"ตุลา" ลูกช้างป่า มีแผลที่ปาก และถ่ายเหลว จนท.ตรวจพบเชื้อไวรัส EEHV type 4 ดูแลใกล้ชิด ตลอด 24 ชม.
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ทีมสัตวแพทย์ได้พบอาการของลูกช้างป่า(ตุลา) มีอาการเป็นรอยแผลที่ปลายลิ้นภายในช่องปาก และมีอาการขับถ่ายเป็นครีมเหลว จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือดและตัวอย่างรอยแผลของลิ้นของลูกช้างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2565 รายงานสุขภาพของลูกช้างป่า ตั้งแต่เวลา 6.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม 2565 จนถึงเวลา 6.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม 2565 กินนมทั้งหมด 26 ครั้ง จำนวน 12.65 ลิตร นอนหลับต่อครั้งประมาณ 10 นาที - 2 ชั่วโมงครึ่ง การขับถ่ายถี่ ลักษณะเหลวใกล้เป็นน้ำโดยเฉพาะช่วงกลางคืน จึงประสานสัตวแพทย์จากศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่2 (กระบกคู่) เข้ามาช่วยดูอาการ ปรับสูตรการให้นมและเก็บอุจจาระส่งตรวจ แต่ยังร่าเริง ไม่มีอาการซึม อุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 36.3 - 37.0 องศาเซลเซียส ทำการเสริมวิตามินบีรวมและวิตามินซี ทำการปรับปริมาณน้ำชงนม
ทางทีมแพทย์ได้รับรายงานผลการตรวจเบื้องต้นจากการตรวจโรค EEHV ดังนี้
1. ในตัวอย่างเลือด ให้ผลปรากฎเป็นลบต่อเชื้อ EEHV
2. ส่วนในตัวอย่างจากรอยแผลของลิ้น ให้ผลปรากฏเป็นบวกต่อ เชื้อ EEHV type 4
ซึ่งในการนี้ ทางห้องปฎิบัติการจะทำการตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผลจากตัวอย่างรอยแผลของลิ้นอีกครั้ง ในระหว่างการนี้ ทีมสัตวแพทย์จะดำเนินการเริ่มให้ยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมเชื้อ เสริมวิตามินบำรุงร่างกาย และจะทำการดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง และจะดำเนินการเก็บตัวอย่างทั้งเลือดและตัวอย่างสวอปในช่องปากและก้นส่งตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 29 ธันวาคม 2565 สุขภาพโดยรวม "ตุลา" ดีขึ้นแล้ว หลังตรวจพบเชื้อ EEHV type 4 ทีมสัตวแพทย์ให้ยาต้านไวรัส พร้อมเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด
สัตวแพทย์เริ่มให้ยาต้านไวรัสแก่ "น้องตุลา" หลังจากทีมสัตวแพทย์ตรวจพบเชื้อ EEHV type 4 จากตัวอย่างที่เก็บจากแผลบริเวณลิ้นส่งตรวจ นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กล่าวว่า ตอนนี้น้องได้รับยาชนิดกินและเตรียมให้ยาชนิดฉีดซึ่งออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว ตอนนี้อาการที่พบคือ น้องมีแผลที่ลิ้นและท้องเสีย ทั้งนี้สัตวแพทย์ได้เฝ้าระวังเชื้อ EEHV หรือเฮอร์ปีส์มาโดยตลอด แม้ตรวจไม่พบเชื้อในตอนแรก เพียงแต่สงสัยว่า อาจมีเชื้อแฝงอยู่ จากการตรวจล่าสุด ไม่พบเชื้อในเลือด เป็นสัญญาณดีที่ยังไม่ติดเชื้อในกระแสเลือด ทีมสัตวแพทย์ที่ดูแลวินิจฉัยได้รวดเร็วและรักษาโดยทันที
ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญต่อการไม่ให้ลูกช้างเกิดภาวะเครียดที่จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันตกมาโดยตลอดโดยวันนี้สัตวแพทย์ทำการปรับช่วงการให้นม เป็นกินนมทุก 2 ชั่วโมง ระหว่างนั้นให้กินเกลือแร่แทนและให้ยาขับลมชนิดน้ำ เพื่อช่วยลดอาการถ่ายเหลว และปรับสมดุลลำไส้นอนหลับต่อครั้งประมาณ 40 นาที - 2 ชั่วโมงครึ่ง การขับถ่ายมีความถี่น้อยลงแล้ว แต่ลักษณะยังเป็นครีมเหลวสีเทานมอยู่ เนื่องจากผลการตรวจโรค EEHV ให้ผลบวกต่อ EEHV type 4 จึงเริ่มทำการให้ยาต้านไวรัส และเสริมวิตามินซี แต่ยังไม่มีอาการซึม ไม่มีไข้ อุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 36.2-36.6 องศาเซลเซียส ห่มผ้า คลุมคอกกันลม และจุดไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่นตลอดทั้งคืนและช่วงเช้า ช่วงอากาศร้อนใช้การเปิดพัดลมช่วย ช่วงนี้งดเดินออกกำลังกาย และต้องดูแล สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
สำหรับเชื้อไวรัสชนิดนี้พบได้เฉพาะในช้าง ทั้งช้างเอเชีย (Elephas maximus) และช้างแอฟริกา (Loxodonta africana) ปัจจุบันพบว่าไวรัสมี 8 ชนิดย่อย ได้แก่ 1 1A 1B 2 3 4 5 และ 6 โดยช้างเอเชียจะพบชนิด 1 1A 1B 3, 4 และ 5 เชื้อ EEHV type 4 จะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารด้วย ทำให้ช้างมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด โรคนี้มีความรุนแรงมากในช้างอายุต่ำกว่า 15 ปี พบอัตราการตายสูงถึง 85% ทั้งนี้ทางห้องปฏิบัติการจะตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผลจากตัวอย่างรอยแผลของลิ้นอีกครั้ง
เครดิต NuNa Silpa-archa , ประชาสัมพันธ์กรมอุทยานแห่งชาติฯ