โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรงกรรม “นโยบายซอฟต์พาวเวอร์”กับ “THACCA จำแลง” มรดกบาปจาก “รัฐบางแพทองธาร” สู่ “รัฐบาลอนุทิน”

77kaoded

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 12.39 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2568 เวลา 05.39 น. • 77Kaoded

กรงกรรม “นโยบายซอฟต์พาวเวอร์” กับ “THACCA จำแลง” มรดกบาปจาก “รัฐบาลแพทองธาร” สู่ “รัฐบาลอนุทิน”

ด้วย นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เป็นที่จับตามองของสังคมและประชาชนคนไทยตลอดมา นับจากวันแรกที่ประกาศนโยบายนี้เป็นเรือธงของรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางเสียงอื้ออึงถึงรูปแบบการดำเนินงาน และการตั้งสำนักงาน THACCA แต่เนื่องจากมีอดีตนายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ถือธงนำ ทำให้หลายหน่วยงานจำเป็นต้องสงวนท่าทีและสงบเงียบต่อนโยบายนี้ แม้ในใจจะตระหนักรู้ว่ามีความผิดปกติ แต่ทว่าก็ไม่อาจขัดขวาง และทำตามหน้าที่ให้มันจบๆ ไป

หลากหลายปมทับถมอถูกซุกซ่อนไว้ การเปลี่ยนคณะทำงาน เปลี่ยนตัวผู้ดำเนินงานเป็นศึกภายในก็มิใช่น้อย กิจกรรมหลากหลายถูกผลักดันออกมามากมายในแต่ละวัน ซ้ำซ้อน และรวบรัดมัดรวมจนมีให้เห็น ผ่าน THACCA รวม 7,447 ล้านบาท กว่า 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีผลงานโครงใดให้ประจักษ์ชัด นอกจากจัด Event งบปี 2567 โดยใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท งบปี 2568 ใช้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท และงบกลาง 566.18 ล้านบาท รวม 2,884.60 ล้านบาท และงบล่าสุด ปี 2569 ที่ผ่านสภาฯ ได้เงินงบประมาณมาอีก 3,927.40 ล้านบาท

มีการร้องเรียนจนทำให้ นายอลงกต วรกี สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา บอกว่า ในการประชุม กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วันที่ 15 ก.ย. 68 เวลา 14.00 น. ที่ประชุมจะหารือถึงการตรวจสอบการใช้งบประมาณโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ 5 พันล้านบาท ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการตั้งข้อสงสัยถึงการใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด หรือมีการรั่วไหลหรือไม่

เช่นการจัดซื้อจัดจ้างโครงการอีเวนต์ต่างๆ ถูกตั้งข้อสังเกตมีการล็อกสเปกให้บุคคลใกล้ชิดได้งาน จะพิจารณาความคุ้มค่าแต่ละโครงการ มีการใช้งบประมาณเกิดประโยชน์เพียงใด ดำเนินการแล้วสามารถนำไปต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์สร้างรายได้เข้าประเทศจริงหรือไม่ โดยพิจารณาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มาให้ข้อมูลกับ กมธ.

นับจากความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบแต่งตั้ง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (ประกาศตั้งนายรัฐมนตรี, 2567) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2567 จะใช้การบริหาราชการแผ่นดินด้วยนโยบายเร่งด่วน นโยบายระยะกลางและระยะยาว นโยบายรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่แตกต่างจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ยังคงให้ความสำคัญกับ “นโยบายการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์” ของประเทศไทย

เมื่อสถานการณ์พลิกผัน อำนาจหลุดมือจากพรรคเพื่อไทย ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย และไม่มีในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ทำให้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก “ลูกผีลูกคน” ดังที่ นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงนโยบายซอฟพาวเวอร์ ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ มีมูลค่าเงินภาษีของประชาชนเกือบ 4,000 ล้านบาท (จำนวน 3,927.40 ล้านบาท) ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ผ่านสภาฯ ไปแล้ว สามารถเบิกใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 หากตนไม่นำมาพูดในวันนี้ เกรงว่างบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาทนี้ อาจหายไปอย่างสูญเปล่า

