โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เอเซีย พลัส แนะทยอยสะสม 6 หุ้นที่คาดกำไรปี 69 เติบโตเด่น มีหุ้นไหนบ้าง

ทันหุ้น

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2568 เวลา 03.51 น.

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าในช่วงนี้นี้ถือเป็นช่วงสะสมของหุ้นที่กำไรปี 2569 เติบโตเด่น โดยสามารถแบ่งเป็นราย SECTOR ได้ดังนี้

-กลุ่ม PETRO (ปิโตรเคมี): มีการคาดการณ์TURNAROUND (พลิกกลับมามีกำไร) โดย IVL มีการเติบโตแบบ TURNAROUND ตามการฟื้นตัวของวัฏจักรธุรกิจปิโตรเคมีและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

-กลุ่มETRON (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์): คาดการณ์เติบโตสูงถึง 35% ชี้ให้เห็นถึงความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น โดยมี DELTA เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (คาดเติบโต 35%)

-กลุ่มPKG (บรรจุภัณฑ์/PACKAGING): เติบโต 26.7% นำโดยSCGP เป็นตัวนำ (คาดเติบโต 27%) ตามอุปสงค์ในสินค้าอุปโภคบริโภคฟื้นตัวและการขยายธุรกิจในภูมิภาค

-กลุ่มTRANS (ขนส่ง): เติบโต 15% โดย AOT (สนามบิน) เป็นตัวนำ (คาดเติบโต 27%) สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบินหลัง COVID-19

-กลุ่ม TOURISM (ท่องเที่ยว): เติบโต 11.6% โดยCENTEL (โรงแรม/ร้านอาหาร) เป็นตัวหลัก (คาดเติบโต 18%) ยืนยันการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

-กลุ่ม ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศ): เติบโต 11.5% โดยJMART (ค้าปลีกไอที/การเงิน) เป็นตัวขับเคลื่อน (คาดเติบโต 34%) จากการขยายธุรกิจและการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุอีกว่า วานนี้การปรับตัวลดลงของหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น NVDA -1.21% AVGO -0.78% TSLA -3.3% เหตุผล คือ การทำกำไร (TAKE PROFIT) หลังจากที่ราคาขึ้นมาสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายปีหรือมีการรอประเมินผลประกอบการในช่วงต้นปีหน้าอีกที ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย : หุ้นเทคโนโลยีในไทยอย่างกลุ่ม ETRON(DELTA KCE HANA) มักจะเคลื่อนไหวตามหุ้นโลก หากหุ้นโลกถูกเทขาย อาจส่งผลให้เกิด SENTIMENT ลบต่อหุ้นกลุ่มเดียวกันในไทยเช่นกัน

อีกประเด็น คือ ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วและแรงกว่า 2% วานนี้ อาจกดดัน FLOW ต่างชาติไหลออกทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ดังสถิติในอดีต ที่เดือนใดก็ตามค่าเงินบาทอ่อนค่า(>0%) มักกดดันให้ FLOW ต่างชาติไหลออกทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้เฉลี่ยราว 1.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งมักเกิดจาก การปิดความเสี่ยง (RISK-OFF) และการปรับพอร์ตเพื่อปิดบัญชีของต่างชาติ เพื่อล็อคกำไรหรือตัดขาดทุนก่อนสิ้นปีบัญชี

ขณะที่มองผลตอบแทน SET INDEX เฉลี่ยรายเดือน (ย้อนหลัง 5 ปี) ในรูปแบบ HEATMAP จะเห็นถึง ความมีนัยสำคัญตามฤดูกาล (SEASONAL EFFECT) ของตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย.)เป็นเดือนที่ SET INDEX มักจะให้ผลตอบแทนเป็นลบเฉลี่ยราว 1% ถึง 3% ส่วนช่วงครี่งปีหลัง (ก.ค.-ธค.) เป็นเดือนที่ SET INDEX
มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยราว 0.5% ถึง 3%

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...