โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โจรกระจอกอยากหนีเมียเที่ยว ทำน้ำท่วมทั้งเมือง เขาทำจริง หรือเป็นแพะรับบาป?

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

1

“ผมสำนึกผิดแล้วครับ”

นี่คือคำพูดของ เจมส์ สก็อต (James Scott) นักโทษชาย วัย 57 ปี ซึ่งต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตราวกับฆาตกรต่อเนื่อง แม้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นจะไม่ได้ทำให้ใครตายแม้แต่ศพเดียวก็ตาม

ทว่ามุมมองของสังคมต่อบุรุษผู้นี้กลับแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหลังติดคุกมานาน 33 ปี นักโทษรายนี้ได้สำนึก และรู้ว่าเมื่อออกมาสู่สังคมอีกครั้ง จะต้องปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองที่ดี ไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีก

“เขาควรได้รับโอกาสนั้น ฆาตกรและอาชญากรโหดรายอื่นๆ ยังติดคุกน้อยกว่าอีก”

ที่สำคัญ นักโทษคนนี้ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะยอมรับสารภาพในชั้นศาล และยังยืนกรานว่าตนเองบริสุทธิ์ ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

ทว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งร่วมกันจับกุมเขากลับโต้แย้งเห็นต่าง โดยย้ำสิ่งที่ชายคนนี้ทำลงไป แม้จะไม่มีคนตาย แต่ก็สร้างความเสียหายมหาศาลต่อเมือง ต่อกฎหมาย และต่อประเทศนี้

ดังนั้นการเน่าตายในคุก คือโทษที่เหมาะสมแล้ว

การโต้แย้งในสังคมเป็นไปอย่างดุเดือด หลายคนอาจจะมองว่าพฤติกรรมของชายคนนี้ช่างน่าตลก แปลกประหลาด แต่เขาควรต้องอยู่ในเรือนจำจนสิ้นลมหายใจหรือ

“ใช่ มันควรเป็นแบบนั้น” ตำรวจที่จับกุมเขาย้ำเตือนผ่านหน้าสื่อ

การพิจารณาทัณฑ์บนของชายวัย 57 ปีเป็นไปอย่างรอบคอบ ท่ามกลางความสนใจของสังคม กินเวลาไม่กี่วันในเดือนกรกฎาคม 2026 สุดท้ายคณะกรรมการก็ได้ข้อสรุปในกรณีนี้

“นักโทษหมายเลข 1001364”

คณะกรรมการเรียกชายที่สูญสิ้นวัยหนุ่มในโลกหลังกำแพงสูง เนื่องจากตั้งใจทำให้บ้านเกิดของตัวเองจมอยู่ใต้มหาอุทกภัย เพียงเพราะอยากจะหนีเมียเที่ยว เข้าไปพบเพื่อฟังคำตอบที่เขารอคอยมานานหลายสิบปี

นาทีนั้น โลกทั้งใบของสก็อตหยุดนิ่ง เจ้าตัวนึกย้อนถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องติดคุก ในจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่พูดออกมาว่า

“หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

…เราขอตัดสินว่า…”

2

เจมส์ สก็อต เกิดที่เมืองควินซีย์ รัฐอิลลินอย (Illinois) สหรัฐอเมริกา ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไร ทว่าเขาเข้าออกคุกเป็นว่าเล่นถึง 6 ครั้งจากความผิดสารพัด ทั้งย่องเบาและวางเพลิง

โดยการจับกุมครั้งล่าสุดคือการเผาอู่ซ่อมรถ แต่ก็หนีไม่รอด ต้องเข้าไปอยู่ในคุก 7 ปีเต็ม จึงได้รับทัณฑ์บนออกมาใช้ชีวิตข้างนอกในปี 1993

ทั้งนี้ช่วงเวลาดังกล่าว บริเวณตอนกลางของสหรัฐฯ แถบแม่น้ำมิสซิสซิปปีและแม่น้ำมิสซูรีเกิดมรสุมน้ำหลาก ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชนจนเสียหายเป็นจำนวนมาก ตีเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นั่นทำให้ทางการต้องระดมสรรพกำลังหยุดยั้งไม่ให้น้ำลามเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประเทศ

ด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบ เจ้าหน้าที่ระดมคนไปวางกระสอบกั้นน้ำ เพื่อไม่ให้กระแสน้ำจากแม่น้ำมิสซิสซิปปีฝ่าคันกั้นมาได้ สก็อตและเพื่อนๆ ในเมืองร่วมกันใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนกรกฎาคมในการหยุดยั้งภัยธรรมชาติครั้งนี้

