โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใช้‘แรง-สมอง’ทำงานไม่ใช่ปาก

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกฯ นำคณะลงพื้นที่ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ย้ำโครงการ "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" ต้องเกิด ลั่นรัฐบาลชุดนี้ต่างจากชุดอื่น ไม่มีคำว่าพรรคมีแต่ ปชช. ไม่แคร์พวกเหน็บ "มิสเตอร์โปรเจกต์" ยันใช้แรงและสมองทำงานไม่ใช่ปาก "อธิบดี ปภ." ปัดคำนวณงบเยียวยาพลาด แจงคำนวณตามข้อมูลจริง อนุมัติแล้ว 5.281 พันล้าน รวดเร็วไม่รอภัยสิ้นสุด ไร้ตกหล่น อังคารนี้ชง ครม.ไฟเขียวเพิ่มอีก 10,508 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน, นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำยังมีปริมาณเยอะอยู่ เราก็ต้องมาเร่งผลักดันน้ำออกไป ซึ่งในช่วงนี้ยังถือว่ายังสามารถที่จะระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะมีอุปสรรคอื่นๆ เช่น จำนวนผักตบชวา จำนวนผักบุ้งที่ถูกปลูกไว้แล้วมันก็ไหลมากีดขวางทางน้ำ เราก็ต้องเร่งกำจัดผักตบชวาที่มีจำนวนมหาศาลควบคู่การระบายน้ำ

"วันนี้ได้มาเห็นถึงปัญหาที่มันสั่งสมมา ซึ่งจริงๆ เป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ เพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปในแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด อย่างเช่นกรณีที่อำเภอสองพี่น้อง ได้รับยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มมากขึ้น ด้วยการทำการเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้น้ำระบายออกไปถึงแม่น้ำท่าจีน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ต้องจัดระบบให้ดี เพราะมีบางช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนระดับสูงกว่า แต่เราก็ต้องมีประตูน้ำคอยปิดกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้ามา" นายกฯ ระบุ

นายอนุทินกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่พูดในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตลอดว่าโครงการแต่ละโครงการกว่าจะอนุมัติ ก็มีบางความเห็นบอกว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ ทำโครงการชลประทานใช้เงินจำนวนมาก แต่จริงๆ แล้วที่สิ้นเปลืองจริงๆ ก็คือ การสูญเสียทรัพยากรจากการแก้ปัญหาระยะสั้น คือการเร่งสูบน้ำระบายน้ำ ทั้งสิ้นเปลืองไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรมหาศาล การขนย้ายระดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ ติดตั้งท่อระบายน้ำ แม้ว่าจะเอามารวมเครื่องมือกับกรมชลประทานก็ไม่พอ และเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น แล้วยังต้องไปใช้เงินเยียวยาประชาชน ซึ่งรวมๆ แล้วก็ต้องเสียเงินเยียวยาต่อปี 40,000- 50,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้ถาวรวัตถุหรืออะไรที่เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง มักจะพบกับสภาพปัญหาจำนวนผักตบชวาที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ รวมถึงมีประตูระบายน้ำเพียง 3 บาน จึงส่งผลให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งริมคลองจากแม่น้ำท่าจีน และคลองสายต่างๆ ไหลเข้าพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน น้ำหลาก ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเสียหายหนัก พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข คือการทำการระเบิดคอขวดตรงประตูเภาทะลาย คลอง ร.4 ขวา และประตูน้ำบางสาม คลองสองพี่น้อง จาก 3 บาน เพิ่มเป็น 5 บาน เพื่อช่วยผลักดันน้ำลงแม่น้ำท่าจีนให้เร็วที่สุด

