โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขึ้น ภาษี VAT ทางรอดการคลังไทย ถอดบทเรียนในต่างประเทศปรับขึ้นอย่างไร?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 13.49 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 06.49 น.

ประเทศไทยกำลังเผชิญหนี้สาธารณะที่จ่อเพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ ภาษี VAT 7% ของไทยต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน สศช.ถอดบทเรียนจากการขึ้น VAT ใน สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น เผยให้เห็นว่า การปรับขึ้นภาษีเป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ เพื่อนำไปสู่สวัสดิการสังคมที่ยั่งยืน

24 พ.ย.2568 นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ระบุถึงการเพิ่มอัตรา ภาษี VAT ว่า ประเทศไทยดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง และมีหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงจากแนวโน้มการจัดสวัสดิการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากขึ้น ขณะที่การจัดเก็บรายได้ยังมีข้อจำกัดทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นแหล่งรายได้หลักที่สำคัญของภาครัฐโดยคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของรายได้ที่ภาครัฐจัดเก็บทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บ VAT ในอัตราร้อยละ 7 ของไทยยังถือเป็นอัตราที่ต่ำเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่บทบาทของ VAT มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบรายได้จากภาษีประเภทอื่น ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นไปในรูปแบบเดียวกับหลายประเทศที่มีการเพิ่มอัตรา VAT นอกจากนี้การปรับเพิ่มอัตรา VAT ยังเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐ

บทเรียนการเพิ่ม VAT ในต่างประเทศ

การเพิ่มอัตรา VAT ในหลายประเทศ เป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ ซึ่งต้องมีการประเมินสถานการณ์ ความจำเป็น และการสร้างความรู้ความเข้าใจ การสื่อสารกับประชาชน รวมทั้งการออกแบบนโยบาย/มาตรการรองรับผลกระทบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากสังคม

ประเทศไทยดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากรายได้ของรัฐที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จึงจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ สะท้อนจากข้อมูล ณ เดือนกันยายน งบประมาณ พ.ศ. 2568 ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่ระบุว่าหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 12.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64.8 ของ GDP ข้อมูลจากแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2573) โดยกระทรวงการคลัง ยังชี้ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2573 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.3 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 68.2 ต่อ GDP ซึ่งใกล้แตะเพดานที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70

แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะมีสาเหตุหลักจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อสวัสดิการและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่การจัดเก็บรายได้ยังเผชิญข้อจำกัด ทั้งในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีการให้สิทธิพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีผู้เสียภาษีในระบบไม่มาก ตลอดจนการยกเว้นและลดหย่อนภาษีในหลายกรณี ส่งผลให้รายได้หลักของรัฐปัจจุบันมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) โดย VAT เป็นภาษีที่มีฐานกว้าง และจัดเก็บจากมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย ไปจนถึงการบริโภคและการนำเข้า

สถานการณ์การจัดเก็บ VAT ของไทย

ปัจจุบันไทยจัดเก็บ VAT ในอัตราร้อยละ 7 ซึ่งเป็นอัตราที่รัฐบาลขยายระยะเวลาการปรับลดจากร้อยละ 10 มาตั้งแต่ช่วงที่ประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่ม VAT ให้กลับไปอยู่ในระดับเดิม ซึ่งธนาคารโลกได้มีข้อเสนอแนะว่าไทยควรปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวกลับไปเป็นร้อยละ 10 เพื่อให้ประเทศขยับเข้าสู่เป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูง

ขณะเดียวกัน อัตราร้อยละ 7 ยังเป็นอัตราที่ต่ำเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม ASEAN อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่มีอัตราอยู่ที่ร้อยละ 9, 10 และ 12 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 19

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์การจัดเก็บ VAT ในปัจจุบันจากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า VAT เป็นแหล่งรายได้ที่รัฐสามารถจัดเก็บได้มากที่สุด โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีมูลค่าจัดเก็บได้รวมทั้งสิ้น 992,829 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 29.3 ของรายได้ที่ภาครัฐจัดเก็บได้ทั้งหมด (ประกอบด้วยรายได้ที่มาจากภาษีอากร และการนำส่งรายได้จากหน่วยงานภาครัฐ)

อีกทั้งบทบาทของ VAT ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากภาษีประเภทอื่น สะท้อนจากในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่รายได้จาก VAT มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 33.2 ต่อรายได้ทั้งหมดที่มาจากภาษีอากร โดยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 24.4 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2540 ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นไปในรูปแบบเดียวกับหลายประเทศที่มีสัดส่วนรายได้จาก VAT ในระดับสูง

นอกจากนี้ การปรับเพิ่มอัตรา VAT ยังเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐ อาทิ ประเทศสิงคโปร์มีการเพิ่ม GST (Goods & Service Tax เทียบเท่า VAT) จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 8 ในปี 2566 ก่อนที่จะทยอยปรับเป็นร้อยละ 9 ในปี 2567 เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่เริ่มปรับอัตรา JCT (Japanese Consumption Tax เทียบเท่า VAT) จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ในปี 2557 และปรับเพิ่มอีกครั้งในปี 2562 เป็นร้อยละ 10 ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้ในปัจจุบัน

6 แนวทางการขึ้น VAT ในต่างประเทศ

ประเทศต่าง ๆ ที่จัดเก็บ VAT ในอัตราที่สูงกว่าไทย ในอดีตเคยจัดเก็บในอัตราที่ต่ำกว่าในปัจจุบัน รวมถึงต่ำกว่าไทยมาก่อน แต่ประเทศเหล่านั้นมีการปรับอัตราภาษีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับขึ้น VAT ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบ ทำให้การตัดสินใจขึ้น VAT ของหลายประเทศต้องมีการดำเนินการตั้งแต่การศึกษากลไกในการปรับให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพปัญหา การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมเพื่อลดแรงต้าน ควบคู่กับการมีมาตรการบรรเทาและช่วยเหลือกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบ

โดยบทเรียนของการปรับขึ้น VAT ในต่างประเทศ สรุปได้ดังนี้

1.การกำหนดวัตถุประสงค์ของการปรับขึ้นอัตรา VAT อาทิ ประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลกำหนดวัตถุประสงค์ของการขึ้นอัตรา VAT อย่างชัดเจนว่าจะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการทางสังคม ทั้งด้านสาธารณสุขในการดูแลผู้สูงอายุ ด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัย ด้านโครงสร้างพื้นฐานในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมถึงเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่นำไปใช้ในการดำเนินนโยบายสวัสดิการสังคม อาทิ การเพิ่มเงินช่วยเหลือสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในระบบบำนาญ การสนับสนุนการศึกษาในระดับเด็กปฐมวัย/เด็กเล็กและระดับอุดมศึกษาของครัวเรือนรายได้น้อย การเพิ่มค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุและครูโรงเรียนอนุบาล การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนการชดเชยผลกระทบจากภาษีการบริโภคที่สูงขึ้นให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ในระบบสาธารณสุข

2. การปรับอัตรา VAT สามารถดำเนินการได้หลายวิธี โดยประเทศญี่ปุ่นในปี 2562 มีการนำระบบอัตราภาษีสองระดับ (Dual Tax Rate) มาใช้ควบคู่กับการปรับอัตรา VAT เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระบบภาษีและลดผลกระทบต่อการบริโภค โดยระบบภาษีดังกล่าวมีการจัดเก็บ VAT แบ่งเป็น 2 อัตรา คืออัตราทั่วไปหรืออัตรามาตรฐาน (Standard Tax Rate) อยู่ที่ร้อยละ 10 สำหรับสินค้าบริการทั่วไป และอัตราภาษีลดหย่อนร้อยละ 8 สำหรับสินค้าบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน อย่างเช่น ข้าว ผัก เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม อาหารที่ซื้อกลับบ้าน (Takeaway)

เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร ที่มีการปรับอัตราภาษีมาตรฐานจากร้อยละ 17.5 เป็นร้อยละ 20 ในปี 2554 โดยยังคงอัตราภาษีลดหย่อนอยู่ที่ร้อยละ 5 สำหรับสินค้าและบริการจำเป็น อาทิ ค่าก๊าซ ค่าไฟฟ้า

ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีการปรับเพิ่ม VAT เป็นร้อยละ 9 ในปี 2567 ใช้ระบบปรับขึ้นแบบอัตราเดียวในทุกสินค้าและบริการเกือบทั้งหมด และไม่มีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีในสินค้าจำเป็นพื้นฐาน เนื่องจากมองว่าการยกเว้นไม่ใช่มาตรการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพต่อผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เพราะผู้มีรายได้สูงก็ซื้อสินค้าจำเป็นเช่นเดียวกันและในปริมาณที่มากกว่า จึงได้รับประโยชน์จากการยกเว้นมากกว่า

3.การปรับขึ้นอัตรา VAT อย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Implementation) โดยประเทศสิงคโปร์นำ GST (Goods and Services Tax) มาใช้ครั้งแรกในปี 2537 โดยกำหนดอัตรา VAT ไว้ที่ร้อยละ 3 ซึ่งต่อมารัฐบาลได้มีการประกาศปรับ VAT อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศจะขึ้นอัตรา VAT ล่วงหน้าจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 9 โดยในปี 2566 มีการปรับขึ้นอัตรา VAT เป็นร้อยละ 8 และปรับอีกครั้งเป็นร้อยละ 9 ในปี 2567

ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2557 รัฐบาลได้ประกาศขึ้นอัตรา VAT แบบขั้นบันได จากเดิมที่อยู่ที่อัตราร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 10 โดยดำเนินการปรับขึ้น 2 ครั้ง คือ เพิ่มเป็นร้อยละ 8 ในปี 2557 และเป็นร้อยละ 10 ในปี 2558 แต่ภายหลังมีการเลื่อนออกไปเป็นปี 2562 เนื่องจากรัฐบาลมีการประเมินภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นที่ยังน่ากังวล ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการดำเนินการที่เป็นลำดับขั้นและไม่เร่งรัดมากเกินไป

4.การมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ในการปรับตัว ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร ในการบังคับใช้อัตรา VAT ร้อยละ 20 ในเดือนมกราคม ปี 2554 ได้มีการประกาศแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2553 หรือให้ระยะเวลาประมาณครึ่งปีในการปรับตัว

ส่วนประเทศญี่ปุ่น ภาครัฐได้ออกประกาศปรับขึ้นอัตรา VAT เป็นร้อยละ 10 อย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลบังคับใช้หลังจากประกาศประมาณ 1 ปี อีกทั้งยังมีมาตรการเปลี่ยนผ่านในบางสินค้าหรือบริการ เช่น ค่าบริการงานรับเหมา (Contracted work) สามารถจัดเก็บภาษีในอัตราเดิมหรือร้อยละ 8 กรณีที่มีการส่งมอบงานในระยะเวลาตามเงื่อนไข รวมถึงค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟ ค่าก๊าซ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์) ที่อยู่ภายใต้สัญญาที่ยังมีผลต่อเนื่อง โดยสามารถจัดเก็บในอัตราเดิม หากเป็นสิทธิในการเรียกเก็บค่าบริการอยู่ในช่วงก่อนการบังคับใช้อัตราใหม่

5.การออกมาตรการรองรับหลังการปรับอัตรา VAT โดยประเทศสิงคโปร์ มีการออกมาตรการรองรับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการขึ้น VAT ในรูปแบบของเงินช่วยเหลือ ที่จ่ายอัตโนมัติและไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ทุกครั้ง ทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทันที อาทิ โครงการบัตรกำนัล GST เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่ออกมาตรการช่วยเหลือทั้งชั่วคราวและถาวร เพื่อกระตุ้นการบริโภคหลังปรับขึ้น VAT เช่น เพิ่มเงินอุดหนุนในการซื้อบ้าน ลดภาษีรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ โครงการสะสมแต้มหรือแลกสิทธิประโยชน์เมื่อซื้อบ้านประหยัดพลังงานหรือออกแบบเพื่อผู้สูงอายุ และการให้เงินคืนร้อยละ 2 – 5 สำหรับการชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ไม่เกิน 10 ล้านเยนต่อปี) โดยให้ยกเว้นการเสีย VAT แต่เมื่อใช้ระบบใบกำกับภาษีแบบใหม่ ธุรกิจเหล่านี้ต้องสมัครเป็นผู้เสียภาษีจึงจะออกใบกำกับได้ รัฐบาลจึงผ่อนปรนให้ชำระเพียงร้อยละ 20 ของ VAT เป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมพัฒนาระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ภาคบังคับ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจคำนวณและขอคืนภาษีได้อย่างถูกต้อง

ส่วนประเทศโคลัมเบียมีนโยบายวันปลอดภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าหรือบริการที่สำคัญต่อครัวเรือนรายได้น้อย ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสีย VAT เป็นการชั่วคราว อาทิ อุปกรณ์การเรียน อีกทั้งยังมีโครงการ VAT Refund โอนเงินโดยไม่มีเงื่อนไขให้ครัวเรือนยากจน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นภาษี ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ VAT

โดยออกมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี ผ่านการบังคับใช้ใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (E-invoicing) เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษี เนื่องจากมีธุรกิจนอกระบบจำนวนมาก อีกทั้งยังจูงใจผู้ประกอบการด้วยการอนุญาตให้นำ VAT จากการซื้อหรือนำเข้าสินค้าทุน (capital goods) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

6.การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารข้อมูลให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ กรณีประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและมาตรการรองรับการปรับภาษีต่อประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลแผนการใช้จ่ายงบประมาณจาก VAT ที่ปรับขึ้นเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของภาครัฐ อาทิ การนำไปพัฒนาสวัสดิการทางสังคมให้มีความยั่งยืน มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลมีการสื่อสารข้อมูลและเหตุผลที่ถูกต้องชัดเจนอย่างต่อเนื่อง

โดยออกประกาศและเผยแพร่ข้อมูลการปรับขึ้น VAT ผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ เว็บไซต์ของกรมสรรพากร การส่ง SMS หรือจดหมาย ซึ่งในส่วนของภาคประชาชน มีการชี้แจงถึงแนวทางการใช้รายได้จากการปรับขึ้นVAT สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุรวมถึงใช้ในการออกมาตรการสนับสนุน (Assurance Package)เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับภาษีโดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและปานกลาง

ขณะที่ภาคธุรกิจมีการออกคู่มือ (E-Tax Guide) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และวิธีการปรับระบบต่าง ๆ อาทิ ระบบการออกใบกำกับภาษี การออกใบแจ้งหนี้ และระบบบัญชี ให้สอดคล้องกับอัตราภาษีใหม่

ประโยชน์จากการปรับขึ้น VAT

1.ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณะหรือใช้แก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งประสบการณ์ในหลายประเทศพบว่า ภายหลังการขึ้นอัตรา VAT รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นในทันที อาทิ ประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นอัตรา VAT จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ในปี 2557 ทำให้รายได้จาก VAT เพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านล้านเยนเป็น 16 ล้านล้านเยน

ขณะที่สหราชอาณาจักรที่เพิ่มอัตรา VAT ในปี 2554 จะเพิ่มรายได้ได้ 12.1 พันล้านปอนด์ ซึ่งการที่รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจะช่วยฟื้นฟูฐานะทางการคลังและปรับสมดุลทางการคลังของรัฐบาลให้ดีขึ้น โดยกรณีของสหราชอาณาจักร การปรับขึ้นอัตรา VAT ช่วยให้รัฐลดการกู้ยืมลง ทำให้หนี้สาธารณะไม่ปรับเพิ่มขึ้น

