโรงเรียนอัสสัมชัญ, บริษัท มิลเลี่ยนแนร์ กรุ๊พ จำกัด, 2536.
[2] ไกรฤกษ์ นานา. “ทึ่งหลักฐานใหม่ เก่าที่สุด! ประวัติพระบรมรูปปั้นพระเจ้าแผ่นดินไทย มีต้นกำเนิดจากไหน?,” ใน ค้นหารัตนโกสินทร์4 “สิ่งที่เรารู้ อาจไม่ใช่ทั้งหมด. บริษัท ส.เอเซียเพรส(1959) จำกัด, 2556.
[3]__. สยามกู้อิสรภาพตนเอง. สำนักพิมพ์มติชน, 2550.
[4]__. สยามในโลกสากล. บริษัท ส.เอเซียเพรส(1989) จำกัด, 2559.
[5]__. “Impressionism ลัทธิประทับใจ ศิลปะที่ถูกเว้นวรรคในสยาม สาบสูญจากเมืองไทยนาน4 แผ่นดิน,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่37 ฉบับที่4 (กุมภาพันธ์2559).
[6] ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม. สำนักพิมพ์มติชน, 2550.
[7] ตำนานงานโยธา, สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร, 2557.
[8] ผุสดี ทิพทัส. ช่างฝรั่งในกรุงสยาม. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.
[9] พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม กับงานช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่4. สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2555.
[10] พีรศรี โพวาทอง. ช่างฝรั่งในกรุงสยาม: ต้นแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548.
[11] วิไลเลขา ถาวรธนสาร. ชนชั้นนำไทยกับการรับวัฒนธรรมตะวันตก. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2545.
[12]“Government Offices,” in THE SIAM REPOSITORY. Vol. 3 No. 1-4, Published at Smith’s Place, Bangkolem, Bangkok, 1871.
[13] www.finearts.go.th
หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ ความรุ่งเรืองของสถาปัตยกรรมฝรั่งในบางกอก สวนทางกับชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของผู้สร้าง
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2563