สปสช.รณรงค์วันเอดส์โลก เพิ่มองค์กรประชาสังคมเอชไอวีเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทอง
สปสช.รณรงค์วันเอดส์โลก เพิ่มองค์กรประชาสังคมเอชไอวีเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทอง
วันนี้ (1 ธันวาคม 2565) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็น “วันเอดส์โลก” (World AIDS Day) เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคเอดส์ การยอมรับและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลก ในปีนี้ UNAIDS ได้รณรงค์ในประเด็น “Equalize: ทำให้เท่าเทียม” โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ.2560 – 2573 ที่มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ “ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา”
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท บรรจุสิทธิประโยชน์ การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ เริ่มตั้งปีงบประมาณ 2549 เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยขณะนั้น คาดว่ามีประมาณ 6 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ต้องได้รับยาต้านไวรัสราว 50,000 คน เพื่อให้เข้าถึงการรักษาและบริการอย่างเท่าเทียม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเอชไอวีและเอดส์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่รุนแรง มีผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รัฐบาลจึงจัดสรรงบประมาณ 2,796.2 ล้านบาท ให้ สปสช. ดำเนินการดูแลโดยแยกจากงบเหมาจ่ายรายหัว
“17 ปีที่ผ่านมา ด้วยการพัฒนาสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ของ สปสช. อย่างต่อเนื่องร่วมกับกรมควบคุมโรค สธ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย และศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เป็นต้น ส่งผลให้สิทธิประโยชน์การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ครอบคลุมทุกๆ ด้านและทุกๆ มิติ ตั้งแต่บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวี บริการรักษาพยาบาล และบริการป้องกัน เกิดการเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เริ่มตั้งแต่สิทธิประโยชน์ยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานภายหลังการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) โดย สธ.ขยายบริการยาต้านไวรัสโดยไม่จำกัดระดับภูมิคุ้มกัน (CD4) ให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก บริการให้การปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ (VCT) ทุกสิทธิฟรีปีละ 2 ครั้ง บริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP) บริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสเชื้อ (HIV PEP) บริการคัดกรองและตรวจยืนยันไวรัสตับอักเสบซีในผู้ติดเชื้อฯ และนำเข้าสู่การรักษา บริการเอกซเรย์ปอดคัดกรองวัณโรคในผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ทุกราย บริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตรวจเลือดและดูแลรักษา (RRTTPR) บริการถุงยางอนามัย ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมบริการของศูนย์องค์รวมในการดูแลผู้ติดเชื้อเอชเอไอวีและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงฯ ร่วมกับโรงพยาบาล” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ข้อมูลปี 2565 (วันที่ 30 กันยายน 2565) มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์รับยาต้านไวรัสในระบบ (National AIDS Program NAP) 297,022 คน กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี 119,756 คน ศูนย์องค์รวมจัดกิจกรรมในการดูแลผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงคู่ผลเลือดต่าง 68,369 คน และบริการยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยง (PrEP) 10,074 คน และในปีงบประมาณ 2566 สปสช.จัดสรรงบประมาณ 3,978.5 ล้านบาท เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนสิทธิประโยชน์บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ทั้งหมด
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ความเท่าเทียม เป็นหลักการสำคัญของการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีภายใต้กองทุนบัตรทองที่ สปสช. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และในวันเอดส์โลกปีนี้ ตามที่ สธ.มุ่งดำเนินการเพื่อ ทำให้เท่าเทียม สร้างความตระหนักและความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า เอดส์เป็นเรื่องปกติ นั้น สปสช.ในฐานะภาคีเครือข่ายพร้อมสนับสนุนทั้ง 4 ประเด็นของการขับเคลื่อน ทั้งการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี การส่งเสริมใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การเข้าถึงชุดตรวจเชื้อด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ที่เข้าถึงได้ง่ายด้วยความสมัครใจ และการส่งเสริมการจัดบริการเอชไอวีโดยชุมชน ในรูปแบบการให้บริการโดยองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังมีความร่วมมือระหว่างองค์ภาคประชาสังคมที่ให้บริการด้าน เอชไอวี และ สปสช.ในการเข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการระบบบัตรทอง โดยเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านในระบบบัตรทอง ตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบให้องค์กรฯ ที่ผ่านการประเมินตามมาตรฐานการจัดบริการเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในชุมชนโดยกรมควบคุมโรค เป็นสถานบริการสาธารณสุขอื่น ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 พร้อมรับค่าบริการภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อร่วมบริการประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้เกิดการเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น โดยจะเป็นส่วนที่เข้ามาช่วยเสริมการให้บริการหน่วยบริการที่มีอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะการทำงานเชิงรุกในชุมชน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ซึ่งขณะนี้มีองค์กรภาคประชาสังคม 17 องค์กรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการแล้ว