โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวบชายวัย 35 มือกดเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาสูญกว่า 1.2 ล้านบาท

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ตำรวจรวบ "นายนิก" ชายวัย 35 มือกดเงินให้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาขู่ตรวจสอบคดีจนหลงเชื่อ สูญเงินและทรัพย์สินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท

จากกรณี นักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น "ตำรวจไซเบอร์" ขู่ตรวจสอบคดีจนหลงเชื่อโอนเงินเกลี้ยงบัญชี ก่อนลามถึงขั้นหลอกให้ขโมยนาฬิกาและสร้อยทองของผู้ปกครอง รวมความเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท ตำรวจตามแกะรอยเส้นทางเงิน ก่อนประสานตำรวจลพบุรี ตามรวบผู้ต้องสงสัย พร้อมโทรศัพท์ 6 เครื่อง บัตรเอทีเอ็มผู้อื่น 5 ใบ อายัดเงินคืน 70,000 บาท

ล่าสุด วันที่ 18 ตุลาคม 2569 พล.ต.ต.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.เจตน์สฤษฎิ์ แพ่งศรีสาร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งการให้ พ.ต.อ.อนันต์ ทองบันเทิง ผู้กำกับการ สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.สตึก พร้อมทีมสืบสวน เร่งติดตามคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ได้เงินและทรัพย์สินไปกว่า 1.2 ล้านบาท

โดยคดีดังกล่าวเริ่มจากผู้ปกครองของนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งข้อมูลกับตำรวจว่า ลูกชายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ส่งเอกสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ กล่าวหาว่านายเอ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และต้องโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ช่วงแรกนายเอยังไม่หลงเชื่อ แต่คนร้ายอ้างว่าแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของนายเอถูกอายัด พร้อมให้ทดลองใช้งาน ซึ่งปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทำให้นายเอเข้าใจว่าคำกล่าวอ้างของคนร้ายเป็นความจริง ก่อนหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่คนร้ายกำหนด โดยถูกอ้างว่าจะคืนเงินให้หลังตรวจสอบเสร็จสิ้น สุดท้ายสูญเงินจนหมด

ทั้งนี้ ขณะที่ผู้ปกครองเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ ไปเยี่ยมลูกชาย คนร้ายยังคงติดต่อทางโทรศัพท์และหลอกให้นายเอ เปิดกล้องหน้าโทรศัพท์ เพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อเห็นว่าผู้ปกครองมีนาฬิกาและสร้อยทอง จึงออกอุบายให้นายเอแอบนำทรัพย์สินดังกล่าวไปส่งให้ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งเงินสดและทรัพย์สินประมาณ 1.2 ล้านบาท

หลังเกิดเหตุ นายเอ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ฉลองกรุง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 หรือประมาณ 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน ครอบครัวได้นำข้อมูลเข้าพบ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.สตึก เนื่องจากผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ก่อนรายงานผู้บังคับบัญชาและสั่งเร่งรัดติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยคือ นายอัครพล หรือ “นิก” อายุ 35 ปี ซึ่งมีพฤติการณ์ตระเวนกดเงินตามจุดต่างๆ หลังได้รับเงินจากการหลอกลวง และมีข้อมูลว่าเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาก่อน

กระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายอัครพลหลบซ่อนตัวอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งกับแฟนสาว ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ลพบุรี จึงประสาน พ.ต.อ.พีรพัลส์ ชูช่วย ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี นำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวได้ พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และบัตรกดเงินสด (เอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นของบุคคลอื่นอีก 5 ใบ

จากการสอบถามเบื้องต้น นายอัครพล ยอมรับว่ามีหน้าที่กดเงินสดให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเคยทำหน้าที่ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งยังไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยว่าเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวงถูกนำไปเก็บซ่อนไว้ที่ใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีนี้ตำรวจสามารถอายัดเงินที่ผู้เสียหายโอนให้คนร้ายไว้ได้จำนวน 70,000 บาท ส่วนทรัพย์สินที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนต่อไป.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รวบชายวัย 35 มือกดเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาสูญกว่า 1.2 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...