วันที่ 16 กรกฎาคม 1993 ระดับน้ำในแม่น้ำมิสซิสซิปปีหยุดเพิ่มสูงขึ้น โดยอยู่ต่ำกว่าแนวกระสอบทรายถึง 46 เซนติเมตรด้วยกัน นี่ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้ชาวบ้านบริเวณนั้นโล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะหากน้ำไม่ท่วมล้ำเข้ามา พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชนก็จะปลอดภัย

คืนนั้นชาวบ้านเตรียมเข้านอนด้วยความสุขใจ หลายคนไปเที่ยวสำราญตามบาร์ ทว่าเมื่อนาฬิกาบอกเวลา 20.00 น. แม่น้ำมิสซิสซิปปีกลับไหลบ่าถาโถมใส่บ้านเรือนประชาชนอย่างรุนแรง สายน้ำบดขยี้ไร่สวนอย่างโหดเหี้ยม เนื่องจากกระสอบทรายที่กั้นไว้ต้านกระแสน้ำไม่อยู่

ทำให้ทั้งเมืองจมอยู่ใต้บาดาล

เจ้าหน้าที่สั่งระดมกำลังอพยพชาวบ้านออกมา คนนับหมื่นต้องจากบ้าน หลายคนเลือกอยู่ต่อ เพียงเพื่อจะได้เห็นความหายนะเกิดขึ้นกับเคหสถานของตัวเอง ระบบสาธารณูปโภคพังทลาย รางรถไฟถูกตัดขาด ถนนเสียหาย ไร่พืชผลการเกษตรพินาศในฉับพลัน

หลังเกิดเหตุ รัฐบาลกลางส่งคนมาประเมินหายนะภัยครั้งนี้ พบว่าเมืองกว่า 75 แห่งเสียหายชนิดที่ไม่อาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีก มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกินวงกว้างถึง 8 หมื่นตารางกิโลเมตร และประชาชนกว่า 5.4 หมื่นคนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน

ความเสียหายในตอนนั้นมีมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.73 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว

น้ำที่เข้าท่วมอย่างหฤโหดกลายเป็นจุดสนใจจากทั้งประเทศ ทำให้นักข่าวต้องลงพื้นที่ในเช้าวันที่ 17 กรกฎาคมทันที พวกเขาไปดูจุดที่คันกั้นน้ำพัง ก่อนจะพบสก็อตยืนอยู่ใกล้ๆ จึงขอสัมภาษณ์ออกอากาศสดทันที

อดีตอาชญากรตัวแสบบอกกับสื่อว่า คืนเกิดเหตุ เขาเห็นว่าคันกั้นน้ำมีรอยรั่ว จึงเอากระสอบทรายมาอุดเพิ่มแล้ว

“พอทำเสร็จ ผมขับรถไปดื่มที่บาร์ แล้ววกกลับมาดูแนวกั้นกระสอบอีกครั้ง แล้วผมก็เห็นรอยรั่ว จึงพยายามเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยแล้ว แต่ดันไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย”

คำพูดที่ยกยอตัวเองแบบนี้กลายเป็นที่สนใจของเหล่านักข่าว มันถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศและชี้ให้เห็นว่า ชาวบ้านในพื้นที่พยายามหยุดยั้งมหาอุทกภัยครั้งนี้อย่างเต็มที่แล้ว

แต่ไม่สำเร็จ!

สก็อตกลายเป็นคนดัง มีคนชื่นชมเป็นจำนวนมาก พร้อมกับก่นด่าว่าเจ้าหน้าที่ประมาทจนทำให้เกิดหายนะครั้งนี้

กระแสสังคมไหลไปในทิศทางเดียวกันคือไม่พอใจทางการ และยกยอปอปั้นอดีตอาชญากรกลับใจ ทว่าจ่าโรงพักเมืองควินซีย์ ซึ่งเคยจับกุมสก็อตหลายครั้ง ขมวดคิ้วสงสัย

“ผมไม่เชื่อที่มันพูดหรอก มันเป็นโจรกระจอก แต่งเรื่องไปเรื่อยเลย”

ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เห็นอดีตผู้ต้องหาที่เคยรวบเองกับมือออกโทรทัศน์ ยิ่งชวนฉุกคิด เพราะตอนให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคือเช้าหลังเกิดเหตุ แต่ชายหนุ่มกลับแต่งตัวสะอาดสะอ้าน หากได้อุดรอยรั่วที่กระสอบทรายแล้วกลับไปเช็กอีกรอบจริง สภาพเสื้อผ้าน่าจะสกปรกกว่านี้ เพราะตอนที่สื่อไปถามก็เป็นช่วงเช้าตรู่ น่าจะไม่มีอาสาสมัครคนไหนกลับไปอาบน้ำได้ทัน เพราะต้องหนีเอาตัวรอดจากน้ำท่วมกันหมด

ความสงสัยทำให้จ่าโรงพักต้องลงมือสืบสวนอย่างละเอียด ก่อนพบร่องรอยพิรุธเพิ่ม คือสก็อตที่อยู่ในแนวกั้นน้ำ แต่กลับไม่สวมเสื้อชูชีพ ทั้งที่มีกฎชัดเจนว่าต้องสวมเมื่ออยู่ตรงจุดนั้น

ตำรวจหนุ่มระดมกำลัง พวกเขาทำการสืบสวนที่อยู่และเรื่องราวของสก็อตแบบเจาะลึก เพราะรู้ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้คือโจรดีๆ นี่เอง

ช่วงเวลานั้น อดีตอาชญากรไปออกโทรทัศน์ ให้สัมภาษณ์หลายแห่ง ทว่าเรื่องราวของเขากลับไม่ซ้ำกัน มีรายละเอียดที่แตกต่างจนตำรวจจับได้ว่าโกหก

วันที่ 1 ตุลาคม 1993 สันดานของสก็อตก็ออกลายอีกครั้ง เขาไปย่องเบาบ้านคนอื่นแล้วโดนจับกุมตัวได้ เมื่อถูกพาตัวมาสอบสวน จ่าที่สงสัยเรื่องคันกั้นน้ำจึงเข้ามาคุยและสอบถามเรื่องราวทั้งหมด ปรากฏว่าผู้ต้องหาเล่าไม่เหมือนกันสักรอบ ทุกอย่างดูทะแม่ง ไม่เป็นเหตุเป็นผล

การสอบสวนกินเวลายาวนาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ชายหนุ่มก็รับสารภาพว่า “ผมแอบยกกระสอบทราย 4 กระสอบออกจากแนวกั้นเองครับ”

สก็อตไม่ได้ช่วยเอากระสอบทรายไปอุดรูรั่วของคันกั้นน้ำตามที่โม้ให้สื่อฟัง แต่กลับยกมันออกจนทำให้กระสอบทรายมีช่องโหว่ ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลเล็ดรอดมาได้ และเมื่อมันฝ่าพ้นแนวมาแล้ว กระแสน้ำก็ไหลบ่าอย่างรุนแรงจนทำลายกระสอบทรายทั้งหมด และพุ่งเข้าทำลายบ้านเรือนประชาชนเป็นวงกว้างนั่นเอง

คำรับสารภาพนี้หมายความว่า มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ที่ชื่อว่า เจมส์ สก็อตด้วย

“เอ็งทำเพื่ออะไรวะ” จ่าคาดคั้น

“ก็แค่อยากให้เมียไปไหนไม่ได้ ขณะที่ผมไปเที่ยวหากิ๊กน่ะครับ”

3

ตำรวจถึงกับอ้าปากค้าง ช็อกและงงกันไปหมด ทีแรกทางการไม่เชื่อว่าสก็อตจะหมายความตามที่บอกจริงๆ พวกเขายังคิดว่าชายคนนี้คงจะโม้เพราะอยากดังในทางเสื่อมเสีย จึงไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าช่วงน้ำท่วม อาชญากรแสบขับรถไปปาร์ตี้กินดื่มที่บาร์กับกิ๊กในรัฐอิลลินอยจริงๆ

โดยไอเดียเด็ดนี้เกิดจากความคิดว่า หากภรรยาซึ่งทำงานเป็นสาวเสิร์ฟที่บาร์ในรัฐมิสซูรีรู้ว่าเขาจะไปเที่ยว เธออาจจะสั่งห้าม อาจสะกดรอยตามไปเจอ หรือตามให้เขากลับบ้านได้

ฝันที่จะได้อยู่กับกิ๊กคงจะสลายลงในพริบตา

ดังนั้นสก็อตจึงคิดว่า เขาต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ภรรยาติดแหง็กอยู่ที่บาร์ ไม่สามารถขับรถกลับบ้านที่อิลลินอย และวิธีการที่เห็นควรลงมือคือ การดึงกระสอบทรายตรงแนวคันกั้นน้ำออกเพื่อให้เกิดมหาอุทกภัยไหลบ่าเข้าท่วมจนสะพานเสียหาย ทำให้ภรรยาของตนเองขับรถไปไหนไม่ได้

