โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหา ผู้อพยพ เจาะเฉพาะ จีนโพ้นทะเล บริหาร จัดการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 02.30 น.

บทความพิเศษ

ปัญหา ผู้อพยพ

เจาะเฉพาะ จีนโพ้นทะเล

บริหาร จัดการ

จากบทสรุปของ Batson มีหลายกรณีที่ขัดแย้งกันจนเกิดปัญหาในศาสนาพุทธของสยาม ในช่วงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เรื่องหนึ่ง คือการที่จะตั้งสำนักภิกษุณีซึ่งได้กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากในหน้าหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพมหานคร

ก่อนที่เรื่องนี้จะถูกระงับไป

เห็นได้จากหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ฉบับวันที่ 17 กันยายน 1929 และวันที่ 27 มีนาคม 1930

ชายที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวให้มีภิกษุณี คือ นายนรินทร์ ภาษิต นักวิจารณ์จอมกวนและนักเขียนหนังสือพิมพ์ที่เขียนบทความเพื่ออุดมการณ์ต่างๆ และเป็นผู้นำของ “สมาคมผู้ทำดีเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์”

แม้จะไม่มีใครยอมรับนายนรินทร์ แต่กิจกรรมด้านการประท้วงต่างๆ ของเขาที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีก็มักทำให้เกิดการปะทะกับฝ่ายปกครองอยู่บ้าง

หลายครั้งที่ตัวเขาต้องเข้าคุก (กจช. สบ.2.49/46)

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของครูบาศรีวิชัย พระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์มากมายในภาคเหนือ และเป็นพระที่ทางราชการทั้งฝ่ายสงฆ์และทางโลกเพ่งเล็งด้วยความสงสัยมากเป็นพิเศษ

เชิงอรรถของ “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” อธิบายเพิ่มเติมว่า

ครูบาศรีวิชัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความสามารถในการหาทุนและจัดการเรื่องการทำนุบำรุงศาสนวัตถุ ท่านเป็นผู้นำในการบูรณะวัดเก่าๆ ในหลายจังหวัดในภาคเหนือ

แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ การตัดถนนขึ้นเขาจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปวัดบนดอยสุเทพ

มีพระบางรูปเห็นว่าท่านละเลยวินัยของเถรสมาคม สมณศักดิ์

ในขณะที่ทางรัฐบาลมักจะไม่ค่อยชื่นชมบุคคลที่ได้รับความนิยมมากเกินไป เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วได้เกิดการแย่งชิงศพของท่าน

จาก ปัญหา ศาสนา

สู่ ปัญหา จีนอพยพ

อีกเรื่องหนึ่งที่ Batson เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและที่ปรึกษามีความกังวลมากเป็นพิเศษในช่วงปลายสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ “ปัญหาชาวจีน”

ความคิดทางการเมืองของการปฏิวัติในประเทศจีน

ประกอบกับการที่ผู้หญิงชาวจีนอพยพเข้ามาในสยามมากขึ้นและความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของการศึกษาภาษาจีน

ทำให้การที่เดิมทีจีนและไทยจะผสมกลมเกลียวกันอย่างรวดเร็วต้องลดน้อยลงไป ด้วยปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ที่ยังไม่สงบ จำนวนผู้อพยพชาวจีนที่เข้ามาจึงมีมากเป็นประวัติการณ์

ตรงนี้มีเชิงอรรถให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า

ในช่วงปี 1927/1928 มีชาวจีนอพยพเข้ามาเกือบ 80,000 คน (การเข้ามามากเกินอัตราการออก) ซึ่งนับเป็นปีที่มีจำนวนสูงที่สุด

ในปีอื่นๆ ในช่วงกลางและปลายทศวรรษ 1920 เฉลี่ยประมาณปีละ 40,000 คน

ประชากรทั้งหมดของสยามในขณะนั้นมีเพียงประมาณ 10 ล้านคน ประมาณ 10% จะอยู่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองใหญ่แต่เพียงแห่งเดียว

ประมาณ 5% ของประชากรทั้งหมดเป็นชาวจีนโพ้นทะเล

ในขณะที่ประมาณ 2 เท่าของจำนวนนี้คิดว่าตนเป็น “คนจีน” (รายละเอียดดูได้ในหนังสือ Chinese Society in Thailand by G.W. Skinner)

รัฐบาลจึงเริ่มมีความรู้สึกกันอีกว่าสยามจะถูกกลืนชาติในประเทศของตนเอง

เห็นได้จากรายละเอียดอันปรากฏผ่าน กจช. สบ.2.47/53 รัฐบาลริบสิ่งตีพิมพ์จากสมาคมชาวจีนสมาคมหนึ่ง