ปัญหาของ นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีปมสะสมมานานกว่า 2 ปี จากการทำไม่ได้ นับจากการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2566 พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยซอฟต์พาวเวอร์ โดยจะตั้งหน่วยงานแบบเกาหลีใต้ในประเทศไทยชื่อ THACCA แต่ผ่านไป 2 ปี พ.ร.บ.จัดตั้ง THACCA ก็ไม่เคยปรากฏเข้ามาในสภาฯ แม้แต่ครั้งเดียว แต่ทว่า งบซอฟต์พาวเวอร์ 4,000 ล้านบาทยังมีอยู่ หากไม่สั่งตั้งคณะกรรมการ THACCA ไม่มี พ.ร.บ.จัดตั้ง THACCA ขึ้นมา THACCA ก็จะไม่มีตัวตนจริงมาดำเนินการ

ที่ผ่านมา THACCA (จำแลง) ใช้เงินงบประมาณไปราว 7 พันล้าน โดยที่การจัดตั้งหน่วยงานก็ไม่เกิดขึ้น แต่คณะกรรมการ THACCA ใช้เงินภาษีประชาชนไปจำนวนมาก โดยอ้างอิงข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้ X ที่ชื่อว่า THACCA ระบุว่า ปี 2567 ใช้งบกลางไป 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้รับงบปกติไป 2,318.42 ล้านบาท และได้งบกลางอีกราว ๆ 566.18 ล้านบาท รวมเป็น 2,884.60 ล้านบาท และ ปี 2569 ที่จะถึงนี้ ได้เงินอีก 3,927.40 ล้าน ดังนั้นอาจสรุปว่า ซอฟต์พาวเวอร์โดยคณะกรรมการ THACCA จำแลง ได้งบรวมกัน 3 ปี เป็นเงิน 7,447 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้มีการตั้งข้อสังเกตถึง วิธีการดำเนินงานของคณะกรรมการ THACCA จำแลง ที่ผ่านมา ส่อถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายได้งานได้เงินไป ตนเคยถามถึงเกณฑ์ในการเลือกเอกชนให้เข้ามาร่วม ปรากฏว่าหน่วยงานฯ ตอบไม่ได้ เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ใด รวมถึงการทำงานที่เป็นระบบด้วย นอกจากนี้ยังมีข่าวลือการล๊อคการเข้าประมูลงานและได้รับงานการจัดอีเว้นท์ใหญ่ๆ เคาะงาน เคาะงบฯ กล่าวหาเปิดโปงกันถึงขั้นว่ามีการทำเป็นขบวนการ และอาจเป็นคนใกล้ตัวของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือแถลงการณ์ชี้แจงถึงกรณีที่ถูกพาดพิงในครั้งนั้น

ทางด้านกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ตอบกระทู้ถามทั่วไปของ นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนพยายามทบทวนและชะลอหลายโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยจะดูจากผลสัมฤทธิ์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับนโยบายปัจจุบัน โดย นโยบาย 3 ประการ คือ 1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 2. คืนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการภาพยนตร์ชาวไทย 3. พัฒนาสินค้าทางด้านวัฒนธรรม ในส่วนของ งาน อีเวนต์ จะดูว่า ตัวไหนจัดแล้วจม ไม่เกิดประโยชน์ จะต้องพับไปก่อน และนำเงินงบประมาณไปใช้ในการส่งเสริมลานวัฒนธรรมหมู่บ้าน หมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและชุมชนได้รับประโยชน์มากขึ้น

สำหรับ “หอศิลป์แห่งชาติ” ถนนรัชดา ยังไม่เปิดใช้แต่เกิดปัญหาอาคารทรุดโทรมทั้งภายนอกและภายใน ตนมองออกจากห้องทำงานทุกวัน เป็นหมือนหนามแทงใจ ตั้งใจจะเร่งพัฒนา โดยคาดว่าจะสามารถใช้ฟื้นที่ได้ในเดือน ก.ค. 2569 ส่วนของหอสมุดแห่งชาติ จะพัฒนาให้เป็นห้องสมุดดิจิทัลแห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ทันสมัย สะดวกและเข้าถึงง่าย โดยมีเป้าหมายคือ เปลี่ยนมรดกทางภูมิปัญญาของชาติให้เป็นทรัพยากรสารสนเทศที่เข้าถึงง่าย และลดการเหลื่อมล้ำการเข้าถึงข้อมูล โดยจัดสรรงบประมาณในการเปลี่ยนแปลงสิ่งพิมพ์หายาก เช่น หนังสือหายากไมโครฟิล์มแผ่นเสียง ให้เป็นดิจิทัลใช้มาตรฐานข้อมูลระดับสากล เพื่อสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานในและต่างประเทศได้ พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อการบริการให้สอดคล้องกับยุคนี้

และเมื่อทบทวนเอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ในวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ พบว่า งบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ทั้ง 11 สาขา 54 โครงการ รวม 5,201,295,179 บาท

นอกจากนี้ยังมีงบฯ การจัดงาน Soft Power Forum อีก 90 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเช่าสถานที่ 15 ล้านบาท ประชาสัมพันธ์ 25 ล้านบาท และออกาไนซ์เซอร์ 50 ล้านบาท เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติให้เกิดกลไกลสร้างความร่วมมืออระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์สู่ระดับสากล และ World Water Festival ยังไม่ได้ตั้งงบประมาณการจัดงาน

หลังจากที่มีการเผยแพร่กรอบวงเงินงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ดังกล่าว ก่อเกิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นงบฯ ที่สูงเกินไป จนนายกรัฐมนตรีขณะนั้น (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ต้องออกมายืนยันว่า คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ฯ ขับเคลื่อนงานผ่านกระทรวงและคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนที่ถูกต้อง และตรงไปตรงมา พร้อมชี้แจงว่าเป็นงบที่อยู่ในแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นตัวเลขที่รัฐบาลคิดขึ้นมา แต่เป็นงบประมาณที่มาจากผู้รู้จริงในแต่ละสาขานั่นคือ “ภาคเอกชน” รัฐบาลเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก อีกทั้งเอกชนก็มีความตั้งใจทำ และระมัดระวังเรื่องการใช้งบประมาณ ส่วนการพิจารณาปรับลดวงเงินงบประมาณลงหรือไม่ ก็ต้องรอดูคณะกรรมการชุดใหญ่จะเห็นควรอย่างไร

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลัก ประกอบด้วย กระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สำนักงานปลัดฯ , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การกีฬาแห่งประเทศไทย) กระทรวงอุตสาหกรรม (สำนักงานปลัดฯ, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, สถาบันอาหาร, สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ) กระทรวงมหาดไทย (กรมการพัฒนาชุดชน) , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) , กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงการต่างประเทศ , และ สำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างาความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ช.) , สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ) โดยมี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการแบบบูรณาการ ทำหน้าที่ตรวจและติดตาม

โครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุด จากทั้งหมด 54 โครงการคือ โครงการเงินอุดหนุนการสนับสนุนภาพยนตร์ ละครและซีรีส์ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ จำนวน 545.2 ล้านบาท

งบประมาณถูกนำไปใช้กับการประชาสัมพันธ์มากถึง 1.67 พันล้านบาท ประกอบด้วยการผลิตสื่อรูปแบบต่างๆ การสื่อสารการตลาด การจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ การจัดทำแอปพริเคชั่น รวมจำนวน 1,676,133.06 คิดเป็น 32.23% จาก 29 โครงการ แบ่งเป็น อันดับ 1 สาขาอาหาร 540,000,000 บาท อันดับ / สาขาท่องเที่ยว 516,000,000 บาท อันดับ 3 สาขาเฟสติวัล 353,000,000 บาท อันดับ 4 สาขาแฟชั่น อันดับ 5 สาขาออกแบบ อันดับ 6 สาขาศิลปะ อันดับ 7 สาขาดนตรี อันดับ 8 สาขาเกม 3,200,000 บาท

งบประมาณถูกใช้ในการจัดอีเว้นท์มากถึง 1.24 พันล้านบาท ได้แก่ การจัดงานแถลงข่าว การจัดงานเทศกาล การจัดการแข่งขัน งานแสดงสินค้า งานประกาศรางวัล โชว์กีฬา รวมประมาณ 1,244,192, 116 บาท คิดเป็น 23.92% ของงบประมาณทั้งหมด สาขาเฟสติวัล 459,370,000 บาท คิดแป็น 36.92% ของอีเว้นท์ทั้งหมด , สาขากีฬา 389,500,000 คิดเป็น 31.13% , สาขาภาพยนตร์ละครและซีรีส์ 148,200,000 บาท คิดเป็น 11.91% สาขาออกแบบ 90,003,916 บาท คิดเป็น 7.23% , สาขาดนตรี 1,000,000 บาท คิดเป็น 4.21%, ส่วนอีก 6 สาขาใช้งบด้านอีเว้นท์น้อยวกว่า 4% ของงบอีเว้นท์ทั้งหมด เมื่อแยกรายโครงการพบว่ากิจกรรมจัดอีเว้นท์ปรากฎใน 21 โครงการ

