ปัญหา ผู้อพยพ เจาะเฉพาะ จีนโพ้นทะเล บริหาร จัดการ
บทความพิเศษ
ปัญหา ผู้อพยพ
เจาะเฉพาะ จีนโพ้นทะเล
บริหาร จัดการ
จากบทสรุปของ Batson มีหลายกรณีที่ขัดแย้งกันจนเกิดปัญหาในศาสนาพุทธของสยาม ในช่วงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เรื่องหนึ่ง คือการที่จะตั้งสำนักภิกษุณีซึ่งได้กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากในหน้าหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพมหานคร
ก่อนที่เรื่องนี้จะถูกระงับไป
เห็นได้จากหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ฉบับวันที่ 17 กันยายน 1929 และวันที่ 27 มีนาคม 1930
ชายที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวให้มีภิกษุณี คือ นายนรินทร์ ภาษิต นักวิจารณ์จอมกวนและนักเขียนหนังสือพิมพ์ที่เขียนบทความเพื่ออุดมการณ์ต่างๆ และเป็นผู้นำของ “สมาคมผู้ทำดีเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์”
แม้จะไม่มีใครยอมรับนายนรินทร์ แต่กิจกรรมด้านการประท้วงต่างๆ ของเขาที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีก็มักทำให้เกิดการปะทะกับฝ่ายปกครองอยู่บ้าง
หลายครั้งที่ตัวเขาต้องเข้าคุก (กจช. สบ.2.49/46)
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของครูบาศรีวิชัย พระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์มากมายในภาคเหนือ และเป็นพระที่ทางราชการทั้งฝ่ายสงฆ์และทางโลกเพ่งเล็งด้วยความสงสัยมากเป็นพิเศษ
เชิงอรรถของ “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” อธิบายเพิ่มเติมว่า
ครูบาศรีวิชัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความสามารถในการหาทุนและจัดการเรื่องการทำนุบำรุงศาสนวัตถุ ท่านเป็นผู้นำในการบูรณะวัดเก่าๆ ในหลายจังหวัดในภาคเหนือ
แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ การตัดถนนขึ้นเขาจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปวัดบนดอยสุเทพ
มีพระบางรูปเห็นว่าท่านละเลยวินัยของเถรสมาคม สมณศักดิ์
ในขณะที่ทางรัฐบาลมักจะไม่ค่อยชื่นชมบุคคลที่ได้รับความนิยมมากเกินไป เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วได้เกิดการแย่งชิงศพของท่าน
จาก ปัญหา ศาสนา
สู่ ปัญหา จีนอพยพ
อีกเรื่องหนึ่งที่ Batson เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและที่ปรึกษามีความกังวลมากเป็นพิเศษในช่วงปลายสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ “ปัญหาชาวจีน”
ความคิดทางการเมืองของการปฏิวัติในประเทศจีน
ประกอบกับการที่ผู้หญิงชาวจีนอพยพเข้ามาในสยามมากขึ้นและความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของการศึกษาภาษาจีน
ทำให้การที่เดิมทีจีนและไทยจะผสมกลมเกลียวกันอย่างรวดเร็วต้องลดน้อยลงไป ด้วยปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ที่ยังไม่สงบ จำนวนผู้อพยพชาวจีนที่เข้ามาจึงมีมากเป็นประวัติการณ์
ตรงนี้มีเชิงอรรถให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า
ในช่วงปี 1927/1928 มีชาวจีนอพยพเข้ามาเกือบ 80,000 คน (การเข้ามามากเกินอัตราการออก) ซึ่งนับเป็นปีที่มีจำนวนสูงที่สุด
ในปีอื่นๆ ในช่วงกลางและปลายทศวรรษ 1920 เฉลี่ยประมาณปีละ 40,000 คน
ประชากรทั้งหมดของสยามในขณะนั้นมีเพียงประมาณ 10 ล้านคน ประมาณ 10% จะอยู่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองใหญ่แต่เพียงแห่งเดียว
ประมาณ 5% ของประชากรทั้งหมดเป็นชาวจีนโพ้นทะเล
ในขณะที่ประมาณ 2 เท่าของจำนวนนี้คิดว่าตนเป็น “คนจีน” (รายละเอียดดูได้ในหนังสือ Chinese Society in Thailand by G.W. Skinner)
รัฐบาลจึงเริ่มมีความรู้สึกกันอีกว่าสยามจะถูกกลืนชาติในประเทศของตนเอง
เห็นได้จากรายละเอียดอันปรากฏผ่าน กจช. สบ.2.47/53 รัฐบาลริบสิ่งตีพิมพ์จากสมาคมชาวจีนสมาคมหนึ่ง
ที่เรียกร้องให้ชาวจีนรวมตัวกันยึดประเทศไทยและยกให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน
และมีความเห็นว่า ชาวจีนก็จะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในทางเศรษฐกิจทั้งๆ ที่มีมากอยู่แล้ว และพวกที่อพยพก็อาจจะเอาความคิดทางด้านการเมืองที่รุนแรงติดมาด้วย รวมทั้งจะเอาสยามเข้าไปพัวพันกับความยุ่งเหยิงในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น
ซึ่งชาวจีนมักจะใช้นโยบายไม่ให้ความร่วมมือ หรือคว่ำบาตรอยู่เป็นระยะๆ
วิธีแก้ปัญหาที่เห็นได้ชัด คือ ใช้มาตรการการจำกัดการเข้าประเทศที่มีประสิทธิผล
ข้อสังเกต อเมริกา
กฎหมาย คนเข้าเมือง
และในตอนต้นรัชกาล ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศ นายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ได้แจ้งท่านทูตอเมริกันว่า
เขาได้รับคำสั่งให้ “ส่งร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและอภิรัฐมนตรี”
นั่นคือข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร US 892.55/1, 17 June 1926
ทูตอเมริกันเสริมว่า “หวังว่าจะรวมลักษณะบางประการของกฎหมายคนเข้าเมืองของอเมริกา (1924) เข้ากับกฎหมายของไทย”
ในความเห็นของ Batson
ที่จริงแล้ว มีข้อโต้แย้งเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวกับการจำกัดคนจีนอพยพ ก็คือ สยามต้องพึ่งเศรษฐกิจแรงงานคนจีน
ข้อโต้แย้งนี้ได้มีการตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ภาษาไทย
และบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ “บางกอกไทม์ส” ได้เขียนว่า สยามยังต้องการ “แรงงานจีนที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่” (12 เมษายน 1927)
นั่นก็คือ ตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ “บางกอกการเมือง” ที่อ้างถึงในหนังสือพิมพ์ “Bangkok Times” ฉบับประจำวันที่ 4 March 1927 มีบทความตัดแปะรวมมาหลายชิ้นจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยและภาษาจีน
พร้อมกับระบุว่า รายละเอียดเกี่ยวกับประเทศจีนและชาวจีนมีอยู่ใน กจช. ร.7 ม.26.5 B
แม้พระเจ้าแผ่นดินจะทรงแสดงออกซึ่งข้อสงสัยที่ว่า ที่จริงแล้ว อัตราส่วนผู้ที่เข้ามาใช้แรงงานนั้นมีประมาณเท่าไรกันแน่ดังรายงานการประชุมสภาเสนาบดีเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ใน กจช. ร.7 พ.7/10
แต่ในที่สุดการเมืองก็อยู่เหนือเศรษฐกิจ
ในปี 1927 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับใหม่ ในทางทฤษฎีแล้วพระราชบัญญัตินี้ใช้กับคนต่างชาติทุกเชื้อชาติ แต่ในเมื่อชาวจีนเป็นคนต่างด้าวชาติเดียวที่เข้ามาทีละเป็นจำนวนมากๆ
จึงดูเหมือนว่า พระราชบัญญัตินี้มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนชาวจีนที่เข้ามาในประเทศ
นั่นก็ยืนยันด้วยเอกสารใน GB, F 7775/7775/40 12 August 1927 Waterlow tk Chamberlain
พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจรัฐบาลในการที่จะจัดสรรโควต้า หรือตั้งค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองในอัตราที่จะทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่อยากจะเข้ามา อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกๆ นั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดนัก
จึงดูจะมีผลกระทบไม่มากนัก
จาก ไท้ผิง เทียนกว๋อ
เข้าสู่ยุค เก๊กเหม็ง
กรณีของจีนโพ้นทะเล จีนอพยพ ในห้วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาจมีความจำเป็นเป็นอย่างสูง
เนื่องจากความต้องการแรงงาน
แต่ภายหลังจากเกิดกรณีขบถไท้ผิง ความหวาดระแวงต่อชาวจีนก็เพิ่มทวีขึ้นเนื่องจากเป้าหมายของไท้ผิงคือโค่นราชวงศ์ชิง
ยิ่งเข้าสู่กรณีการเก๊กเหม็งของ “ซุนยัตเซ็น” ยิ่งสร้างความหวั่นไหว
นับแต่ปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัญหาของชาวจีนอพยพจึงร้อนแรง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปัญหา ผู้อพยพ เจาะเฉพาะ จีนโพ้นทะเล บริหาร จัดการ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly