เด็กไทยตกพื้นฐาน วิทย์-คณิต-การอ่าน กระทบอนาคตแรงงานไทย กลุ่ม ‘เด็กยากจน’ เก่งคำนวณ
เด็กไทยจำนวนมากยังไม่ผ่านพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน
นี่คือข้อเท็จจริงที่น่ากังวล เพราะสิ่งที่กำลังพูดถึงคือ ทักษะพื้นฐาน ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
ไม่ได้พูดถึงวิทย์-คณิตขั้นสูง แก้โจทย์ แก้สมการยากๆ
ผลการศึกษา โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดบทวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA 2025: นัยต่อทิศทางความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาระบบการศึกษาไทย
ชัดๆ คือ นี่เป็นการวิเคราะห์ผลสอบ PISA นั่นเอง
การสอบ PISA เป็นการประเมินสมรรถนะของเด็กอายุ 15 ปี ในทุกรอบ 3-4 ปี ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การอ่าน และด้านพิเศษ ที่เรียกว่า Innovative Domain
[เด็กไทยแค่ 0.1% เก่งครบ คณิต-วิทย์-การอ่าน]
ไฮไลท์เฉพาะ 3 เรื่องหลักที่ใกล้ตัวทุกคน คือ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน
ต้องย้ำว่า นี่เป็นทักษะพื้นฐาน พูดให้ง่ายกว่านั้น คือประเมินจากทักษะที่ควรมีใน 3 ด้านนี้ เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันปกติ
แม้ในภาพรวม PISA 2025 ผลคะแนนอันดับโลกของไทยจะดีขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวก
แต่ถ้าลงไปดูรายละเอียด ก็มีจุดที่น่าเป็นห่วงชัดเจน
กสศ. ชี้ว่า นักเรียนไทย 59.30% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานในด้านคณิตศาสตร์ และการอ่าน
อีกทั้งมีนักเรียนไทยประมาณ 41% ที่มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน ขณะที่ 36.9% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน
โดยมีนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะสูงทั้ง 3 ด้านเพียง 0.1% เท่านั้น
ลงรายละเอียดในแต่ละด้านกัน
[ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์]
เด็กไทยแค่ 0.1% เก่งครบ คณิต-วิทย์-การอ่าน]
นักเรียนไทยประมาณ 41% ที่มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน (Low-performing students) นั้น
ในกลุ่มนี้ แม้จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เช่น การเดือดของน้ำหลังจากที่เปิดเตากาต้มน้ำ แต่ไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้
รวมทั้งไม่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของโฆษณา ที่อ้างการทดลอง หรือตีความแนวโน้มในกราฟได้
ผลที่ตามมา คือ นักเรียนกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น อาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ที่กล่าวอ้างการทดลองหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์
รวมถึงตกเป็นเหยื่อการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่บิดเบือน
[เปรียบเทียบทศนิยมไม่เป็น]
ขณะที่ในด้านคณิตศาสตร์ และด้านการอ่าน พบว่า สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงมากกว่าด้านวิทยาศาสตร์เสียอีก
เริ่มที่ คณิตศาสตร์ มีนักเรียนกว่าครึ่ง มีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานอยู่ที่ คิดเป็น 59.30%
โดยนักเรียนกลุ่มนี้ แม้จะสามารถคำนวณ และนำทักษะทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างง่าย
เช่น การแก้โจทย์ปัญหาที่มีเฉพาะจำนวนเต็มได้ แต่เด็กกลุ่มดังกล่าวจะไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาที่ต้องใช้เศษส่วนหรือทศนิยมได้ อย่างการตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนรีวิวสินค้า หรือคำนวณเพื่อวางแผนเงินฝาก
ทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตที่จำเป็นต้องอาศัยการคำนวณเพื่อตัดสินใจในด้านต่างๆ อาทิ การเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ หรือการวางแผนทางการเงิน
[อ่านออก แต่ตีความไม่ได้]
ส่วนด้านการอ่าน ผลการประเมินชี้ว่า มีนักเรียนที่มีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานในสัดส่วนเดียวกันที่ 59.30%
เด็กกลุ่มนี้สามารถอ่านบทความ และระบุข้อมูลในบทอ่านที่ตรงไปตรงมาและไม่ซับซ้อนได้
แต่จะไม่สามารถตีความหรือ “อ่านระหว่างบรรทัด” และไม่สามารถแยกแยะอคติ (Bias) หรือข้อมูลที่ขัดกันได้
การขาดสมรรถนะพื้นฐานเหล่านี้ อาจเผชิญความท้าทายในการเลือกใช้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารจำนวนมากจากแหล่งที่หลากหลาย และมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นว่า มีนักเรียนมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 36.90% ที่มีระดับสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานในทั้ง 3 ด้าน
ตรงนี้สำคัญ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนที่มีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานส่วนใหญ่ จะมีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน โดยนักเรียนในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด
และต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาและเสริมสมรรถนะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างสะสมไปจนถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้น จนยากเกินกว่าจะแก้ไข
[ไม่ใช่แค่ผลสอบเด็ก แต่คือ ‘ทุนมนุษย์’]
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) อธิบายว่า ผลคะแนนนี้ไม่ใช่แค่ผลสอบของเด็กอายุ 15 ปี แต่คือการประเมินอนาคตของทุนมนุษย์ แรงงานของประเทศในอนาคตว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจจากผลการวิเคราะห์นี้ คือ ทัศนคติหรือ Mind Set ของนักเรียนไทย
กสศ. วิเคราะห์ว่า ผล PISA 2025 สะท้อนว่า จริงๆ แล้วเด็กไทยขยัน มุมานะ มีความพยายามที่จะทำสิ่งๆ หนึ่งจนกว่าจะสำเร็จในระดับที่สูงมาก
แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่า นักเรียนไทยมีระดับกรอบความคิดแบบเติบโต หรือเชื่อว่าสติปัญญาของเรานั้นเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ในระดับที่ต่ำมาก
พูดง่ายๆ คือ เด็กไทยขยัน แต่ไม่เชื่อว่าความสามารถของตนพัฒนาได้ กลายเป็นแบบนั้นไป
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความน่ากังวลยังมีมุมบวกอยู่ เพราะผล PISA ล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยยังมีนักเรียนช้างเผือกยังคงรอการเปล่งแสง
จากการวิเคราะห์ของ กสศ. ชี้ข้อค้นพบว่า นักเรียนจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ประมาณ 17% ทำคะแนนด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่ม 25% แรกได้
กลุ่มนี้ก็เลยถือเป็นนักเรียนช้างเผือก (Academically Resilient Students) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กที่ขาดแคลนโอกาสมีศักยภาพในการเรียนรู้ ถ้าได้รับการสนับสนุนเหมาะสม และเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาเพียงพอ
เจาะลงไปอีก ยังพบว่า เด็กยากจนไทยจำนวนมากมีศักยภาพด้านทักษะเชิงคำนวณ แต่อาจขาดโอกาสเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ
นักเรียนในกลุ่มยากจนกว่า 2 ใน 3 มีระดับสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไป ซึ่งชี้ให้เห็นถึง ‘ศักยภาพ’ ที่หากพื้นฐานเหล่านี้ได้รับการต่อยอด และเจียระไนต่อ เด็กกลุ่มนี้ยังมีโอกาสจะสามารถกลายเป็น ‘เพชร’ ที่เข้าไปเติมเต็มภาคอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีที่กำลังขาดแคลนแรงงานและมีความต้องการสูงได้