ความคิดนี้ประสบความสำเร็จ ภรรยาของสก็อตไปไหนไม่ได้จริงๆ แต่ก็ทำให้เมืองหลายแห่งเสียหายด้วยเช่นกัน

“เราไปสอบปากคำผู้ที่ร่วมปาร์ตี้ หลายคนยืนยันว่า ไอ้เจมส์โม้ว่า กูนี่แหละไปรื้อกระสอบทรายเพื่อให้เมียมารังควานไม่ได้”

คำรับสารภาพอย่างง่ายๆ ดูโง่ๆ ของโจรกระจอกผู้นี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในหน้าสื่อ และเป็นความผิดที่รุนแรงมากตามกฎหมาย อัยการไม่รีรอที่จะขอให้ศาลยุติธรรมลงทัณฑ์ด้วยการสั่งจำคุกตลอดชีวิต

เมื่อเขาถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐมิสซูรี คณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า อาชญากรผู้นี้มีความผิดเต็มประตู ทางผู้พิพากษาจึงตัดสินให้เขาจำคุกตลอดชีวิต โดยจะมีสิทธิได้รับทัณฑ์บนลดหย่อนโทษ เมื่อติดคุกไปแล้ว 10 ปีขึ้นไป

นี่คือวีรกรรมครั้งใหญ่ในชีวิตของสก็อต เขากลายเป็นคนดังในทางเลวร้าย สังคมก่นด่าประณาม เพราะแผนที่เจ้าตัวคิดทำให้เกิดหายนะน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว

ทุกคนเห็นตรงกันว่านี่คือโจรกระจอก สื่อโหมประโคมเล่นข่าว สังคมก่นด่าและเย้ยหยันว่าเป็นนักโทษที่ต้องติดคุกตลอดชีวิตเพราะเรื่องสุดงั่งจริงๆ

ทว่าผ่านไปหลายสิบปี มีนักข่าวจำนวนหนึ่งศึกษาและสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง พวกเขาพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก จากความโง่ของสก็อต เพราะคดีนี้มีช่องโหว่ที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น ตลอดเวลาที่ขึ้นศาล ชายหนุ่มไม่เคยรับสารภาพ แล้วบอกว่าที่เขาพูดกับตำรวจไปแบบนั้นเนื่องจากถูกกดดัน จากการสอบปากคำที่กินเวลายาวนาน อีกทั้งยังไม่มีทนายความนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย

ที่สำคัญคือ คดีนี้ตำรวจมีเพียงคำให้การของพยานเท่านั้น แต่ไม่มีใครสักคนเห็นตอนสก็อตดึงกระสอบทรายจริงๆ ทั้งที่ตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่เฝ้าแนวกั้นน้ำอยู่ตลอดเวลา

นักข่าวสืบสวนเชื่อว่า การเค้นให้เขาสารภาพเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นเพราะตำรวจพยายามหลอกว่า หากสก็อตยอมรับไปก่อน จะทำให้เจ้าตัวรอดจากคดีย่องเบา ซึ่งเป็นความผิดที่ทำให้เขาโดนจับกุมมาได้

กระนั้นคำรับสารภาพนี้กลับกลายเป็นหลักฐานมัดตัว นำไปสู่โทษที่หนักกว่า ทำให้เขาต้องอยู่ในเรือนจำจนถึงวันนี้

“เขายืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับมหาอุทกภัยในปี 1993 และผมไม่เคยเห็นพยานในบาร์ออกมายืนยันว่าสก็อตโม้เรื่องดึงกระสอบทรายเลย” นักข่าวที่เจาะลึกเรื่องนี้จุดประเด็นให้สังคมฉุกคิด

อย่างไรก็ดี ทางการไม่เคยรื้อฟื้นคดีนี้มาตัดสินใหม่ เพราะเห็นว่าคำรับสารภาพของโจรกระจอกผู้นี้ถูกต้องและมีน้ำหนักเพียงพอจะดำเนินคดีแล้ว

