โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“สิงห์ เอสเตท”มูลค่า 7หมื่นล้าน แผนสำเร็จที่ไม่มีสูตรตายตัวกับ 4ภารกิจท้าทาย“ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์”

Thairath Money

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 03.44 น.
ภาพไฮไลต์

เป็นอีกก้าวสำคัญของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หลังจากผู้บริหารเดิมเกษียณอายุ

แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความกังวล เพราะผู้ที่เข้ามารับไม้ต่อคือ “ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์”มือดีด้านการเงินของบริษัท ที่ร่วมงานกับสิงห์ เอสเตท มาตั้งแต่ปี 2018 และเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของสื่อมวลชนสายอสังหาริมทรัพย์

แม้ “ชัยรัตน์” จะเข้ารับตำแหน่ง CEO ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2025 แต่การปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนเพื่อแถลงวิสัยทัศน์ทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และถือเป็นการประกาศบทบาทใหม่ในฐานะผู้นำทัพอย่างเต็มตัว ภายใต้สถานการณ์ที่สิงห์ เอสเตท ได้สร้างการเติบโตไว้ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นสินทรัพย์มูลค่าหลักหมื่นล้านบาทสู่มูลค่าปัจจุบันกว่า 7 หมื่นล้านบาท และมีรายได้เติบโตกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนความสำเร็จจากการขยายธุรกิจใน 4 กลุ่มหลักอย่างมั่นคง ได้แก่

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย รวม 10 โครงการ มูลค่ารวมราว 3 หมื่นล้านบาท โครงการที่โดดเด่นเป็นที่รู้จัก เช่น สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ที่มาราคาขายเริ่มต้นติดท็อปแพงสุดในไทย
  • ธุรกิจโรงแรม ทั้งในและต่างประเทศ รวม 33 โรงแรม 5 ประเทศ ประมาณ 4,000 ห้องพัก แบรนด์หลัก คือ SAii และ สันติบุรี เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ ครอสโรดส์ มัลดีฟส์
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ อาคารสำนักงาน 5 แห่ง รวม 200,000 ตร.ม. เช่น สิงห์ คอมเพล็กซ์ , เอส โอเอซิส เป็นต้น
  • ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง โครงการนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง มีพื้นที่โครงการ 1,790 ไร่

CEO ใหม่ รับมือความท้าทายที่คาดเดาไม่ได้

แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ดูมั่นคงและมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งเป็นฐาน แต่ “ชัยรัตน์” ยอมรับว่าการบริหารธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองโลก สงครามการค้า หรือเศรษฐกิจมหภาคที่ยากจะคาดเดา

“ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตในมิติของรายได้และการขยายทรัพย์สินใน 4 ธุรกิจหลัก วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

สะท้อนจากผลการดำเนินงานล่าสุด ในไตรมาส 3/2568 บริษัทมีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 3,615 ล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือนแรกมีรายได้รวม 10,480 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิรวมเติบโตขึ้นถึง 405% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการมี ฐานรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่แข็งแกร่งจากธุรกิจโรงแรมและอาคารเชิงพาณิชย์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเงินและเป็น “กันชน” ที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

ยุทธศาสตร์ “4S” กลยุทธ์สมดุลสู้เศรษฐกิจไร้สูตรสำเร็จ

ภายใต้สภาวะ “เผาจริง เผาหลอก” ทางเศรษฐกิจที่ธุรกิจต้องตั้งรับเสมือนอยู่ในวิกฤติตลอดเวลา สิงห์ เอสเตท ได้ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ “A Stable Foundation Drives Sustainable Growth” โดยมี “4S” เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งเป็นแผนที่ตั้งมั่น เน้นการสร้างสมดุลและความแข็งแกร่งในทุกมิติ

1. Stability (ความมั่นคง): การสร้างธุรกิจที่มั่นคงและสมดุล มุ่งสร้าง สมดุลของพอร์ตโฟลิโอ โดยใช้รายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน (70% ของรายได้) เป็นฐานกำไรที่มั่นคงและเป็นกันชนสำคัญ ขณะที่รายได้แบบไม่ประจำ (Non-recurring Income) จากธุรกิจที่พักอาศัยและนิคมอุตสาหกรรม (30% ของรายได้) จะเน้นโครงการที่มีความยืดหยุ่น สร้างรายได้รวดเร็ว และมองหาโอกาสแม้ในช่วงเวลาที่ท้าทาย เช่น โครงการ “ONE RIVER พระราม 3” ที่ปัจจุบันมียอดขายกว่า 90% แม้เปิดตัวในปีที่ท้าทาย

