ส้นเท้าแตกอาจไม่ใช่แค่ผิวแห้ง แต่เป็นสัญญาณ 4 โรคอันตรายที่ซ่อนอยู่
ส้นเท้าแตกอาจไม่ใช่แค่ผิวแห้ง แต่เป็นสัญญาณ 4 โรคอันตรายที่ซ่อนอยู่เงียบๆ
เมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศหนาว หลายคนเริ่มเผชิญกับปัญหา "ส้นเท้าแตก" ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ลอก หรือมีรอยแตกเป็นแผลซิบที่ทำให้เจ็บปวดเวลาเดิน คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเพียงเพราะสภาพอากาศและแก้ไขด้วยการทาครีมบำรุงผิวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผิวหนังคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพภายใน หากส้นเท้าแตกซ้ำซากและมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เรื่องผิวพรรณแต่เป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ต้องระวัง
4 สัญญาณโรคที่ต้องเฝ้าระวัง
1. สัญญาณเตือนโรคเท้าเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญกับเท้าเป็นพิเศษ หากผิวเท้าแห้งผิดปกติ ไม่มีเหงื่อ และขาดความยืดหยุ่นจนแตกง่าย ร่วมกับอาการชาหรือความรู้สึกต่อความร้อนเย็นลดลง ต้องระวังอย่างมาก เพราะหากเกิดแผลแตกจะติดเชื้อง่ายและหายยากจนกลายเป็นแผลเรื้อรัง
เท้าผู้ป่วยเบาหวาน
2. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ: เมื่อเลือดไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพอ ผิวหนังจะซีด เย็น แห้ง และขนที่เท้าหลุดร่วง ส้นเท้าจะเปราะบางและแตกง่ายเนื่องจากขาดสารอาหาร อาการที่เด่นชัดคือ "การเดินกะเผลกเป็นพักๆ" โดยจะมีอาการปวดน่องหลังจากเดินไปได้สักระยะและต้องหยุดพักจึงจะเดินต่อได้
3. ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism): เมื่อฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ระบบเผาผลาญในร่างกายจะช้าลง ส่งผลให้ผิวหนังทั่วร่างกายแห้งกร้าน หนา และเย็น ซึ่งรวมถึงส้นเท้าด้วย โดยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย ขี้หนาว น้ำหนักตัวเพิ่ม และผมร่วงร่วมด้วย
4. โรคเชื้อราที่เท้าชนิดหนา (Tinea Pedis): ผิวบริเวณส้นเท้าจะหนา ขรุขระ ลอกเป็นขุย และแตก โดยมักจะเป็นหนักขึ้นในฤดูหนาว ความแตกต่างคือการทาครีมบำรุงทั่วไปจะไม่ได้ผล และอาจแพร่เชื้อไปยังเท้าอีกข้างหรือคนในครอบครัวได้ เนื่องจากมีเชื้อราสะสมอยู่ในสะเก็ดผิวหนังที่ลอกออกมา
วิธีสังเกตและรับมือเบื้องต้น
หากมีอาการส้นเท้าแตก ลองสังเกตตัวเองตามขั้นตอนดังนี้:
- ตรวจสอบขอบเขต: แห้งแค่ที่ส้นเท้าหรือแห้งกร้านไปทั้งตัว
- เช็กอุณหภูมิ: เท้าอุ่นตามปกติหรือเย็นจัดผิดปกติ
- ทดสอบความรู้สึก: มีอาการชา เสียวแปลบ หรือไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือไม่
- ดูการตอบสนอง: หลังจากทาครีมบำรุงอย่างต่อเนื่อง อาการดีขึ้นภายใน 2-3 วันหรือไม่
คำแนะนำจากแพทย์
สำหรับกรณีที่แห้งตามปกติ ควรดูแลด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) ขัดผิวที่ตายแล้วออกเบาๆ แล้วทาครีมที่มีส่วนผสมของยูเรียหรือวาสลีนทันทีพร้อมสวมถุงเท้าเพื่อเก็บความชุ่มชื้น แต่หากส้นเท้าแตกพร้อมกับมีสัญญาณเตือนข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด