โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลัง–ธปท. ออกกลไกค้ำประกัน “SMEs Credit Boost” หนุนแบงก์ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ธ.ค. 2568 เวลา 16.24 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 09.24 น.

คลัง -ธปท. ผนึกสถาบันการเงิน ออกกลไกค้ำประกันใหม่ “SMEs Credit Boost” ใช้งบฯ จากการลดเงินนำส่ง FIDF 2 หมื่นล้านบาท ลดความเสี่ยงเครดิตให้ SMEs โฟกัส 2 กลุ่มเป้าหมาย วงเงินค้ำสูงสุด 150 ล้านบาท หนุนแบงก์ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้านบาท เริ่ม 15 ม.ค. 69

26 ธ.ค. 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น

“ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจาก SME มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเป็นกลไกหลักในการจ้างงานถึง 70% และมีส่วนร่วมใน GDP ของประเทศถึง 35% การที่สถาบันการเงินลังเลที่จะปล่อยสินเชื่อไม่ได้เกิดจากประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยแต่เป็นผลมาจากความเสี่ยงเชิงเครดิต”

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

กระทรวงการคลัง ธปท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม

(1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์

(2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่ ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย

“โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่เท่านั้น โดยไม่สามารถนำไปกู้เพื่อชำระหนี้เดิมได้”

ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

“โครงการนี้เป็นกลไกค้ำประกันในรูปแบบกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ดำเนินการผ่าน บสย. และไม่ได้ใช้งบประมาณจากภาครัฐ แต่เป็นการบริหารจัดการเงินภายในระบบสถาบันการเงินเอง โดยใช้เงินจากกองทุน FIDF เป็นหลัก โดยธปท. จะลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ในปี 69 ลงเล็กน้อย โดยเงินส่วนที่ลดลงนี้ ธนาคารพาณิชย์มีความสมัครใจที่จะนำมาสมทบ

ทั้งนี้การลดเงินนำส่งในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้หนี้เดิมของ FIDF หายไปหรือลดลงแต่เป็นการนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน โดยหนี้ที่เหลือจะถูกนำไปบริหารจัดการเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กลับมาจ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับโครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • ตรงจุด: เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
  • มี impact: ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย
  • กระจาย: เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
  • คล่องตัว: ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ

ทั้งนี้โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายวิทัย เปิดเผยว่า สำหรับความแตกต่างของโครงการนี้กับการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เช่น

  • วงเงินค้ำประกันที่สูงกว่า เนื่องจากปกติ บสย. จะจำกัดวงเงินค้ำประกันสำหรับ SME ไว้ที่ 40 ล้านบาท แต่กลไกใหม่นี้ขยายเพดานกว้างขึ้นเป็น 100 ล้านบาท สำหรับ SME ทั่วไป และสูงถึง 150 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • สัดส่วนการค้ำประกัน กลไกใหม่มีการระบุสัดส่วนการค้ำประกันที่ชัดเจนและจูงใจ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่จะได้รับการค้ำประกันสูงถึง 30% ส่วน SME ขนาดกลางและเล็กจะอยู่ที่ประมาณ 15-20%

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...