“ตลาด AI” เสี่ยงโอเวอร์ฮีต ผู้บริหารชั้นนำชี้มูลค่าเกินจริง ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์พุ่ง 4 ล้านล้านดอลลาร์
แรงเทเงินสู่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจดันภาคธุรกิจเข้าสู่ฟองสบู่ หลังซีอีโอหลายรายยอมรับว่ามูลค่าที่นักลงทุนให้กับบริษัท AI สูงเกินตัวจริง ขณะที่ความต้องการยังมีอยู่มาก
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.13 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายราย เปิดเผยว่า กำลังกังวลเกี่ยวกับการก่อตัวของฟองสบู่ในภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) สะท้อนความไม่สบายใจที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางมูลค่าประเมิน (valuation) ของบริษัทต่าง ๆ ที่พุ่งสูงเกินจริง
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าเงินลงทุนกำลังหลั่งไหลเข้าสู่กระแส AI มากเกินไปหรือไม่ จนทำให้แนวโน้มรายได้–กำไรจริงเริ่มคลุมเครือ และทำให้ระดับมูลค่าบริษัทหลายแห่งถูกตั้งข้อสงสัยมากขึ้น
ที่ผ่านมา คำเตือนเรื่องการประเมินมูลค่าที่เกินจริงมักจะมาจากภาคการเงิน เช่น David Solomon จาก Goldman Sachs และ Ted Pick จาก Morgan Stanley ซึ่งเตือนว่าอาจเกิดการปรับฐาน หลังจากราคาหุ้นเทคโนโลยีหลายรายขึ้นทำสถิติใหม่
ความกังวลชัดขึ้นหลังจาก Michael Burry นักลงทุนชื่อดังแห่ง The Big Short กล่าวหาว่า ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและคลาวด์รายใหญ่ หรือ hyperscalers แจ้งค่าเสื่อมราคาชิปต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้กำไรของบริษัทอย่าง Oracle และ Meta อาจถูกประเมินสูงเกินไป Burry เพิ่งยื่นเปิดสถานะ put options เพื่อลงเดิมพันว่าราคาหุ้น Nvidia และ Palantir จะปรับตัวลงด้วย
อย่างไรก็ตามผู้บริหารของบริษัทที่พัฒนา AI ด้วยตัวเอง ก็เริ่มออกมาแสดงความกังวลเช่นกันในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ที่งาน Web Summit ณ กรุงลิสบอน
Jarek Kutylowski ซีอีโอของ DeepL กล่าวว่า“ผมคิดว่าการประเมินมูลค่าบางแห่งสูงเกินไป และมีสัญญาณของฟองสบู่ที่เริ่มก่อตัว”
ด้านHovhannes Avoyan ซีอีโอของ Picsart ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า บริษัท AI จำนวนมากสามารถระดมทุนด้วยมูลค่ามหาศาลทั้งที่ยังไม่มีรายได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยตลาดให้มูลค่าแก่สตาร์ทอัพที่มีแค่เสียงลือและบรรยากาศหรือมีรายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แม้จะมีเสียงเตือนเรื่องฟองสบู่ AI จากผู้บริหารและนักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลก แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีก็ยังคงมองบวกต่อศักยภาพระยะยาวของปัญญาประดิษฐ์ โดยDavid Risher ซีอีโอของ Lyft ยอมรับตรงไปตรงมาว่า “เรากำลังอยู่ในฟองสบู่ทางการเงิน” แต่ก็ชี้ว่าควรแยกให้ชัดระหว่างความเสี่ยงด้านการเงินกับอนาคตของอุตสาหกรรม เพราะศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาโมเดล AI จะยังเป็นเทคโนโลยีแกนหลักที่สร้างมูลค่าระยะยาว แม้ตลาดการเงินจะผันผวนก็ตาม
ด้านผู้บริหารบริษัท AI อย่าง DeepL และ Cohere ต่างยืนยันว่าดีมานด์ของ AI ยังคงแข็งแกร่ง โดย Kutylowski ซีอีโอของ DeepL ระบุว่า ทุกอุตสาหกรรมรู้ว่า AI เปลี่ยนประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล เพียงแต่ธุรกิจจำนวนมากยัง struggle กับการประยุกต์ใช้จริง นอกจากนี้ DeepL ยังเปิดตัว AI agent เพื่อช่วยทำงานแทนพนักงาน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการขยายบทบาท AI สู่ระดับองค์กร
แม้กระแสกังวลเรื่องการประเมินมูลค่าที่เกินจริงและภาระต้นทุนจะทวีขึ้น แต่การลงทุนด้าน AI ก็ไม่ได้ชะลอตัว โดยรายงานของ Accel คาดการณ์ว่าการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลกจะเพิ่มสู่ 117 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 ต้องใช้เงินลงทุนราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และต้องการรายได้กว่า 3.1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อคุ้มทุน บริษัทอย่าง Nvidia และ OpenAI ก็ยังเดินหน้าทำดีลระดับพันล้านดอลลาร์เพื่อเร่งขยายกำลังรองรับดีมานด์ทั่วโลก
Accel ระบุว่า โมเดล AI ที่ทรงพลังขึ้น การเกิดบริการ AI รูปแบบใหม่ และ AI agents ในระดับองค์กร จะเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้สำคัญ
อย่างไรก็ตามนักลงทุนบางราย เช่น Ben Harburg จาก Novo Capital มองว่าตัวเลขที่บิ๊กเทครายงานอาจสูงเกินจริง และอุตสาหกรรมกำลังเริ่มตระหนักว่าอาจไม่ต้องใช้ชิป พลังงาน หรือเงินลงทุนมากเท่าที่เคยคาดไว้ แม้แต่ Sam Altman เองก็อาจเห็นด้วยในประเด็นนี้
อ้างอิง : www.cnbc.com