โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนบทสรุปคดีดัง เด็กชาย 9 ขวบ "ช่วยยายล้ม" แต่ถูกฟ้องข้อกล่าวหาหนัก!

sanook.com

เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว • Sanook
ทำดีแต่เกือบเดือดร้อน! เด็ก 9 ขวบช่วยหญิงชราล้ม กลับถูกเรียกค่ารักษา ก่อนตำรวจพบความจริง

เด็กชายวัย 9 ขวบ ช่วยพยุงคุณยายล้มกลางถนน กลับถูกกล่าวหาว่าชนจนล้ม! ตำรวจสอบจนความจริงปรากฏ

ย้อนคดีสะเทือนใจในจีนปี 2013 เด็กชายวัย 9 ขวบกับเพื่อนอีก 2 คน เข้าช่วยหญิงชราที่ล้มบนถนน แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชนจนบาดเจ็บ ก่อนตำรวจตรวจสอบพบความจริงและดำเนินการกับหญิงชราพร้อมลูกชาย

การช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่สำหรับเด็กชายวัยเพียง 9 ขวบคนหนึ่งในประเทศจีน ความหวังดีของเขากลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่สร้างความทุกข์ใจให้กับทั้งครอบครัว หลังเข้าไปช่วยพยุงหญิงชราที่ล้มอยู่บนถนน แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำให้เธอล้มจนได้รับบาดเจ็บ และถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 ที่เมืองต๋าโจว มณฑลเสฉวน ประเทศจีน และกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมจีน เพราะทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า หากพบผู้สูงอายุล้มอยู่ตรงหน้า ควรเข้าไปช่วยเหลือหรือไม่ ในเมื่อความหวังดีอาจทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง

แต่หลังจากข้อพิพาทยืดเยื้อนานกว่า 5 เดือน ตำรวจก็สามารถตรวจสอบเหตุการณ์และเปิดเผยผลสอบสวนที่ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของเด็ก ๆ ได้ในที่สุด

เด็กชายวัย 9 ขวบ เห็นคุณยายล้มกลางถนน จึงรีบเข้าไปช่วย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2013 บริเวณใกล้ชุมชนเจิ้งหนานฮวาหยวน เมืองต๋าโจว มณฑลเสฉวน เด็กชายวัย 9 ขวบคนหนึ่งซึ่งสื่อจีนเรียกว่า เสี่ยวหยุน กำลังอยู่กับเพื่อนอีก 2 คน ก่อนที่พวกเขาจะพบหญิงชราล้มอยู่บริเวณริมถนน

จากคำบอกเล่าของเด็ก ๆ หญิงชราร้องขอความช่วยเหลือให้พวกเขาเข้ามาช่วยพยุงตัว เด็กทั้งสามจึงรีบเดินเข้าไปหา โดยเสี่ยวหยุนเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าไปช่วย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้เด็กชายตกใจอย่างมาก เพราะหญิงชราจับแขนของเขาไว้แน่น พร้อมกล่าวหาว่าเด็กทั้งสามเป็นคนชนเธอจนล้มลงกับพื้น

แม้เด็ก ๆ จะพยายามอธิบายว่าเห็นหญิงชราล้มอยู่ก่อนแล้ว และเพียงต้องการเข้าไปช่วยเหลือ แต่หญิงชราก็ยังยืนยันว่าได้รับบาดเจ็บเพราะพวกเขา

เรื่องราวจึงลุกลามจากเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้สูงอายุ กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างครอบครัวของเด็ก ๆ กับหญิงชราและลูกชายของเธอ

ครอบครัวถูกเรียกร้องค่ารักษา หลังหญิงชราพบกระดูกต้นขาหัก

ภายหลังเกิดเหตุ หญิงชราถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา โดยพบว่ามีกระดูกบริเวณส่วนบนของต้นขาหักอย่างรุนแรง และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวมหลายหมื่นหยวน