นั่นทำให้สก็อตต้องติดคุกอย่างยาวนานถึง 33 ปี กระทั่งปี 2026 เขาจึงได้รับสิทธิพิจารณาลดหย่อนโทษ หลังใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในคุก ทำให้เจ้าตัวได้เรียนวิชาช่างไม้เพื่อเสริมทักษะ และขณะที่เป็นนักโทษก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร อีกทั้งยังมีหนังสือยืนยันว่าพฤติกรรมของเขาดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว

สก็อตบอกกับทุกคนว่า ช่วงเวลาที่ติดคุกทำให้เขาปรับปรุงตัว และจะไม่หวนคืนชีวิตนักโทษอีก

ทว่าเหล่าชุดจับกุมกลับอยากให้เขาต้องอยู่ในเรือนจำไปตลอดชีวิต จึงจะสาสมกับสิ่งที่เขากระทำลงไปเมื่อปี 1993

เขาควรติดคุกจนตาย หรือควรได้รับโอกาสออกมาใช้ชีวิตในสังคมปกติได้เสียที

ชะตากรรมที่เหมาะสมของบุรุษผู้นี้ควรจะเป็นอย่างไร

“เจมส์ สก็อต”

นักโทษวัย 57 ปี หลุดจากภวังค์ ก่อนสบตากับคณะกรรมการพิจารณาทัณฑ์บนที่นั่งเรียงรายจ้องเขา กินเวลาไม่นาน ทางการก็แจ้งผลว่า

“เราขอตัดสินให้คุณเป็นอิสระ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในอีก 2 ปีข้างหน้า”

4

แม้ข้อสงสัยในคดีจะไม่ทำให้เขาพ้นมลทิน แต่มันก็มีน้ำหนักพอในทัศนะของเจ้าหน้าที่ หลังจากรอคอยมานานหลายสิบปี สก็อตก็จะพ้นโทษและเป็นอิสระในปี 2028

ผู้ที่ยินดีกับเขายืนยันว่า เรื่องราวของสก็อตไม่ใช่เรื่องตลกว่าด้วยการดึงกระสอบทรายจนนำไปสู่เหตุน้ำท่วม เพียงเพราะอยากหนีเมียเที่ยว แต่คือความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ในการดูแลคันกั้นน้ำ และพวกเขาเลือกที่จะให้อาชญากรผู้นี้เป็นแพะรับบาปแทน

กระนั้นตำรวจที่จับกุมชายคนนี้ยืนยันว่า พวกเขาทำถูกต้อง มีหลักฐานชัดเจน สก็อตดึงกระสอบทรายจนทำให้เกิดอุทกภัย เพราะต้องการให้เมียกลับบ้านไม่ได้

“เขารับสารภาพที่โรงพักจริงๆ”

ไม่ว่าเหตุการณ์ในปี 1993 จะเป็นอย่างไร สก็อตกำลังจะออกมาเป็นพลเมืองทั่วไปอีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า

หลังสื่อรู้ข่าวผลการตัดสินนี้ พวกเขามีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์โจรกระจอกที่อาจเป็นแพะรับบาปในเหตุน้ำท่วมทันที

“คุณอยากทำอะไรถ้าได้ออกจากคุก”

“เมื่อได้รับอิสรภาพ ผมอยากจะไปเห็นน้ำทะเลเป็นครั้งแรก อยากจะไปปีนเขา และอยากจะขึ้นเครื่องบิน”

“นี่คือลิสต์ที่อยากทำเหรอ”

นักโทษที่รอวันปล่อยตัวบอกกับสื่ออย่างเรียบๆ ว่า “ความฝันสูงสุดที่หวังไว้หลังก้าวออกจากโลกหลังกำแพงสูงคือ

“การไปเยี่ยมหลุมศพพ่อแม่และพี่ชายที่จากไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจว่าจะทำเป็นอย่างแรกหลังออกจากคุก”

อ้างอิง

- https://vocal.media/criminal/james-scott-the-man-who-caused-flood-so-he-could-cheat-on-his-wife-peacefully

- https://www.huffpost.com/entry/revisiting-the-great-floo_b_51842

- https://www.columbiamissourian.com/news/state_news/friends-are-hopeful-about-a-positive-parole-decision-for-james-scott/article_b57f3dc3-c3dd-4653-b6dd-6cf8360ae91b.html

- https://www.kfvs12.com/2026/07/23/man-convicted-causing-catastrophe-seeks-parole-33-years-after-missouri-flood/

- https://www.griffonnews.com/news/state/james-scott-granted-parole-but-must-wait-two-years/article_96833734-58c3-55df-889c-b3cf5ec10686.html

- https://www.illinoistimes.com/news/scapegoat-11435778/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...