โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ธนาคารโลกหารือ 40 ประเทศ เตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือ รับมือวิกฤติ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารโลกหารือ 30-40 ประเทศ ถึงความช่วยเหลือจัดการความเสี่ยงวิกฤติพลังงานและราคาสินค้าพุ่งสูงผลพวงสงครามในตะวันออกกลาง

อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ให้สัมภาษณ์พิเศษรอยเตอร์ก่อนการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพมหานคร ระบุ เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่าค่อนข้างทนทานได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนก้อนใหญ่ในเอไอ รวมถึงอุปสงค์และอุปทานน้ำมันปรับตัว ด้วยเหตุนี้ จึงมีเพียงไม่กี่ประเทศที่จำเป็นต้องใช้เงินช่วยเหลือฉุกเฉินก้อนแรกจำนวน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ของธนาคารโลก ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อสงครามปะทุขึ้นช่วงปลายเดือน ก.พ.

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมทั้งผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญที่อาจเกิดขึ้นยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับประเทศกำลังพัฒนา

“มีแรงกดดัน ดังนั้นผมจึงคิดว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจมีประเทศต่าง ๆ เข้ามาขอจัดสรรเงินส่วนหนึ่งจากวงเงินก้อนแรกราว 5 หมื่นถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์” บังกากล่าวอ้างถึงเงินทุนเริ่มต้นจำนวน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ บวกกับเงินอีก 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่แต่ละประเทศสามารถนำมาใช้ได้ด้วยการดึงทรัพยากรจากโครงการที่ธนาคารโลกอนุมัติไปแล้ว

“คงต้องรอดูกันต่อไป แต่เรามีความพร้อมและกำลังเดินหน้าเรื่องนี้อยู่ เรากำลังหารือกับหลายประเทศ ราว 30 ถึง 40 ประเทศที่กำลังเจรจาหารือกับเรา” ประธานเวิลด์แบงก์กล่าว

ขณะนี้ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้การกู้ยืมเงินมีราคาแพงในช่วงที่รัฐบาลมีเงินเหลือน้อยลง เนื่องจากได้ใช้จ่ายเงินอย่างหนักในช่วงการระบาดของโควิด-19 และเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงหลังรัสเซียบุกยูเครน

เวิลด์แบงก์ประเมินว่า ประเทศกำลังพัฒนาเป็นหนี้ภายนอกราว 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 เฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวก็คิดเป็นหนึ่งในสามของยอดทั้งหมด

บังกากล่าวด้วยว่าหลายประเทศเลือกที่จะปรับเปลี่ยนโครงการที่มีอยู่กับธนาคารโลกเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงิน มากกว่าที่จะขอสินเชื่อฉุกเฉิน และหากสถานการณ์วิกฤติทวีความรุนแรงขึ้น ธนาคารโลกอาจจัดสรรเงินทุนได้สูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ายอด 7 หมื่นล้านดอลลาร์ที่เคยจัดสรรในช่วงโควิด-19ระบาด

เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารโลกประกาศว่าสามารถดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นจาก 69,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า และมากกว่ายอดรวมในปี 2022 ถึงกว่า 3 เท่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่บังกา อดีตซีอีโอมาสเตอร์การ์ด จะเข้ามารับตำแหน่งประธานธนาคารโลก

นอกเหนือจากเงินก้อนดังกล่าว ธนาคารโลกยังใช้เงินตนเองลงทุนอีก 1.23 แสนล้านดอลลาร์ในปีนั้น รวมเป็นเงิน 2.35 แสนล้านดอลลาร์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงทรัพยากรทั้งหมดที่มีมาใช้ โดยเฉพาะในช่วงที่ชาติตะวันตกตัดความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาทวิภาคีลงอย่างมาก

“ไม่มีคำตอบเดียวตอบได้ทุกโจทย์เมื่อโลกกำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือหาวิธีปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์” บังกากล่าวและคาดว่า จะได้เงินทุนเอกชนเพิ่มอีกในอนาคต ได้แรงหนุนจากหน่วยงานรับประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) ของธนาคารขยายการรับประกันความเสี่ยงทางการเมือง, สินเชื่อสกุลเงินท้องถิ่นเติบโต และการปฏิรูปกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องช่วยให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนง่ายขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน เช่น อาร์เจนตินาและอินเดีย ซึ่งได้รับเงินลงทุน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่าง เช่น บังกลาเทศและแองโกลา ได้รับเงินลงทุน 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีรายได้ต่ำได้รับเงินลงทุนภาคเอกชนเพียงประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น จึงจำเป็นต้องพยายามดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามายังประเทศเหล่านี้มากขึ้น

“ในประเทศขนาดเล็กกว่า การขยายตัวยังไม่มากพอและยังมีความท้าทายอยู่” บังกากล่าว พร้อมระบุว่าธนาคารโลกจะประกาศมาตรการริเริ่มใหม่ในสัปดาห์นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) จะสามารถเข้าถึงเงินทุนจากภาคเอกชนได้เช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เงินทุนภาคเอกชนเติบโตแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคที่มียอดเพิ่มขึ้นสูงสุดคือละตินอเมริกาและแคริบเบียนคิดเป็นมูลค่า 3.63 หมื่นล้านดอลลาร์จากยอดรวมทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ตามด้วยยุโรปและเอเชียกลาง 2.13 หมื่นล้านดอลลาร์ เอเชียใต้ 1.92 หมื่นล้านดอลลาร์ และแอฟริกา 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

10 ประเทศที่่รับเงินทุนเอกชนมากที่สุดได้แก่ บราซิล อินเดีย ตุรกี โรมาเนีย ไนจีเรีย อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ เม็กซิโก และชิลี

บังกากล่าวต่อไปว่าธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ กำลังร่วมมือกันแก้ไขปัญหาหนี้สินสูงส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง ผ่านมาตรการริเริ่มหลายประการ เช่นความพยายามเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภายในประเทศ ที่ธนาคารโลกทำไปแล้ว เช่น ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนหนี้สินเพื่อการพัฒนาให้แก่ประเทศแองโกลาและไอวอรีโคสต์ค้ำประกันแบบอิงพอร์ตโฟลิโอ (portfolio-based guarantee) ให้แก่อาร์เจนตินา และกำลังทำโครงการอื่น ๆ อีกกว่าสิบโครงการ

“เรามีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกราว 14 หรือ 15 โครงการ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถเปลี่ยนหนี้เก่าที่มีต้นทุนสูงมาเป็นหนี้ใหม่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ โดยอาศัยการค้ำประกันจากเรา” ประธานธนาคารโลกกล่าวและว่าเงินส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปใช้ในโครงการด้านการศึกษา สาธารณสุข ระบบน้ำ หรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...