ลูกชายของหญิงชรายืนยันว่าเด็กทั้งสามมีส่วนทำให้มารดาของตนได้รับบาดเจ็บ จึงเรียกร้องให้ครอบครัวเด็กออกค่าใช้จ่ายในการรักษา

ฝ่ายผู้ปกครองของเด็กกลับยืนยันว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นเพียงการเข้าไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ และไม่ควรต้องรับผิดชอบกับอุบัติเหตุที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อครอบครัวของหญิงชราพาเธอไปยังบ้านของผู้ปกครองเด็กชาย และเรียกร้องให้ช่วยดูแลระหว่างพักฟื้น

พ่อของเด็กชายเล่ากับสื่อจีนว่า มีผู้คนหลายคนมาที่บ้านและพาหญิงชราเข้ามาอยู่ด้วย ทำให้ครอบครัวต้องดูแลเธออยู่ประมาณ 2 วัน ก่อนที่เขาจะรู้สึกกดดันจนต้องออกไปพักอาศัยที่อื่นชั่วคราว

เหตุการณ์ทั้งหมดสร้างความเครียดให้กับครอบครัวอย่างหนัก เพราะนอกจากความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ยังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าลูกชายทำให้ผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่เด็กยืนยันมาตลอดว่าเขาเพียงต้องการช่วยเหลือ

ข้อพิพาทยืดเยื้อนาน 5 เดือน ก่อนครอบครัวตัดสินใจแจ้งตำรวจ

หลังเกิดเหตุ ทั้งสองฝ่ายพยายามเจรจาหาข้อยุติหลายครั้ง โดยมีหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับความรับผิดชอบและค่ารักษาพยาบาล

แต่การเจรจากลับไม่สามารถทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงได้ เนื่องจากฝ่ายหญิงชรายังคงยืนยันว่าเด็กเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ ขณะที่ผู้ปกครองของเด็กไม่ยอมรับข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในที่สุด ผู้ปกครองของเด็กจึงตัดสินใจแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกล่าวหาว่าหญิงชราและลูกชายมีพฤติการณ์เรียกร้องเงินอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและคืนความบริสุทธิ์ให้กับเด็ก ๆ

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนจีนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเด็กอายุเพียง 9 ขวบอาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายจากการช่วยเหลือผู้อื่น

ตำรวจพบพยาน 3 คน ยืนยันหญิงชราล้มเอง ไม่ใช่เด็กชน

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2013 ตำรวจเขตต๋าชวน เมืองต๋าโจว เปิดเผยผลการสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและคำให้การของพยาน พบว่าหญิงชราล้มลงด้วยตนเอง ไม่ได้ถูกเด็กทั้งสามคนชนจนล้มอย่างที่กล่าวอ้าง

สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่พบพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวน 3 คน ซึ่งให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าหญิงชราล้มก่อนที่เด็ก ๆ จะเข้าไปช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาล และยืนยันว่าอาการกระดูกหักของหญิงชราเกิดขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน 2013 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุจริง ไม่ใช่อาการบาดเจ็บเก่าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นตามข่าวลือบางกระแส

เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงสรุปว่าข้อกล่าวหาที่ว่าเด็กทั้งสามชนหญิงชราจนล้มไม่เป็นความจริง และพฤติกรรมการเรียกร้องเงินของหญิงชรากับลูกชายเข้าข่ายการกรรโชกทรัพย์ตามกฎหมายจีน

ผลสอบสวนชัด! หญิงชราถูกสั่งกักขัง 7 วัน ลูกชายถูกกักขัง 10 วัน

หลังสรุปผลการสอบสวน ตำรวจได้ดำเนินการตามกฎหมายกับหญิงชราและลูกชาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • หญิงชรา: ถูกสั่งลงโทษกักขังทางปกครอง 7 วัน แต่เนื่องจากมีอายุเกิน 70 ปี เจ้าหน้าที่จึงไม่บังคับใช้การกักขังตามข้อกำหนดของกฎหมาย
  • ลูกชายของหญิงชรา: ถูกลงโทษกักขังทางปกครอง 10 วัน และปรับเงิน 500 หยวน