ใช้สมองทำงานไม่ใช่ปาก

เมื่อถามว่า อยากจะฝากอะไรถึงฝ่ายค้านหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวให้ประชาชนเห็นถึงสิ่งที่รัฐบาลจะทำ เราต้องมาดูสถานการณ์ในพื้นที่ ให้มาเห็นกับตาตัวเอง เพราะถ้าฟังก็ฟังอยู่แต่ในกระทรวง ในทำเนียบรัฐบาลก็ไม่เห็นภาพ แต่พอมาเห็นวันนี้เราเริ่มทำให้ได้เห็นแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในสังกัดของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ครม.ชุดนี้เห็นชอบโครงการระบายน้ำ โครงการภาพรวมใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ต้องเกิดขึ้นในปี 70 เป็นต้นไป ทำวันนี้อีก 7-8 ปีกว่าจะเสร็จ ยังไม่รู้ว่าจะมีเหตุต่อสัญญาอะไรอีกหรือไม่ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น ตนจะกำชับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมชลประทาน ต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้ความล่าช้าเกิดขึ้นอีก รัฐบาลชุดนี้จะติดตามอย่างใกล้ชิด เราไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าพี่น้องประชาชน ต้องลดผลกระทบความเดือดร้อน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้มีความแตกต่างจากรัฐบาลอื่น

“นี่คือเหตุผลที่พวกเราออกมา รัฐมนตรีออกมา เพื่อให้เห็นว่าเราช่วยกัน เราให้สำนักงบประมาณบรรจุโครงการเช่นนี้เข้าไป เพื่อลดความเดือดร้อนชาวบ้าน ครม.ก็จะได้ช่วยกัน พูดได้อย่างเต็มที่เวลาเข้าสภาผู้แทนราษฎรแล้วบอกว่ามิสเตอร์โปรเจกต์หรือเปล่า จะทิ้งทวนจะสร้างเพื่อผลประโยชน์ เก็บเปอร์เซ็นต์ ฮั้วผู้รับเหมาหรือเปล่า ก็มาดูคนที่พูดกับคนที่เจอของจริง รับรู้รับทราบสิ่งที่ชาวบ้านเดือดร้อนหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลของผมต้องทำ ผมไม่แคร์ด้วย ถ้าทำแบบนี้เสร็จแล้วชาวบ้านไม่เลือกกลับเข้ามาเราก็มาเล่นเจ็ตสกีแถวนี้ก็ได้ แล้วบอกว่าตรงนี้เราทำมา น้ำไม่ท่วมแล้ว เราทุ่มเทในการทำงาน เราทุ่มเทใช้แรงและสมอง ไม่ใช้ปากทำงานเหมือนคนบางคน" นายอนุทินระบุ

ด้านนายนิรัตน์ อธิบดี ปภ. เปิดเผยถึงกรณีเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมาว่า โดยปกติเงินเยียวยาจะไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณประจำปี โดยรัฐบาลจะมีงบกลางสำรองเอาไว้ใช้หากเกิดเหตุใดๆ ที่ไม่คาดฝัน สำหรับงบกลางที่เราใช้ในการเยียวยาครั้งนี้มาจากความห่วงใยรัฐบาลภายใต้การนําของนายอนุทิน เห็นชอบงบประมาณก้อนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ.2569 อนุมัติวันที่ 29 ก.ย. 2569 อีก 4,700 ล้าน เพื่อให้มาใช้จ่ายดูแลพี่น้องประชาชนในขณะที่ภัยยังไม่สิ้นสุด

"เพราะถ้าในยามปกติที่ผ่านๆ มา เขาจะรอให้ภัยสิ้นสุดก่อน แล้วก็มาคำนวณความเสียหาย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้า คำนวณความเสียหายปุ๊บ กี่หลัง ก็ถึงจะไปขอเงินมาเยียวยา แต่ปีนี้ถือว่ารวดเร็ว ภัยยังไม่สิ้นสุดเราก็เยียวยาเลย ไม่มีตกหล่น เพราะเป็นการคำนวณจำนวนครัวเรือนที่ทางกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ รายงานมา ณ วันที่ 29 ก.ย.2569 มีกี่ครัวเรือน แล้วก็คูณ 9,000 บาท เราก็ขอตามข้อเท็จจริง และหากเลยเดือนตุลาคมมาแล้ว แล้วเงินไม่พอ ก็จะเสนอความจำเป็นตามข้อเท็จจริงขอรัฐบาลเพิ่มไปใหม่ ยืนยันว่าไม่ได้ตกหล่นหรือล่าช้า" นายนิรัตน์ระบุ

อธิบดี ปภ.ยืนยันว่า ไม่ได้คำนวณผิดพลาดตามที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยหลักการจะต้องมีจำนวนครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัยรายงานเข้ามาในระบบของ ปภ. จะนำจำนวนครัวเรือนดังกล่าวมาคำนวณด้วยอัตราการจ่ายเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แล้วจึงจะเสนอต่อ ครม. ซึ่งจะเสนอได้ตามจำนวนครัวเรือน ณ ขณะนั้นเท่านั้น ไม่สามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณได้เกินกว่าข้อเท็จจริง

ปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณ งบกลาง ของปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย 66 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 5,281.6556 ล้านบาท ดังนี้ มติ ครม.เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2569 อนุมัติงบประมาณ 549,989,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือฯ 60,971 ครัวเรือน (จำนวน 41 จังหวัด), มติ ครม.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 4,731,666,600 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือฯ 553,780 ครัวเรือน (จำนวน 24 จังหวัด และพื้นที่ กทม.), มติ ครม.เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2569 อนุมัติพื้นที่ให้ความช่วยเหลือฯ เพิ่มเติม 1 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม

ของบเยียวยาเพิ่มหมื่นล้าน

“วงเงินที่ ปภ.ได้รับจัดสรร เป็นวงเงินที่รัฐบาลอนุมัติจากงบกลางที่เหลือจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนก่อน เพื่อจะได้เยียวยาให้รวดเร็ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีอนุทินก็ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า หากมีความเสียหายเพิ่ม และงบประมาณไม่เพียงพอ ให้ ปภ.ขออนุมัติขยายวงเงินได้ทันที เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างครอบคลุม และขณะนี้อยู่ระหว่างที่ ปภ.นำเรื่องเสนอเข้า ครม.พิจารณาขอขยายวงเงินเพิ่มเติม 10,508 ล้านบาท (1,481,401 ครัวเรือน) ซึ่งจะมีการนำเข้า ครม.ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เป็นการใช้เงินงบกลางของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน" อธิบดี ปภ.ระบุ

สำหรับวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลได้จัดสรรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 จำนวน 5,281.6556 ล้านบาท ได้ใช้ไปแล้ว 5,225.249 ล้านบาท คงเหลืองบประมาณ 66.4066 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อ ครม.อนุมัติขยายวงเงินงบประมาณแล้ว ทาง ปภ.และธนาคารออมสินจะโอนเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่เข้าตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์โดยเร็วที่สุดต่อไป

นายนิรัตน์เปิดเผยด้วยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี กระบี่ และกรุงเทพฯ รวม 88 อำเภอ 713 ตำบล 5,424 หมู่บ้าน 715,756 ครัวเรือน 2,181,829 คน (ข้อมูล ณ เวลา 06.00 น.)

วันเดียวกัน นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งระบุว่าช่วงนี้จะยังไม่มีการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากเงินงบประมาณในส่วนนี้หมดลงแล้ว โดยจะต้องรอจนกว่าที่ประชุม ครม.อนุมัติวงเงินเพิ่มเติมในวันที่ 20 ต.ค.นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าและการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลว่า อธิบายเรื่องนี้หลายรอบแล้ว ดูเหมือนจะพยายามบิดเบือนไม่หยุด เงินเยียวยาตามมติ ครม.ที่ใช้จ่ายตอนนี้ใช้จากงบกลางที่เหลือทั้งหมดของปีงบประมาณ 69 ก้อนสุดท้ายที่อนุมัติเมื่อ 29 ก.ย.69 คือ 4,731.67 ล้านบาท รวมกับที่อนุมัติไว้ก่อนหน้านั้น 549.99 ล้านบาท รวม 5,281.66 ล้านบาท

"ย้ำเป็นการอนุมัติไว้เพื่อไม่ให้งบประมาณที่เหลือจากปีงบประมาณ 69 ต้องส่งคืนคลัง ไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์หรือไม่คาดการณ์อะไร แต่คาดว่าจะได้ไม่ต้องใช้วงเงินของงบกลางปีงบประมาณ 2570 ทั้งหมด เมื่อก้อนที่กันไว้มีการเบิกจ่ายอย่างรวดเร็วจนหมด ก็ต้องทำเรื่องของบกลางของปีงบประมาณ 2570 เพิ่มเติม ซึ่งจะขออีก 10,000 ล้านบาทกว่า ก็เป็นเรื่องระบบการบริหารงบประมาณ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการคาดการณ์ผิดพลาดที่พยายามโยง รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ได้พยายามให้ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็ว ไม่มีครั้งไหนที่มีการเยียวยารวดเร็วเท่าครั้งนี้" โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...