โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โดมิโนเอฟเฟ็กต์ LUNA-FTX 2565 ปีแห่งฝันร้ายนักลงทุนคริปโต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ธ.ค. 2565 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2565 เวลา 10.33 น.
pixabay

ชัดเจนว่าปีนี้ 2565 ไม่ใช่ปีที่ดีของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะคริปโตเคอร์เรนซีอย่างแน่นอน จากสารพัดปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ เขย่าขวัญทั้งนักลงทุน และผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องแทบไม่เว้นวายตลอดทั้งปี แม้ว่าหนึ่งในปัจจัยหลักมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบมาจากวิกฤตโควิด-19 อีกที อาจเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ในแวดวงคริปโตโลกถึงขั้นล้มกันเป็นโดมิโน ยังไม่นับว่าบางกรณีมีสาเหตุมาจากปัญหา “การฉ้อโกง” ภายในองค์กรเองก็ตาม

สถานการณ์โลกวิกฤตซ้อนวิกฤต

ในช่วงขาขึ้นของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีผลักดันให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตอย่างมาก อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่างกระโดดเข้ามาครีเอตโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ เกาะเกี่ยวไปกับเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย ทั้งบล็อกเชน, เว็บ 3.0 เมตาเวิร์ส มีตั้งแต่ออกโทเค็นดิจิทัล, NFT, โปรเจ็กต์ DeFi และอีกมากมาย กระทั่งเข้าสู่ปลายปี 2564 มูลค่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีขยับขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่มูลค่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่จากนั้นก็พักตัวลงต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างแท้จริง แทบจะเรียกได้ว่าตลอดทั้งปี 2565 ก็น่าจะได้

เค้าลางแห่งหายนะเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อวิกฤตโควิดเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลกลางในหลายประเทศ นำโดยสหรัฐอเมริกาอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ภาวะเงินเฟ้อก่อตัว รวมเข้ากับสารพัดปัจจัยทั้งสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” ที่ปะทุขึ้นจุดระเบิดวิกฤตพลังงาน ซ้ำเติมค่าเงินเฟ้อให้พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ผลักดันให้สินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิดเริ่มโดนเทขาย ที่หนักที่สุดหนีไม่พ้น “คริปโตเคอร์เรนซี”

LUNA เอฟเฟ็กต์

ตลอดเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน สินทรัพย์ดิจิทัลทุกชนิดโดนเทขายต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบกับกิจการในอุตสาหกรรมคริปโต โดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม หรือ leverage เนื่องจากมูลค่าหลักประกันลดลง นำไปสู่การล้างพอร์ต เมื่อบริษัทหนึ่งประสบปัญหา ผิดนัดชำระหนี้ ก็ส่งผลกระทบลามไปทั้งอุตสาหกรรม

เมื่อนักลงทุนตื่นตระหนกและขาดความเชื่อมั่น ผู้ใช้แห่ไปถอนเงิน เดือนพฤษภาคม Terra LUNA ไม่สามารถค้ำประกันเหรียญ Stable Coin สกุล UST ของตนให้มีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ได้ ส่งผลให้กลไกของเครือข่ายทำงานอัตโนมัติคือการขายเหรียญ LUNA ออกมามหาศาล ทำให้ราคาเหรียญร่วงตกสวรรค์จาก 1 เหรียญสหรัฐ เหลือไม่ถึง 1 เซนต์ หรือตกลงถึง 99% (ณ 13 พ.ค.) สร้างความสั่นสะเทือนให้ตลาดคริปโตทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมีการขุดคุ้ย และพบว่า “โด ควอน” ผู้ก่อตั้ง LUNA ผิดข้อหาละเมิดหลักทรัพย์และฉ้อโกง จากศาลเกาหลีใต้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัว

ราคาที่ร่วงจนไร้มูลค่าของเหรียญ LUNA ส่งผลกระทบต่อกองทุนใหญ่ ๆ ที่ขนเงินไปลงในระบบนิเวศ LUNA ส่งผลให้กองทุนชื่อดัง 3AC, Voyager Digital ประสบปัญหาสภาพคล่อง และล้มละลายในที่สุด ก่อให้เกิดโดมิโนเอฟเฟ็กต์ลามทั่วตลาด

วิกฤต Zipmex-ดีลบิทคับ-SCB ล่ม

ในเดือนกรกฎาคม แพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโต Celsius, BlockFi, Babel และอื่น ๆ เริ่มออกอาการประสบวิกฤตสภาพคล่อง เปิดแผลให้เห็นว่ามีการนำเงินลูกค้าหมุนไปลงทุนในแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีเหรียญ LUNA และ UST เพื่อนำกำไรมาจ่ายเป็นดอกเบี้ยให้ลูกค้า

และ 1 ในผู้ที่ฝากเงินกับ Celsius และ Babel คือ บริษัท Zipmex.asia บริษัทแม่ Zipmex ประเทศไทย ที่นำเงินลูกค้าจากผลิตภัณฑ์ ZipUP+ กว่า 2 พันล้านบาท ไปฝากไว้ด้วย เป็นเหตุให้ต้องเผชิญวิกฤตสภาพคล่อง ต้องสั่งระงับการถอนเงินตามไปด้วย ในจำนวนผู้เสียหายจาก Zipmex กว่า 60% เป็นลูกค้าชาวไทย

