โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'มาครง' ประณามแผนสันติภาพกาซา ‘ทรัมป์’ เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ส่งท้ายบนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA81) เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) โดยปัดตกคำอวดอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการบรรลุสันติภาพในกาซา ชี้เป็นเรื่องน่าอดสูเพราะระเบียงมนุษยธรรมยังไม่เปิดแม้แต่วินาทีเดียว ด้านทำเนียบขาวสวนกลับยันทรัมป์คือผู้ยุติสงครามตัวจริง

ปธน.มาครง ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นการขึ้นเวที UNGA ครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพ.ค. ปีหน้า โดยมีใจความสำคัญวิพากษ์วิจารณ์คำกล่าวอ้างของ ปธน.ทรัมป์ ที่พยายามยกย่องแผนสันติภาพในฉนวนกาซาว่าเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ทางการทูต

ผู้นำฝรั่งเศสได้ทุบแท่นปราศรัยพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า สิ่งที่โลกกำลังเห็นอยู่นี้เป็นเพียงละครปาหี่ที่ประชาคมโลกควรละอายใจ พร้อมตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลไกสากล

“เมื่อหนึ่งปีก่อน ณ ห้องประชุมแห่งนี้ มีประเทศราวสิบกว่าแห่งให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ แม้จะมีเสียงเย้ยหยันว่าการรับรองเป็นเพียงเศษกระดาษ แต่เราจะเหลือความน่าเชื่อถืออะไรได้อีก หากยังคงนิ่งเฉยต่อโศกนาฏกรรมในกาซา บางคนโอ้อวดถึงสันติภาพจอมปลอม แต่สันติภาพนั้นกลับไม่เคยเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว เราจะทนยืนดูปาหี่อันน่าอดสูนี้ต่อไปเฉย ๆ หรือ” ปธน.มาครงกล่าว

ด้าน แอนนา เคลลี รองโฆษกทำเนียบขาว ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศส โดยระบุว่า ปธน.ทรัมป์ คือผู้ที่ยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ช่วยเหลือตัวประกันที่มีชีวิตทั้งหมดกลับมา และส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตให้แก่ครอบครัว นอกจากนี้ ทรัมป์กำลังเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน “แผนสันติภาพ 20 ข้อ” (20-Point Plan) ในกาซา ในขณะที่ผู้นำคนอื่นเอาแต่พูด ปธน.ทรัมป์กลับเป็นผู้เผชิญหน้าและลงมือแก้ปัญหาอันซับซ้อนนี้โดยตรง และไม่มีใครทุ่มเทเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มากไปกว่าเขาอีกแล้ว

แม้ปธน.มาครง จะเคยเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวในประเทศว่า ขาดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์เมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสได้ยกระดับท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณีความรุนแรงโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ด้วยการประกาศมาตรการคว่ำบาตรระดับชาติ และเริ่มกระบวนการแบนสินค้าที่ผลิตจากนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง

ปธน.มาครง กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ในเวสต์แบงก์ว่า มีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่กลุ่มฮามาสไม่เคยมีปฏิบัติการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว การกระทำเหล่านี้กำลังบั่นทอนความเป็นไปได้ของกระบวนการสร้างสันติภาพ ซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิอันชอบธรรมในการมีตัวตนอยู่ของชาวปาเลสไตน์พร้อมเตือนว่า ผู้ใดที่หลงเชื่อว่าการละเมิดอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบจะช่วยค้ำประกันความมั่นคงให้อิสราเอลได้นั้น ถือเป็นความคิดที่ผิดพลาด และจะยิ่งบั่นทอนความมั่นคงของอิสราเอลเองในระยะยาว

ในช่วงท้าย ผู้นำฝรั่งเศสเตือนนานาชาติถึงอันตรายของการที่โลกจะหวนกลับไปสู่ “กฎแห่งป่า” (Law of the jungle) ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและการบีบบังคับ แทนที่จะเป็นสังคมระหว่างประเทศที่ศิวิไลซ์ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกยืนหยัดเคียงข้างสหประชาชาติ เพื่อปฏิเสธระเบียบใหม่ที่ยอมให้เกิด “การกระทำผิดโดยไม่ต้องรับโทษ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...