2.ประชาชนจะได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นอัตรา VAT ที่ระบุวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อการจัดสวัสดิการ อาทิ กรณีของประเทศญี่ปุ่น มีมาตรการสนับสนุนการศึกษาฟรีสำหรับเด็กปฐมวัยและกลุ่มเด็กเล็กอายุ 3 - 5 ปี ซึ่งจะทำให้เด็ก 2 ล้านคนสามารถเข้าเรียนอนุบาลได้ฟรี รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 2 ปี สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย โดยมาตรการข้างต้นเน้นส่งเสริมความสำคัญของการศึกษาก่อนวัยเรียน

รวมถึงต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็ก เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ต่ำของประเทศ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ได้นำงบประมาณส่วนหนึ่งไปใช้ในการดูแลผู้สูงอายุผ่านโครงการ Silver Support ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้น้อย

โดยปี 2566 งบประมาณสนับสนุนโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 595 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จาก 581 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2564 เช่นเดียวกับจำนวนผู้รับความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นเป็น 260,000 คนในปี 2566 จาก 249,000 คนในปี 2564 นอกจากนี้ ในปี 2568 เงินสนับสนุนโครงการ Silver Support จะถูกปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 และเกณฑ์รายได้ครัวเรือนต่อเดือนจะขยายจาก 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์เป็น 2,300 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคนอีกด้วย

3.การขยายฐานภาษีและลดการหลบเลี่ยงภาษีในระบบได้มากขึ้น เนื่องจาก VAT จัดเก็บในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต/จำหน่าย ทำให้ระบบการออกใบกำกับภาษีมักได้รับการพัฒนาควบคู่กับการดำเนินการเพิ่มอัตรา VAT ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบเส้นทางการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ประเทศโคลัมเบียและญี่ปุ่นมีการดำเนินการ

นอกจากนี้ บางประเทศยังมีการใช้อัตรา VAT เพื่อสร้างความเท่าเทียม อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย มีการปรับเพิ่มอัตรา VAT สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการฟุ่มเฟือย อาทิ เครื่องบินส่วนตัว เรือยอชต์ และบ้านหรู จากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 12 ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากสินค้าและบริการดังกล่าวยังคงเก็บในอัตราที่ร้อยละ 11 ซึ่งช่วยในการจัดสรรทรัพยากรจากคนที่ร่ำรวยมาก กระจายไปยังคนกลุ่มอื่น

ทั้งนี้ สำหรับกรณีของประเทศไทย จากงานศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เรื่อง ความเสี่ยงทางการคลังไทย ทางรอดและบทเรียนจากต่างประเทศ พบว่า หากประเทศไทยปรับขึ้นอัตรา VAT ร้อยละ 1 จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐถึงร้อยละ 0.5 ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 93,000 ล้านบาท (เมื่อใช้มูลค่า GDP ของปี 2567) โดยเมื่อนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับโครงการที่สำคัญในปีเดียวกัน

อาทิ

1) โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ใช้งบประมาณ 91,000 ล้านบาท และมีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพจำนวน 11.5 ล้านคน

2) โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีการใช้งบประมาณ 55,800 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน ได้เกือบ 2 ปีงบประมาณ

และ 3) โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ที่ใช้งบประมาณ 17,600 ล้านบาท และช่วยเหลือเด็ก 2.3 ล้านคน ได้ถึง 5 ปีงบประมาณ

จากประสบการณ์การขึ้น VAT ของต่างประเทศที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบนโยบายและมาตรการรองรับที่เหมาะสมและรอบด้าน จะสามารถช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมได้ โดยต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายในการปรับ VAT การศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนและภาคธุรกิจ การออกมาตรการบรรเทาผลกระทบเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และการกำหนดทิศทางการใช้รายได้ที่โปร่งใส

โดยการปรับขึ้นอัตรา VAT ต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความจำเป็นทางการคลัง ความพร้อมของระบบจัดเก็บภาษี และภาวะเศรษฐกิจที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ยังต้องพิจารณาปรับปรุงการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดช่องว่างของการเลี่ยงภาษี เพื่อทำให้การปรับขึ้นอัตรา VAT เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...