คลัง–ธปท. ออกกลไกค้ำประกัน “SMEs Credit Boost” หนุนแบงก์ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้านบาท
คลัง -ธปท. ผนึกสถาบันการเงิน ออกกลไกค้ำประกันใหม่ “SMEs Credit Boost” ใช้งบฯ จากการลดเงินนำส่ง FIDF 2 หมื่นล้านบาท ลดความเสี่ยงเครดิตให้ SMEs โฟกัส 2 กลุ่มเป้าหมาย วงเงินค้ำสูงสุด 150 ล้านบาท หนุนแบงก์ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้านบาท เริ่ม 15 ม.ค. 69
26 ธ.ค. 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น
“ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจาก SME มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเป็นกลไกหลักในการจ้างงานถึง 70% และมีส่วนร่วมใน GDP ของประเทศถึง 35% การที่สถาบันการเงินลังเลที่จะปล่อยสินเชื่อไม่ได้เกิดจากประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยแต่เป็นผลมาจากความเสี่ยงเชิงเครดิต”
ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
กระทรวงการคลัง ธปท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม
(1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์
(2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่ ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย
“โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่เท่านั้น โดยไม่สามารถนำไปกู้เพื่อชำระหนี้เดิมได้”
ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
“โครงการนี้เป็นกลไกค้ำประกันในรูปแบบกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ดำเนินการผ่าน บสย. และไม่ได้ใช้งบประมาณจากภาครัฐ แต่เป็นการบริหารจัดการเงินภายในระบบสถาบันการเงินเอง โดยใช้เงินจากกองทุน FIDF เป็นหลัก โดยธปท. จะลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ในปี 69 ลงเล็กน้อย โดยเงินส่วนที่ลดลงนี้ ธนาคารพาณิชย์มีความสมัครใจที่จะนำมาสมทบ
ทั้งนี้การลดเงินนำส่งในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้หนี้เดิมของ FIDF หายไปหรือลดลงแต่เป็นการนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน โดยหนี้ที่เหลือจะถูกนำไปบริหารจัดการเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กลับมาจ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต
สำหรับโครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- ตรงจุด: เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
- มี impact: ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย
- กระจาย: เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
- คล่องตัว: ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ
ทั้งนี้โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
นายวิทัย เปิดเผยว่า สำหรับความแตกต่างของโครงการนี้กับการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เช่น
- วงเงินค้ำประกันที่สูงกว่า เนื่องจากปกติ บสย. จะจำกัดวงเงินค้ำประกันสำหรับ SME ไว้ที่ 40 ล้านบาท แต่กลไกใหม่นี้ขยายเพดานกว้างขึ้นเป็น 100 ล้านบาท สำหรับ SME ทั่วไป และสูงถึง 150 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
- สัดส่วนการค้ำประกัน กลไกใหม่มีการระบุสัดส่วนการค้ำประกันที่ชัดเจนและจูงใจ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่จะได้รับการค้ำประกันสูงถึง 30% ส่วน SME ขนาดกลางและเล็กจะอยู่ที่ประมาณ 15-20%