โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Taidana. Pan ขนมปังลอยฟ้า เปลี่ยนห้องนอนชั้น 3 ให้เป็นร้านขนมปังสุดไวรัล เปิดไม่ถึงเดือน ขายได้วันละ 200 กว่าแผ่น

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 17.00 น. • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Taidana.pan ร้านขนมปังสุดไวรัลที่เกิดจากการที่เจ้าของเปลี่ยนพื้นที่ริมระเบียงห้องพักชั้น 3 ให้กลายเป็นหน้าร้านขึ้นมา พร้อมชุดมาร์คคอตยืนอบขนมขายให้ผู้คนที่ผ่านไปมา ด้วยเชือกรอก กลายเป็นภาพจำที่ใครได้ผ่านไป ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

Text : Nitta Su.

Photo : Sunun Lorsomsab

บนถนนเส้นหนึ่งย่านกรุงธนบุรี แถวปากซอยเจริญนคร 29 ทุกเย็นหลังเลิกงาน หากคุณเงยหน้าขึ้นไปมองที่อาคารพาณิชย์หลังหนึ่ง จะเห็นภาพแสงไฟอุ่นๆ ส่องออกมาจากกระจกบานใหญ่บนชั้น 3 พร้อมคนใส่ชุดมาร์คคอตขนมปังยืนอยู่ตรงหน้าต่าง กำลังอบขนมปังเนยขายอย่างตั้งใจ

ใช่ เรากำลังพูดถึง “Taidana.pan ร้านขนมปังสุดไวรัลที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ที่เปลี่ยนพื้นที่ระเบียงหน้าห้องริมถนนให้กลายเป็นร้านขนมปังลอยฟ้า ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก แต่เพราะมองเห็นโอกาสในพื้นที่ที่คนอื่นมองข้ามต่างหาก

ความทรงจำจากไต้หวัน สู่ขนมปังเนยในห้องเช่า

ยุพดี ซิ้มอิ่ม หรือ เกด เจ้าของไอเดียร้านขนมปังสุดแปลก เล่าที่มาให้ฟังว่าเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากขนมปังเนยชิ้นหนึ่งตอนไปเที่ยวไต้หวันเมื่อ 7–8 ปีก่อน กลิ่นหอมของเนยที่หนาและฟุ้งอยู่ในปาก กลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจ แต่กลับพบว่าที่ไทย หากินที่ไหนไม่ได้เลย จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี รสชาตินั้นยังชัดเจน และจดจำได้ดี

“มันหอมเนยมาก กัดเข้าไปหอมฟุ้งอยู่ในปาก อยากกินเอง แต่ที่ไทยไม่มีขายเลย”

ความทรงจำเงียบหายไปพักใหญ่ กระทั่งเมื่อ 4 ปีก่อน เธอทดลองทำกินเอง และให้เพื่อนๆ ได้ลองชิม ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้ลองทำขาย จนเป็นจุดเริ่มต้นให้เปิดเพจเล็กๆ ขึ้นมาในชื่อ “Mairu” ทำขายจากครัวเล็กๆ ในหอพักย่านเจริญนคร ไม่มีหน้าร้าน ขายออนไลน์และโพสต์ลงกลุ่มหาของกินในละแวกนั้น ให้ลูกค้ามารับเอง

ผลตอบดีทีเดียว แต่ทำอยู่ได้ไม่นาน เจ้าของหอพักมองว่าไม่เหมาะสม และขอให้หยุดขาย จนสุดท้ายยื่นคำขาดให้ย้ายออกจากหอพักภายใน 3 วัน จนทำให้แบรนด์ต้องปิดตัวลง มีเพียงลูกค้าบางคนที่ยังติดต่อขอซื้อเนยไปทำกินเองบ้าง ธุรกิจขนมปังเนยครั้งนั้น จึงต้องหยุดพักไป แต่ความคิดอยากลองทำอีก…ก็ไม่เคยหาย

ร้านขนมปังบนชั้น 3 ที่ใครๆ ก็เห็น

กระทั่งจังหวะชีวิตเริ่มลงตัว เกดย้ายมาอยู่กับแม่ย่านเจริญนคร ทำงานเป็น Head Chef ในร้านอาหารอิตาเลียนแห่งหนึ่งสัปดาห์ละ 3–4 วัน ทำให้มีเวลาว่างเหลือ ความคิดเรื่องขนมปังจึงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะรายได้อย่างเดียว แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้คิดถึง

“เวลาเลิกงานแล้วได้ทำขาย ได้เห็นลูกค้าชอบ กินอย่างมีความสุข มันเหมือนได้เติมความสุขให้ตัวเอง”

วันหนึ่งเธอยืนมองออกไปนอกหน้าต่างชั้น 3 ของบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ รถราวิ่งผ่านไปมาไม่ขาดสาย แล้วจู่ๆ ความคิดก็ผุดขึ้น “ถ้าลองเปิดร้านขายตรงนี้ล่ะน่าจะได้ไหม”

แทนที่จะลงไปขายชั้นล่าง หรือไปเช่าพื้นที่ เกดเลือกเปิด “หน้าร้าน” บนชั้น 3 ของห้องพัก ออกแบบดัดแปลง หน้าต่างห้องให้เป็นกระจกบานใหญ่ ติดไฟให้เด่น ตกแต่งให้เหมือนคาเฟ่เล็กๆ ที่สำคัญไฮไลต์ที่วางไว้ คือ ใส่ชุดมาร์คคอตขนมปังยืนขายไปด้วย โดยใช้วิธีส่งรับสินค้าผ่านเชือกรอกผูกกระป๋องดึงขึ้น-ลง เหมือนหลายร้านที่ให้ไรเดอร์มารับของชอบทำกัน