ล้มดีล SCB-Bitkub

ในเดือนสิงหาคม มีการประกาศ “ล้มดีล” ยักษ์ระหว่าง “บิทคับ และ SCB” โดย SCBS ให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมา Bitkub ยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องดำเนินการหาข้อสรุปตามคำแนะนำและสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องระยะเวลาในการหาข้อสรุปดังกล่าว ทั้งคู่จึงตกลงร่วมกันที่จะยกเลิกธุรกรรมการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้

กรณีดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่า น่าจะกระทบสถานะการเป็นสตาร์ตอัพ “ยูนิคอร์น” ของบิทคับไปด้วย

อย่างไรก็ตาม “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ซีอีโอ บิทคับ แคปิตัล โฮลดิ้ง กรุ๊ป กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจของบิทคับมีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่ต้องให้คนข้างนอกมาบอกว่าเป็น “ยูนิคอร์น” หรือยัง โดยในปี 2564 มีรายได้ 5,500 ล้านบาท เป็นกำไร 2,600 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้า มีการเติบโตถึง 2,000% เฉพาะมูลค่าบริษัท (คูณ P/E 13) ก็มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท

FTX ล่มโดมิโนตัวล่าสุด

ในเดือน พ.ย. เว็บไซต์คริปโตชื่อดัง CoinDesk ได้เผยแพร่รายงานระบุว่า สินทรัพย์ในการบริหารของ Alameda Research กว่า 70% เป็นโทเค็น FTT ของ FTX กระดานเทรดคริปโตอันดับ 2 ของโลก ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าเหรียญ เนื่องจาก Alameda Research เป็นบริษัทลูกของ FTX ถือครองเหรียญ FTT มากเกินไป ทั้งบันทึกบัญชีด้วยมูลค่าสูงเกินจริง

และความกังวลทั้งหลายในขณะนั้นได้รับการตอกย้ำอีกรอบ เมื่อ “ฉางเผิง จ้าว” หรือที่รู้จักกันว่า “CZ” ซีอีโอ Binance กระดานเทรดอันดับหนึ่งของโลก ทวีตผ่านบัญชี Twitter ส่วนตัวว่า แพลตฟอร์มของเขากำลังเทขายโทเค็น FTX ทั้งหมดในบัญชีของตน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยกับการล่มสลายของ Terra โดยจะมีการทยอยขายทั้งหมดภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่งผลให้ราคาเหรียญ FTX ดิ่งลงทันทีกว่า 10%

ความกลัวก่อตัว และแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย พร้อมข่าวลือว่า FTX อาจล้มละลายตามรอย Celsius ทำให้นักลงทุนแห่ถอนเงินออกจากแพลตฟอร์ม FTX จำนวนมาก ภายใน 72 ชั่วโมงแรกที่ข่าวแพร่สะพัด นักลงทุนแห่ถอนเงินออกจากเว็บเทรดมากถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ จนในที่สุด FTX ต้องออกมาประกาศหยุดการถอนเงินในวันที่ 8 พฤศจิกายน

FTX พยายามแก้ไขสถานการณ์โดยเข้าไปเจรจากับ Binance บริษัทคู่แข่ง ในครั้งแรก Binance ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่ไม่มีผลผูกพันสำหรับการเข้าซื้อกิจการ FTX แต่ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงของขั้นตอนการสอบทานธุรกิจ (due diligence) “Binance” ก็ออกมาปฏิเสธดีลการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว ทำให้ FTX ต้องยื่นล้มละลาย

เนื่องจาก FTX มีบริษัทลูกมากมาย และผลิตภัณฑ์ทางการเงินของบริษัทยังมีความเกี่ยวข้องกับตราสารอนุพันธ์ (derivatives) ซึ่งมีความเสี่ยง และใช้ leverage สูง (กู้เงินมาลงทุน) การล้มละลายของ FTX จึงอาจส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ทำให้บรรดานักลงทุนแห่ถอนเงินออกจากแพลตฟอร์มซื้อขายอื่น ๆ ด้วย ตั้งแต่ Crypto.com จนต้องปิดการถอนชั่วคราว ต่อมา BlockFi เป็นบริษัทที่ FTX ซื้อกิจการไปก็ยื่นล้มละลายอีกแห่ง

“ปรมินทร์ อินโสม” ผู้ก่อตั้ง บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เว็บเทรด Satang Pro แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการล้มละลายของ FTX ว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบในวงกว้างยิ่งกว่าการล่มสลายของเครือข่าย Terra อย่างเทียบกันไม่ได้ เนื่องจาก FTX มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทคริปโตอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งเว็บเทรดคริปโต และผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบ Derivatives, Futures, Traditional Fund, Market Maker และโทเค็น FTT

อีกไม่กี่วันปี 2565 ก็จะผ่านพ้นไป ฝันร้ายในอุตสาหกรรมคริปโตปีนี้ดูท่าจะไม่หยุดแค่นี้ โปรดติดตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...