"ทรัมป์" จ่อห้ามส่งออก "ดีเซล" 90 วัน หวังลดราคาพลังงานสหรัฐฯ แต่ รมต.พลังงาน เตือนอาจยิ่งแพง
สำนักข่าว Politico รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 5 รายว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมแผนห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันภายในประเทศและลดราคาพลังงาน ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาที่กำลังเป็นประเด็นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ได้ในทันที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาสนับสนุนแนวคิดการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามนอกกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์กว่า เขาสนับสนุนมาตรการดังกล่าวหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาเองก็ได้เรียกร้องให้มีมาตรการนี้เช่นกัน
ทรัมป์กล่าวว่า เขาเคยเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดส่งออกน้ำมันดีเซล และได้ขอให้เจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหารพิจารณาแนวทางดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันดีเซลได้เป็นจำนวนมาก แต่ตลาดโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลจากเอสแอนด์พี โกลบอลระบุว่า การส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดที่ประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค. ขณะที่ยอดส่งออกเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยน้ำมันส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังตลาดในละตินอเมริกาและยุโรป
ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ของมาตรการดังกล่าว โดยต้องประเมินว่าการห้ามส่งออกจะสามารถดำเนินการได้จริงภายใต้ข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นของสหรัฐฯ หรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าการห้ามส่งออกทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะมีประสิทธิผลมากกว่ากัน
อย่างไรก็ตาม คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ มีความเห็นแตกต่างจากประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเตือนว่าการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลอาจไม่สามารถแก้ปัญหาราคาพลังงานได้ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น
ไรต์อธิบายว่า หากโรงกลั่นในสหรัฐฯ ไม่สามารถส่งออกน้ำมันดีเซลได้ จะเกิดข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บน้ำมันดีเซลภายในประเทศ ซึ่งอาจบีบให้โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันประเภทอื่นลงตามไปด้วย เนื่องจากโรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยานควบคู่กัน
เอสแอนด์พี โกลบอลประเมินว่า การห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลทั้งหมดอาจสร้างผลกระทบอย่างมากต่อตลาดเชื้อเพลิงทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ โดยอาจทำให้เกิดน้ำมันดีเซลล้นตลาดภายในประเทศ ขณะที่ราคาดีเซลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ หากโรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมาก ปริมาณการผลิตน้ำมันเบนซินของสหรัฐฯ ก็อาจลดลงตามไปด้วย
นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกดีเซลในช่วงที่ตลาดโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัว มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดีเซลทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปและละตินอเมริกาที่พึ่งพาน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากการหยุดชะงักของอุปทานจากภูมิภาคอื่น
ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอลระบุว่า สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดีเซลรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีส่วนเกินการผลิตประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน การส่งออกที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ส่วนหนึ่งเข้ามาชดเชยอุปทานที่หายไปจากตะวันออกกลางและรัสเซีย ดังนั้น การจำกัดการส่งออกจึงอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลของตลาดน้ำมันกลั่นทั้งในประเทศและตลาดโลก
ทั้งนี้ ข้อเสนอห้ามส่งออกดีเซลเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ และตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดด้านพลังงานและการหยุดชะงักของอุปทาน โดยข้อมูลของเอสแอนด์พี โกลบอลระบุว่า ราคาดีเซลในตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนก.ย. ก่อนที่จะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในเวลาต่อมา
#ทรัมป์ #โดนัลด์ทรัมป์ #น้ำมันดีเซล #ดีเซล #ส่งออกน้ำมัน #ห้ามส่งออกดีเซล #ราคาน้ำมัน #ราคาดีเซล #น้ำมันสหรัฐ #สหรัฐอเมริกา #ตลาดน้ำมันโลก #ราคาพลังงาน #เศรษฐกิจสหรัฐ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวน้ำมัน #พลังงาน #ตลาดพลังงาน #เอสแอนด์พีโกลบอล #ข่าวรอบโลก