11 สาขาที่ใช้งบประมาณมากที่สุด อันดับ 1 สาขาเฟสติวัล ยื่นขอใช้งบ 1,009, 840,000 บาท ถัดมาเป็นอันดับ 2 สาขาอาหาร 1,000,000,000 บาท อันดับ – สาขาท่องเที่ยว เป็นเงิน 749,000,000 บาท สามสาขานี้ใช้งบรวม 53% (มากกว่าครึ่งของงบซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมด) อันดับ 4 สาขาภาพยนตร์ ละครและซีรีส์ 545,200,000 บาท อันดับ 5 กีฬา 500,000,000 บาท อันดับ 6 สาขาศิลปะ 375,000,000 บาท อันดับ 7 สาขาเกม 374,000,000 บาท อันดับ 8 สาขาแฟชั่น 268,900,000 บาท อันดับ 9 สาขาออกแบบ 165,936,979 บาท อันดับ 10 สาขาดนตรี 144,000,000 บาท และอันดับ 11 สาขาหนังสือ 69,418,200 บาท

“ซอฟต์พาวเวอร์” เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่แรกเริ่มหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อได้เป็นผู้นำรัฐบาล ก็ได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้และเป็นคำแถลงนโยบายฯ ด้วย โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มรายได้ให้ประเทศ 4 ล้านล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 4 ปี เพื่อเพิ่มรายได้ให้คนไทย 20 ล้านครัวเรือน ประมาณสองแสนบาทต่อปี หรือประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ 29 คน เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 โดยมีตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย และจากนั้นก็ได้มีการแต่งตั้ง คระกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มีอดีตนายกฯ (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เป็นประธานกรรมการ ต่อมาได้มีการประชุมครั้งแรก พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 11 สาขา (12 คณะ) ได้แก่ แฟชั่น, หนังสือ, ภาพยนตร์ละครและซีรีส์ , เฟสติวัล, อาหาร, ออกแบบ, ท่องเที่ยว, เกม, ดนตรี , ศิลปะ และกีฬา

ในเบื้องต้นสรุปได้ว่า นโยบายการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เกิดความยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องดำเนินการผ่านกลไกการสนับสนุนโดยภาครัฐ ซึ่งพบปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อน เช่นยังขาดการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในภาพรวม และการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินงานใน 11 สาขาที่เน้นการสร้างซอฟต์พาวเวอร์เชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังพบว่าการสร้างการรับรู้และความเข้าใจในกลุ่มประชาชนในประเด็นซอฟต์พาวเวอร์ยังไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นโยบายอำนาจละมุนหรือซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ผ่านรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไล่เรียงมาถึง “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล” ได้ให้ความสำคัญกับอำนาจด้านวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นการใช้วัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และได้ให้ความสำคัญเพิ่มเติมด้านนโยบายต่างประเทศ ควบคู่กับเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ทั้งดานวัฒนธรรมและด้านนโยบายต่างประเทศ แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับสะท้อนว่า รัฐบาลยังไม่ได้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะส่งเสริมไปสู่การส่งออกวัฒนธรรมและสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรม รวมถึงสามารถความสัมพันธ์ในบริบทระหว่างประเทศ ต่างประเทศ หรือโลกได้อย่างไร

#OPENDATA #TIJ #HANDSE #SOFTPOWER

อ้างอิง

  • เอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ
  • คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภาฯ วันพฤหัสฯ ที่ 12 กันยายน 2567
  • ข้อมูลและแนวทางประกอบการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปี 2568 การติดตามนโยบายเร่งด่วน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ โดยส่วนแผนและข้อมูลการตรวจราชการ สำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  • บทความวิชาการนโยบายวัฒนธรรมของรัฐบาลแพทองธาร
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...