ที่เรียกร้องให้ชาวจีนรวมตัวกันยึดประเทศไทยและยกให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน

และมีความเห็นว่า ชาวจีนก็จะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในทางเศรษฐกิจทั้งๆ ที่มีมากอยู่แล้ว และพวกที่อพยพก็อาจจะเอาความคิดทางด้านการเมืองที่รุนแรงติดมาด้วย รวมทั้งจะเอาสยามเข้าไปพัวพันกับความยุ่งเหยิงในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น

ซึ่งชาวจีนมักจะใช้นโยบายไม่ให้ความร่วมมือ หรือคว่ำบาตรอยู่เป็นระยะๆ

วิธีแก้ปัญหาที่เห็นได้ชัด คือ ใช้มาตรการการจำกัดการเข้าประเทศที่มีประสิทธิผล

ข้อสังเกต อเมริกา

กฎหมาย คนเข้าเมือง

และในตอนต้นรัชกาล ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศ นายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ได้แจ้งท่านทูตอเมริกันว่า

เขาได้รับคำสั่งให้ “ส่งร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและอภิรัฐมนตรี”

นั่นคือข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร US 892.55/1, 17 June 1926

ทูตอเมริกันเสริมว่า “หวังว่าจะรวมลักษณะบางประการของกฎหมายคนเข้าเมืองของอเมริกา (1924) เข้ากับกฎหมายของไทย”

ในความเห็นของ Batson

ที่จริงแล้ว มีข้อโต้แย้งเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวกับการจำกัดคนจีนอพยพ ก็คือ สยามต้องพึ่งเศรษฐกิจแรงงานคนจีน

ข้อโต้แย้งนี้ได้มีการตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ภาษาไทย

และบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ “บางกอกไทม์ส” ได้เขียนว่า สยามยังต้องการ “แรงงานจีนที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่” (12 เมษายน 1927)

นั่นก็คือ ตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ “บางกอกการเมือง” ที่อ้างถึงในหนังสือพิมพ์ “Bangkok Times” ฉบับประจำวันที่ 4 March 1927 มีบทความตัดแปะรวมมาหลายชิ้นจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยและภาษาจีน

พร้อมกับระบุว่า รายละเอียดเกี่ยวกับประเทศจีนและชาวจีนมีอยู่ใน กจช. ร.7 ม.26.5 B

แม้พระเจ้าแผ่นดินจะทรงแสดงออกซึ่งข้อสงสัยที่ว่า ที่จริงแล้ว อัตราส่วนผู้ที่เข้ามาใช้แรงงานนั้นมีประมาณเท่าไรกันแน่ดังรายงานการประชุมสภาเสนาบดีเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ใน กจช. ร.7 พ.7/10

แต่ในที่สุดการเมืองก็อยู่เหนือเศรษฐกิจ

ในปี 1927 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับใหม่ ในทางทฤษฎีแล้วพระราชบัญญัตินี้ใช้กับคนต่างชาติทุกเชื้อชาติ แต่ในเมื่อชาวจีนเป็นคนต่างด้าวชาติเดียวที่เข้ามาทีละเป็นจำนวนมากๆ

จึงดูเหมือนว่า พระราชบัญญัตินี้มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนชาวจีนที่เข้ามาในประเทศ

นั่นก็ยืนยันด้วยเอกสารใน GB, F 7775/7775/40 12 August 1927 Waterlow tk Chamberlain

พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจรัฐบาลในการที่จะจัดสรรโควต้า หรือตั้งค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองในอัตราที่จะทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่อยากจะเข้ามา อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกๆ นั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดนัก

จึงดูจะมีผลกระทบไม่มากนัก

จาก ไท้ผิง เทียนกว๋อ

เข้าสู่ยุค เก๊กเหม็ง

กรณีของจีนโพ้นทะเล จีนอพยพ ในห้วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาจมีความจำเป็นเป็นอย่างสูง

เนื่องจากความต้องการแรงงาน

แต่ภายหลังจากเกิดกรณีขบถไท้ผิง ความหวาดระแวงต่อชาวจีนก็เพิ่มทวีขึ้นเนื่องจากเป้าหมายของไท้ผิงคือโค่นราชวงศ์ชิง

ยิ่งเข้าสู่กรณีการเก๊กเหม็งของ “ซุนยัตเซ็น” ยิ่งสร้างความหวั่นไหว

นับแต่ปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัญหาของชาวจีนอพยพจึงร้อนแรง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปัญหา ผู้อพยพ เจาะเฉพาะ จีนโพ้นทะเล บริหาร จัดการ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...