2. Strength (ความแข็งแกร่ง): วินัยทางการเงินและความสัมพันธ์ที่หลากหลาย เน้นความแข็งแกร่งในการระดมทุน โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถระดมทุนจากธนาคารและหุ้นกู้รวมกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี ด้วยจุดเด่นด้านวินัยทางการเงิน และความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินกว่า 10 แห่ง รวมถึงนักลงทุนในตลาดหุ้นกู้ ที่ไว้วางใจในศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้ แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19

3. Synergy (พลังประสาน): การบริหารคนและเปิดรับมุมมองคนรุ่นใหม่ โดยยอมรับว่าหลายธุรกิจในปัจจุบัน ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว จึงต้องใช้ประสบการณ์ของคนรุ่นพี่เป็น “แกนกระดูก” ในการยึดองค์กร มองเห็นปัญหาและความเสี่ยง ขณะเดียวกันต้องเปิดพื้นที่ให้ “ไอเดียของคนรุ่นใหม่” เป็นเสมือน “ล้อรถ/ฟันเฟือง” ที่ช่วยในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche Market) ในยุคปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ

4. Sincerity (ความจริงใจ): การบริหารจัดการความยั่งยืน (ESG) เพราะมองว่าการทำกิจกรรม ESG ต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การทำกิจกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นการ “สร้างรากฐานที่มั่นคง” ยกตัวอย่างเช่น โครงการพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเล ในโครงการ CROSSROADS ที่มัลดีฟส์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังกลับมาเป็นประโยชน์เชิงธุรกิจที่แขกผู้เข้าพักสามารถเยี่ยมชมฝูงโลมาประจำถิ่นได้ด้วย นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าหากจะทำให้แกนการจัดการความยั่งยืนหมุนอย่างเต็มที่ ต้องเกิดจากการสร้างกิจกรรมให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งแต่ละกิจกรรมอาจต้องใช้เวลาในการคิด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำให้เกิดการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ภาระค่าใช้จ่ายต่อบริษัท

แผนธุรกิจที่ดี ต้องปรับกลยุทธ์ตามสภาวะตลาด

“ชัยรัตน์” ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์ให้ “แม่นยำทุกแง่” ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด

  • ธุรกิจที่พักอาศัย: ตลาดลักชัวรีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พึ่งพากลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่และซื้อเพื่อลงทุนในสัดส่วน 50:50 แต่ปัจจุบัน กลุ่มซื้อเพื่อลงทุนได้หายไปจากตลาด เนื่องจากความไม่มั่นใจทางเศรษฐกิจ ทำให้ "เค้ก" ของตลาดลดลงอย่างชัดเจน ดังนั้น กลยุทธ์หลักของสิงห์ เอสเตท จึงต้องเปลี่ยนจากการแข่งปริมาณไปสู่การชู “คุณภาพ” ของสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยอย่างแท้จริง
  • ธุรกิจโรงแรม: ไม่ใช่เกมที่เล่นกับปริมาณนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ต้องมุ่งเน้นการจับกลุ่ม นักท่องเที่ยวคุณภาพ ระดับ 4 ดาวขึ้นไป เพื่อให้เกิดรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ที่สูงขึ้น ดังที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในไตรมาส 3/2568 ที่ RevPAR เติบโตถึง 31% ในประเทศไทย
  • ธุรกิจอาคารสำนักงาน: การแข่งขันอยู่ที่ ทำเล และการสร้างปัจจัยดึงดูดใจว่า "ทำอย่างไรให้เขาเลือกมาอยู่กับเรา" ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับสูงต่อไป

สุดท้าย แม้ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมีอยู่เต็มไปหมด ทั้งเรื่องการเมือง สงครามการค้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งผู้บริหาร สิงห์ เอสเตท กลับมองว่า ความท้าทายที่หนักที่สุดคือ “โมเมนต์ของนักลงทุน” หากผู้คนไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมา พวกเขาก็จะไม่กล้าลงทุนและไม่กล้าใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง

ดังนั้น การบริหารจัดการความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่การมองหาทางออก แต่คือการ “ตั้งรับ เสมือนว่า เราอยู่ในวิกฤตินั้นแล้ว” ตลอดเวลา เพราะธุรกิจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ “เผาจริง เผาหลอก” หมุนเวียนกันมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การจัดสมดุลพอร์ตโฟลิโอและความแข็งแกร่งทางการเงิน (4S) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้สิงห์ เอสเตท สามารถยืนหยัดและสร้างกำไรในฐานที่ดีได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “สิงห์ เอสเตท”มูลค่า 7หมื่นล้าน แผนสำเร็จที่ไม่มีสูตรตายตัวกับ 4ภารกิจท้าทาย“ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...