โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดปี 2569 เบี้ยทะลุ 3 แสนล้านบาทรับโจทย์ความเสี่ยงรอบด้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ธ.ค. 2568 เวลา 16.03 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2568 เวลา 09.03 น.

สมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจผันผวน และต้นทุนเพิ่ม คาดปี 2569 เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงแตะ 3 แสนล้านบาท เดินหน้าบริหารความเสี่ยงเชิงรุกทั้ง EV ไซเบอร์ ESG พร้อมย้ำเหตุอุทกภัยภาคใต้ไม่กระทบเสถียรภาพระบบ เงินกองทุนยังอยู่ในระดับสูง

22 ธ.ค. 2568 - ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึง ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัย ณ 3 ไตรมาสแรก (มกราคม–กันยายน) ของปี 2568 ว่า มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 215,103 ล้านบาท โดยประมาณการทั้งปี 2568 คาดเติบโต 2.0%–3.0% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,290-295,150 ล้านบาท และคาดการณ์แนวโน้มปี 2569 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมแตะ 301,000–303,900 ล้านบาท เติบโต 2.5%–3.5% สะท้อนถึงความสามารถของระบบประกันวินาศภัยไทยในการบริหารจัดการความเสี่ยง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่มีความไม่แน่นอนสูง

“แม้ว่าปี 2568 จะเป็นปีที่ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยต้องเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ทั้งภัยธรรมชาติ เหตุการณ์อุบัติภัย และความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงขยายตัวได้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวของอุตสาหกรรม”

ทั้งนี้ บริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ TIRD ได้ประเมินว่าธุรกิจประกันวินาศภัย ในปี 2569 ว่ายังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมอยู่ในช่วง 301,000–303,900 ล้านบาท เติบโต 2.5–3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าในปี 2569 ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเฉพาะด้านมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภัยไซเบอร์ และประเด็น ESG

โดยในปี 2569 มีปัจจัยท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้า ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อประกันอัคคีภัยและ IARs ตลอดจนต้นทุนการประกันภัยต่อที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของการค้าโลกยังส่งผลต่อประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ส่วนประกันภัยสุขภาพเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อทิศทางการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในแต่ละกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.สมพร กล่าวว่า ภายใต้ความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยได้เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้แบบจำลองภัยพิบัติและการประกันภัยต่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเสริมเสถียรภาพระบบประกันสุขภาพผ่านความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อควบคุมต้นทุนและรับมือเงินเฟ้อทางการแพทย์ พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่ส่งผลต่อโครงสร้างการรับประกันภัยอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความถี่และมูลค่าความเสียหาย

ตลอดจนต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องติดตามและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบโดยสนับสนุนการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยบนพื้นฐานข้อมูลความเสี่ยงจริง ต้นทุนอะไหล่ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ พร้อมประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนามาตรฐานประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ซึ่งสมาคมฯ เชื่อมั่นว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบประกันวินาศภัย เพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงรอบด้าน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน จากการติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบจากมหาอุทกภัยภาคใต้ จากข้อมูลของสำนักงาน คปภ. ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2568 พบว่ามีจำนวนกรมธรรม์ที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรวม 62,147 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 16,029 ล้านบาท และเมื่อรวมการประเมินความเสียหายเพิ่มเติม คาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้จะอยู่ในช่วงประมาณ 23,000–27,000 ล้านบาท

โดยแบ่งเป็น รถยนต์ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 25,000 ถึง 30,000 คัน (เฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ประมาณ 9,000 ถึง 12,000 คัน) มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 11,000–13,000 ล้านบาท และประกันภัยทรัพย์สินรวมประมาณ 12,000–14,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงสัดส่วนกรมธรรม์ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด โดยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจในพื้นที่น้ำท่วมมีสัดส่วนเพียง 6.4% และประกันภัยทรัพย์สิน 11.7% ของกรมธรรม์ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบประกันวินาศภัยไทย โดยอุตสาหกรรมยังมีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่า 200% และภาระสินไหมทดแทนหลังการประกันภัยต่ออยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ใหญ่ในอดีต

ทั้งนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทยขอยืนยันว่า ระบบประกันวินาศภัยของประเทศยังมีความมั่นคงและแข็งแกร่ง เงินกองทุนและการบริหารการประกันภัยต่ออยู่ในระดับที่สามารถรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงได้อย่างเพียงพอ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของระบบประกันวินาศภัยไทยในการรับมือกับภัยพิบัติ แต่ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นของการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและการสร้างความตระหนักด้านการประกันภัยธรรมชาติในวงกว้าง

“โดยสมาคมฯ จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ในการดูแลผู้เอาประกันภัย เสริมความพร้อมของระบบ และยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อให้ระบบประกันวินาศภัยเป็นกลไกหลักในการคุ้มครองเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงประกันภัย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...