โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ส้นเท้าแตกอาจไม่ใช่แค่ผิวแห้ง แต่เป็นสัญญาณ 4 โรคอันตรายที่ซ่อนอยู่

sanook.com

เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 18.58 น. • Sanook
ส้นเท้าแตกอาจไม่ใช่แค่ผิวแห้ง แต่เป็นสัญญาณ 4 โรคอันตรายที่ซ่อนอยู่เงียบๆ

ส้นเท้าแตกอาจไม่ใช่แค่ผิวแห้ง แต่เป็นสัญญาณ 4 โรคอันตรายที่ซ่อนอยู่เงียบๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศหนาว หลายคนเริ่มเผชิญกับปัญหา "ส้นเท้าแตก" ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ลอก หรือมีรอยแตกเป็นแผลซิบที่ทำให้เจ็บปวดเวลาเดิน คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเพียงเพราะสภาพอากาศและแก้ไขด้วยการทาครีมบำรุงผิวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผิวหนังคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพภายใน หากส้นเท้าแตกซ้ำซากและมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เรื่องผิวพรรณแต่เป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ต้องระวัง

4 สัญญาณโรคที่ต้องเฝ้าระวัง

1. สัญญาณเตือนโรคเท้าเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญกับเท้าเป็นพิเศษ หากผิวเท้าแห้งผิดปกติ ไม่มีเหงื่อ และขาดความยืดหยุ่นจนแตกง่าย ร่วมกับอาการชาหรือความรู้สึกต่อความร้อนเย็นลดลง ต้องระวังอย่างมาก เพราะหากเกิดแผลแตกจะติดเชื้อง่ายและหายยากจนกลายเป็นแผลเรื้อรัง

เท้าผู้ป่วยเบาหวาน

2. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ: เมื่อเลือดไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพอ ผิวหนังจะซีด เย็น แห้ง และขนที่เท้าหลุดร่วง ส้นเท้าจะเปราะบางและแตกง่ายเนื่องจากขาดสารอาหาร อาการที่เด่นชัดคือ "การเดินกะเผลกเป็นพักๆ" โดยจะมีอาการปวดน่องหลังจากเดินไปได้สักระยะและต้องหยุดพักจึงจะเดินต่อได้

3. ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism): เมื่อฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ระบบเผาผลาญในร่างกายจะช้าลง ส่งผลให้ผิวหนังทั่วร่างกายแห้งกร้าน หนา และเย็น ซึ่งรวมถึงส้นเท้าด้วย โดยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย ขี้หนาว น้ำหนักตัวเพิ่ม และผมร่วงร่วมด้วย

4. โรคเชื้อราที่เท้าชนิดหนา (Tinea Pedis): ผิวบริเวณส้นเท้าจะหนา ขรุขระ ลอกเป็นขุย และแตก โดยมักจะเป็นหนักขึ้นในฤดูหนาว ความแตกต่างคือการทาครีมบำรุงทั่วไปจะไม่ได้ผล และอาจแพร่เชื้อไปยังเท้าอีกข้างหรือคนในครอบครัวได้ เนื่องจากมีเชื้อราสะสมอยู่ในสะเก็ดผิวหนังที่ลอกออกมา

วิธีสังเกตและรับมือเบื้องต้น

หากมีอาการส้นเท้าแตก ลองสังเกตตัวเองตามขั้นตอนดังนี้:

  • ตรวจสอบขอบเขต: แห้งแค่ที่ส้นเท้าหรือแห้งกร้านไปทั้งตัว
  • เช็กอุณหภูมิ: เท้าอุ่นตามปกติหรือเย็นจัดผิดปกติ
  • ทดสอบความรู้สึก: มีอาการชา เสียวแปลบ หรือไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือไม่
  • ดูการตอบสนอง: หลังจากทาครีมบำรุงอย่างต่อเนื่อง อาการดีขึ้นภายใน 2-3 วันหรือไม่

คำแนะนำจากแพทย์

สำหรับกรณีที่แห้งตามปกติ ควรดูแลด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) ขัดผิวที่ตายแล้วออกเบาๆ แล้วทาครีมที่มีส่วนผสมของยูเรียหรือวาสลีนทันทีพร้อมสวมถุงเท้าเพื่อเก็บความชุ่มชื้น แต่หากส้นเท้าแตกพร้อมกับมีสัญญาณเตือนข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...