ผลการสอบสวนดังกล่าวทำให้ข้อกล่าวหาที่เด็กทั้งสามคนต้องเผชิญมานานหลายเดือนสิ้นสุดลง และช่วยยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้เป็นต้นเหตุของการบาดเจ็บตามที่ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษที่มีรายงานอย่างเป็นทางการเป็นการกักขังทางปกครองโดยตำรวจ ไม่ใช่คำพิพากษาจำคุก 6 เดือนจากศาลตามที่บทความออนไลน์บางแห่งกล่าวอ้าง

แม้ความจริงเปิดเผย แต่เหตุการณ์กระทบจิตใจเด็กและครอบครัว

แม้คดีจะได้รับการตรวจสอบจนมีข้อสรุปแล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ และครอบครัวกลับไม่ได้สิ้นสุดลงทันที เพราะตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ถูกกล่าวหา ทุกคนต้องเผชิญทั้งความเครียด ความกดดัน และความกังวลเกี่ยวกับอนาคต

พ่อของเด็กชายให้สัมภาษณ์กับสื่อจีนว่า ตลอดช่วงที่เกิดข้อพิพาท ลูกชายมีความทุกข์ใจอย่างเห็นได้ชัด และสมาชิกในครอบครัวต่างรู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาในปี 2015 เด็กทั้งสามได้รับการยกย่องจากองค์กรการกุศลในประเทศจีน พร้อมมอบเงินรางวัลรวม 5,000 หยวน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับการทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวในปีเดียวกันยังระบุว่า ครอบครัวของเด็กชายคนหนึ่งได้รับผลกระทบจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนตัดสินใจย้ายที่อยู่อาศัยและให้ลูกเปลี่ยนโรงเรียน สะท้อนให้เห็นว่าการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมอาจสร้างบาดแผลทางจิตใจได้ยาวนานกว่าที่คิด

บทเรียนจากคดีเด็กช่วยคุณยายล้ม ก่อนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชน

เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในคดีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในประเทศจีน เพราะเกี่ยวข้องกับคำถามสำคัญของสังคมว่า เมื่อพบผู้ที่กำลังเดือดร้อน ผู้คนควรกล้าเข้าไปช่วยเหลือหรือไม่ หากมีความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือผู้อื่นยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่า โดยเฉพาะเมื่อพบผู้สูงอายุล้ม ผู้พบเห็นสามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ โทรแจ้งหน่วยฉุกเฉิน หรือช่วยดูแลความปลอดภัยของผู้บาดเจ็บได้ตามความเหมาะสม

ในกรณีที่ไม่ทราบความรุนแรงของการบาดเจ็บ ไม่ควรรีบพยุงผู้บาดเจ็บให้ลุกขึ้นทันที โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่ามีกระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง หรือศีรษะได้รับบาดเจ็บ เพราะการเคลื่อนย้ายโดยไม่ถูกวิธีอาจทำให้บาดเจ็บรุนแรงขึ้น

หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุ ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานและหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่ควรด่วนตัดสินจากคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สรุป เด็กชายวัย 9 ขวบช่วยคุณยายล้ม แต่กลับถูกเรียกร้องเงิน สุดท้ายคดีจบอย่างไร?

กรณีเด็กชายวัย 9 ขวบกับเพื่อนอีก 2 คน ที่เข้าไปช่วยเหลือหญิงชราล้มในเมืองต๋าโจว มณฑลเสฉวน เมื่อปี 2013 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยทั้งสามคนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชนหญิงชราจนล้ม และครอบครัวต้องเผชิญข้อเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนของตำรวจยืนยันว่าหญิงชราล้มเอง โดยมีพยาน 3 คนให้ข้อมูลสนับสนุน ก่อนเจ้าหน้าที่จะดำเนินการลงโทษทางปกครองกับหญิงชราและลูกชายในข้อหาเกี่ยวกับการเรียกร้องเงินอย่างผิดกฎหมาย

แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่เรื่องราวนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า การกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานอาจสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นเด็กที่เพียงต้องการช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...