โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

แก้วสรรชี้ "ภาษีทักษิณ" คนละเรื่องกับ คดีทุจริตยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ และอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้ความเห็นต่อกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ทนายความยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์ของกรมสรรพากร เพื่อชำระอากรพร้อมเบี้ยปรับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ในปี 2549 เป็นเงินทั้งสิ้น 17,629 ล้านบาท

คดีภาษีทักษิณ ไม่ซ้ำกับคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน

กรณีปัญหาการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ 17,629 ล้านบาท นายแก้วสรรระบุว่า ถือเป็นหนี้ภาษีที่ต้องชำระ หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาให้การประเมินภาษีของกรมสรรพากรเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

พร้อมระบุต่อไปว่าทั้งสองเรื่องเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท เป็นเรื่องการได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรได้ สืบเนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น มาตรการลงโทษ เพื่อให้สังคมเห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นจะไม่ได้รับประโยชน์

ส่วนเรื่องภาษีเป็นเรื่อง "เงินได้" ที่ต้องจ่ายภาษีให้รัฐตามกฎหมาย ทั้งสองเรื่องใช้กฎหมายคนละฉบับ วัตถุประสงค์คนละอย่าง และกระบวนการคนละเรื่องกัน ดังนั้นต้องแยกเรื่องทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ออกจากหนี้ภาษีที่ต้องชำระให้รัฐ เพราะเป็นคนละเรื่องและเกิดขึ้นจากกฎหมายคนละชุด

ภาษีจำนวนประมาณ 17,629 ล้านบาท มีสถานะเป็นหนี้ภาษีตามกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการประเมินของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมายแล้ว หนี้ดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องชำระให้แก่รัฐ

ดังนั้น ในมุมมองของนายแก้วสรร การที่เคยมีทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจากคดีหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าหนี้ภาษีอีกฐานหนึ่งจะระงับไปด้วย

ถ้ามีทรัพย์ ก็ต้องบังคับชำระหนี้

นายแก้วสรรยังอธิบายว่า เมื่อหนี้ภาษีถึงที่สุดแล้ว กรมสรรพากรก็มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเรียกเก็บหนี้ดังกล่าว หากพบทรัพย์สินของลูกหนี้ ก็สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดเพื่อนำมาชำระหนี้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ในมุมนี้จึงแตกต่างจากการนำทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วมาทดแทน เพราะกรณีภาษีเป็นเรื่องของ เจ้าหนี้กับลูกหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อชำระหนี้

หากตรวจสอบพบทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สินประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้การบังคับคดี ก็สามารถดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายได้ โดยไม่จำเป็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องเป็นทรัพย์ที่เกิดจากธุรกรรมซึ่งเป็นต้นเหตุของหนี้ภาษีโดยตรง

ต่างจากคดียึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาท

ประเด็นที่นายแก้วสรรต้องการชี้ให้เห็นคือ “หนี้ภาษี” ไม่ได้มีหลักการเดียวกับ “ทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน” โดยคดี อม.1/2553 ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373.69 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดินจากกระบวนการพิจารณาความร่ำรวยผิดปกติ

ส่วนคดีภาษีเป็นการเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าต้องนำมาคำนวณภาษี ดังนั้นการบังคับชำระหนี้ภาษีจึงไม่ใช่การนำคดีเดิมกลับมายึดทรัพย์อีกครั้ง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อเรียกเก็บหนี้อีกประเภทหนึ่งตามคำพิพากษาคดีภาษี

ทนายทักษิณยื่นศาลภาษีฯ โต้ “ยึดซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ โต้แย้งว่า เงินได้จากการขายหุ้น 329.2 ล้านหุ้น เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นชินคอร์ปจำนวน 1,419,490,150 หุ้น ที่เคยอยู่ในประเด็นคดีร่ำรวยผิดปกติ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว

ฝ่ายทนายของนายทักษิณ จึงยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ภาษี โดยอ้างว่าการติดตามยึดทรัพย์ในปัจจุบันเป็นการยึดซ้ำกับทรัพย์สินที่เคยถูกบังคับตามคำพิพากษา อม.1/2553 แล้ว

โดยศาลภาษีอากรกลางรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ขณะที่นัดชี้สองสถานและสืบพยานกำหนดไว้วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...