โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กไทยตกพื้นฐาน วิทย์-คณิต-การอ่าน กระทบอนาคตแรงงานไทย กลุ่ม ‘เด็กยากจน’ เก่งคำนวณ

TODAY

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

เด็กไทยจำนวนมากยังไม่ผ่านพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน

นี่คือข้อเท็จจริงที่น่ากังวล เพราะสิ่งที่กำลังพูดถึงคือ ทักษะพื้นฐาน ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

ไม่ได้พูดถึงวิทย์-คณิตขั้นสูง แก้โจทย์ แก้สมการยากๆ

ผลการศึกษา โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดบทวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA 2025: นัยต่อทิศทางความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาระบบการศึกษาไทย

ชัดๆ คือ นี่เป็นการวิเคราะห์ผลสอบ PISA นั่นเอง

การสอบ PISA เป็นการประเมินสมรรถนะของเด็กอายุ 15 ปี ในทุกรอบ 3-4 ปี ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การอ่าน และด้านพิเศษ ที่เรียกว่า Innovative Domain

[เด็กไทยแค่ 0.1% เก่งครบ คณิต-วิทย์-การอ่าน]

ไฮไลท์เฉพาะ 3 เรื่องหลักที่ใกล้ตัวทุกคน คือ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน

ต้องย้ำว่า นี่เป็นทักษะพื้นฐาน พูดให้ง่ายกว่านั้น คือประเมินจากทักษะที่ควรมีใน 3 ด้านนี้ เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันปกติ

แม้ในภาพรวม PISA 2025 ผลคะแนนอันดับโลกของไทยจะดีขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวก

แต่ถ้าลงไปดูรายละเอียด ก็มีจุดที่น่าเป็นห่วงชัดเจน

กสศ. ชี้ว่า นักเรียนไทย 59.30% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานในด้านคณิตศาสตร์ และการอ่าน

อีกทั้งมีนักเรียนไทยประมาณ 41% ที่มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน ขณะที่ 36.9% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน

โดยมีนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะสูงทั้ง 3 ด้านเพียง 0.1% เท่านั้น

ลงรายละเอียดในแต่ละด้านกัน

[ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์]

เด็กไทยแค่ 0.1% เก่งครบ คณิต-วิทย์-การอ่าน]

นักเรียนไทยประมาณ 41% ที่มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน (Low-performing students) นั้น

ในกลุ่มนี้ แม้จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เช่น การเดือดของน้ำหลังจากที่เปิดเตากาต้มน้ำ แต่ไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้

รวมทั้งไม่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของโฆษณา ที่อ้างการทดลอง หรือตีความแนวโน้มในกราฟได้

ผลที่ตามมา คือ นักเรียนกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น อาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ที่กล่าวอ้างการทดลองหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์

รวมถึงตกเป็นเหยื่อการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่บิดเบือน

[เปรียบเทียบทศนิยมไม่เป็น]

ขณะที่ในด้านคณิตศาสตร์ และด้านการอ่าน พบว่า สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงมากกว่าด้านวิทยาศาสตร์เสียอีก

เริ่มที่ คณิตศาสตร์ มีนักเรียนกว่าครึ่ง มีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานอยู่ที่ คิดเป็น 59.30%

โดยนักเรียนกลุ่มนี้ แม้จะสามารถคำนวณ และนำทักษะทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างง่าย

เช่น การแก้โจทย์ปัญหาที่มีเฉพาะจำนวนเต็มได้ แต่เด็กกลุ่มดังกล่าวจะไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาที่ต้องใช้เศษส่วนหรือทศนิยมได้ อย่างการตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนรีวิวสินค้า หรือคำนวณเพื่อวางแผนเงินฝาก

ทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตที่จำเป็นต้องอาศัยการคำนวณเพื่อตัดสินใจในด้านต่างๆ อาทิ การเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ หรือการวางแผนทางการเงิน

[อ่านออก แต่ตีความไม่ได้]

ส่วนด้านการอ่าน ผลการประเมินชี้ว่า มีนักเรียนที่มีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานในสัดส่วนเดียวกันที่ 59.30%

เด็กกลุ่มนี้สามารถอ่านบทความ และระบุข้อมูลในบทอ่านที่ตรงไปตรงมาและไม่ซับซ้อนได้

แต่จะไม่สามารถตีความหรือ “อ่านระหว่างบรรทัด” และไม่สามารถแยกแยะอคติ (Bias) หรือข้อมูลที่ขัดกันได้

การขาดสมรรถนะพื้นฐานเหล่านี้ อาจเผชิญความท้าทายในการเลือกใช้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารจำนวนมากจากแหล่งที่หลากหลาย และมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นว่า มีนักเรียนมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 36.90% ที่มีระดับสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานในทั้ง 3 ด้าน

ตรงนี้สำคัญ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนที่มีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานส่วนใหญ่ จะมีสมรรถนะไม่ถึงระดับพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน โดยนักเรียนในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด

และต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาและเสริมสมรรถนะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างสะสมไปจนถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้น จนยากเกินกว่าจะแก้ไข

[ไม่ใช่แค่ผลสอบเด็ก แต่คือ ‘ทุนมนุษย์’]

ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) อธิบายว่า ผลคะแนนนี้ไม่ใช่แค่ผลสอบของเด็กอายุ 15 ปี แต่คือการประเมินอนาคตของทุนมนุษย์ แรงงานของประเทศในอนาคตว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจจากผลการวิเคราะห์นี้ คือ ทัศนคติหรือ Mind Set ของนักเรียนไทย

กสศ. วิเคราะห์ว่า ผล PISA 2025 สะท้อนว่า จริงๆ แล้วเด็กไทยขยัน มุมานะ มีความพยายามที่จะทำสิ่งๆ หนึ่งจนกว่าจะสำเร็จในระดับที่สูงมาก

แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่า นักเรียนไทยมีระดับกรอบความคิดแบบเติบโต หรือเชื่อว่าสติปัญญาของเรานั้นเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ในระดับที่ต่ำมาก

พูดง่ายๆ คือ เด็กไทยขยัน แต่ไม่เชื่อว่าความสามารถของตนพัฒนาได้ กลายเป็นแบบนั้นไป

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความน่ากังวลยังมีมุมบวกอยู่ เพราะผล PISA ล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยยังมีนักเรียนช้างเผือกยังคงรอการเปล่งแสง

จากการวิเคราะห์ของ กสศ. ชี้ข้อค้นพบว่า นักเรียนจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ประมาณ 17% ทำคะแนนด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่ม 25% แรกได้

กลุ่มนี้ก็เลยถือเป็นนักเรียนช้างเผือก (Academically Resilient Students) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กที่ขาดแคลนโอกาสมีศักยภาพในการเรียนรู้ ถ้าได้รับการสนับสนุนเหมาะสม และเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาเพียงพอ

เจาะลงไปอีก ยังพบว่า เด็กยากจนไทยจำนวนมากมีศักยภาพด้านทักษะเชิงคำนวณ แต่อาจขาดโอกาสเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ

นักเรียนในกลุ่มยากจนกว่า 2 ใน 3 มีระดับสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไป ซึ่งชี้ให้เห็นถึง ‘ศักยภาพ’ ที่หากพื้นฐานเหล่านี้ได้รับการต่อยอด และเจียระไนต่อ เด็กกลุ่มนี้ยังมีโอกาสจะสามารถกลายเป็น ‘เพชร’ ที่เข้าไปเติมเต็มภาคอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีที่กำลังขาดแคลนแรงงานและมีความต้องการสูงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...