‘ณัฐพงษ์’ ลุยยื่น ป.ป.ช. สอบเอาผิด 7 กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 25 ก.ย.นี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนเห็นว่า มติของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้นตนจะยื่นต่อ ป.ป.ช. ในสองกลุ่มสำคัญ 1. มติของ กกต. วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดย กกต.พยายามแถลงพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องเห็นอยู่ว่ามีการทำเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
กกต. ยังเพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่งขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่ง กกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่ กกต. กลับละเลย รวมถึง กกต. อ้างการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดี เพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า 2. การดำเนินการของ กกต.ก่อนการลงมติ มีข้อพิรุธที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ โดยเห็นว่า กกต. จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกง สว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยและการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว.
เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสาระสำคัญคือ ป.ป.ช. ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนินเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากมองภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อก็จะเห็นช้างทั้งตัว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ จริงๆ มีอีกหนึ่งช่องทางที่ตนอยากแนะนำ หรือว่าสนับสนุนคนที่เป็นผู้เสียหาย ก็คือเป็นผู้สมัคร หรือว่าเป็น สว. สำรอง ในการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนตนหรือภาคประชาชนใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไป
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช. นั้น เราร้อง กกต. ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพราะประการแรก เราไม่ทราบว่า กกต. คนไหนลงมติอย่างไร มีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้อง กกต. ทั้ง 7 คน ส่วนใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช. ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เรามองว่า การเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นต่อกรณีของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่ ครม. มีมติแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่างเป็นทางการนั้น ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการสืบสวน (คดีอั้งยี่-ซ่องโจร) ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของดีเอสไอเป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบต่อไป และขอเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบ สอบสวนอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า พฤติการณ์นี้มองว่าเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของ ร.ต.อ.ปิยะ คือหนึ่งในอนุกรรมการเสียงข้างมากที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากว่าการเลือก สว. ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว และยังเป็นการขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะอนุสอบสวนชุดที่ 26 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ และขัดแย้งแม้กระทั่งความเห็นของ กกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน
ถามต่อว่า มองอย่างไรกับขณะนี้ที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะมาเป่าตกคดีฮั้ว สว. ในประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร นายพริษฐ์ กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด เพราะหลัง กกต. มีมติแล้ว ดีเอสไอก็ต้องสอบสวนต่อ ยิ่งมติของ กกต. ยืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทางดีเอสไอก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ ทั้งนี้ในการประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อเชิญผู้แทน กกต. ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม เราตั้งใจว่าจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแน่นอน ไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลในคดีดังกล่าว.