“เราขายอยู่ข้างบน ต้องทำให้ลูกค้ามองเห็นมาแต่ไกลเลยว่า เรากำลังขายอะไรอยู่ ต้องออกไปยืนให้เขาเห็น”

และแล้วพื้นที่บนระเบียงความกว้างไม่เกิน 50 เซนติเมตร ก็แปรสภาพกลายเป็นหน้าร้านอย่างเต็มตัว

ขนมปังขี้เกียจ ที่ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจจริงๆ

เกดตั้งต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง พร้อมชื่อแบรนด์ใหม่ว่า “Taidana pan” มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “ขนมปังขี้เกียจ” แต่ความขี้เกียจในความหมายของเธอ ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย แต่มันคือ ความคิดว่า “อยากตื่นมา แล้วทำเลย ขายเลย เปิดร้านเลยต่างหาก”

การขายบนชั้น 3 ในห้องพัก จึงสะดวกที่สุด เลิกงานกลับถึงบ้าน ก็เปิดร้านได้ทันที ไม่ต้องขนของลงล่าง
ไม่ต้องแชร์พื้นที่กับของชำของแม่ที่อยู่ชั้นล่าง

“คิดให้ตัวเองสะดวกที่สุด อยู่ในห้องตัวเอง ทำอะไรเอง ง่ายสุด”

ความขี้เกียจในที่นี้ จึงไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นวิธีออกแบบชีวิตให้ทำสิ่งที่รักได้จริง

จาก 1 แผ่น สู่ 240 แผ่นต่อวัน

เกดเล่าว่าเธอใช้เวลาเตรียมทุกอย่างประมาณ 1 เดือน โดยวันแรกที่เปิดร้าน (29 ม.ค 69) ขายได้เพียง 1 แผ่นเท่านั้น! เป็นลูกค้าเก่าที่ตามมาจากแบรนด์เดิม แต่เมื่อมีคนถ่ายคลิปลงโซเชียล ภาพร้านขนมปังบนชั้น 3 ก็เริ่มถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในไม่ถึงสัปดาห์ ยอดขายกลับทะลุขึ้นมาที่ประมาณ 220-240 แผ่นต่อวัน ใช้เนยวันละ 6–7 กิโลกรัม โดยเริ่มต้นขายตั้งแต่ 5 โมงเย็น ไปจนถึงเที่ยงคืนหรือจนกว่าของจะหมด

ช่วงเดือนแรกเธอเปิดให้ลูกค้าจ่ายตามความพอใจ (จากราคาปกติแผ่นละ 65 บาท) เพราะอยากให้ทุกคนได้ลองก่อน แล้วค่อยตัดสินคุณค่าเอง โมเดลเรียบง่ายผสานกับพลังโซเชียล ทำให้ร้านเล็กๆ บนชั้น 3 กลายเป็นจุดหมายโดยแทบไม่ต้องใช้การตลาดแบบดั้งเดิม

แน่นอนว่าไอเดียนี้ มาพร้อมเสียงกังวลเรื่องความปลอดภัย และการตั้งคำถามว่าการทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ เกดเลือกแก้ไขมากกว่าถอย ผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ เธอติดรั้วเหล็กเพิ่มความปลอดภัย และให้แม่เข้ามาช่วยจัดคิวให้ เพราะลูกค้าเพิ่มขึ้นเยอะมาก และจ้างพนักงานมาขาย เพื่อให้เปิดร้านได้ทุกวัน จากภาพที่เคยดูเสี่ยง วันนี้กลายเป็นระบบที่ชัดเจนและรับผิดชอบ

โดยอนาคตอยากพัฒนาเมนูให้หลากหลายมากขึ้น เช่น ชาเขียว ช็อกโกแลต ชีส รวมไปถึงอยากทำเนยกระปุกสูตรตัวเองส่งขายไปทั่วประเทศด้วย

ทลายทุกข้อจำกัด ด้วยคำว่า “ลงมือทำ”

จากความตั้งใจที่เกดทำให้เห็น สิ่งที่ Taidana.pan พิสูจน์ ไม่ใช่แค่การขายขนมปังได้วันละหลายร้อยแผ่น แต่คือ การตั้งคำถามใหม่กับคำว่า “ข้อจำกัด” ว่าบางครั้งมันอาจเป็นเพียงกรอบที่เรายอมรับโดยไม่เคยลองขยับ วันนี้เธอจึงอยากฝากบอกทุกคนว่า

“ทุกคนน่าจะมีไอเดียของตัวเอง ขอให้ลองลงมือทำดูก่อน เหมือนเรา ก็ไม่รู้หรอกว่าผลตอบรับจะดีมากขนาดนี้ ต้องลองลงมือทำดูก่อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเยอะ ไม่ต้องมีหน้าร้านสวยหรู ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม 100% แค่เริ่มในแบบของตัวเองตามความถนัด ตามจังหวะชีวิต”

เมื่อความกล้าเล็กๆ เปลี่ยนความหมายของคำว่า “หน้าร้าน” Taidana.pan อาจไม่ใช่ร้านที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้มีหลายสาขา และไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่คือ ร้านที่ทำให้คนต้องเงยหน้ามอง และตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ ของตัวเองไปพร้อมกันว่า

บางครั้ง ธุรกิจอาจไม่ได้เริ่มจากทำเลที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการมองสิ่งที่มีอยู่ แล้วกล้าถามว่า “เราจะเริ่มลงมือทำจากจุดนี้ได้ยังไง” ก็ได้

ข้อมูลติดต่อ

FB : Taidana.pan

IG : taidana.pan

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...