“กัมพูชา” เตรียมออกกฎหมายใหม่ เดินหน้าปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
"กัมพูชา" เตรียมออกกฎหมายใหม่ เดินหน้าปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ย้ำชัดว่ากัมพูชาไม่ใช่แหล่งหลบภัยของสแกมเมอร์อีกต่อไป
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.09 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กัมพูชากำลังเร่งจัดทำร่างกฎหมายใหม่เพื่อจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีเป้าหมายสร้างกรอบกฎหมายที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อสกัดกลุ่มอาชญากรที่ใช้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
เนธ เฟียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg News ว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้จะช่วยพัฒนากรอบกฎหมายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการป้องกัน ปราบปราม และดำเนินคดีกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ อย่างไรก็ตามกระทรวงยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมาย หรือระบุชัดเจนว่าจะมีบทบัญญัติด้านความร่วมมือระหว่างประเทศหรือไม่
แม้กัมพูชาจะมีกฎหมายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีชุดกฎหมายที่ครอบคลุมโดยตรงเกี่ยวกับคดีหลอกลวงออนไลน์ ขณะเดียวกันร่างกฎหมายไซเบอร์อีกฉบับหนึ่งที่ถูกหารือมานานเกือบทศวรรษ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
แรงกดดันต่อกัมพูชาเพิ่มสูงขึ้นจากรัฐบาลต่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนให้ดำเนินการจริงจังกับศูนย์สแกม ที่แพร่ขยายอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 กลุ่มอาชญากรข้ามชาติซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการหลอกลงทุนออนไลน์ หลอกลวงความรัก (romance scam) และธุรกิจพนันผิดกฎหมายที่มุ่งเป้าไปยังเหยื่อทั่วโลก
รายงานของสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐ (US Institute of Peace) ประเมินว่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินกิจการพนันและสแกมออนไลน์ทั่วโลก ขโมยเงินไปอย่างน้อย 64,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2566 เพียงปีเดียว ขณะที่ องค์การสหประชาชาติ เตือนว่า ศูนย์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีการค้ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และแรงงานจำนวนมากถูกบังคับให้เข้าร่วมหลอกลวงออนไลน์
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาได้เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปราม โดยระบุว่าได้บุกค้นสถานที่ต้องสงสัยอย่างน้อย 190 แห่ง และส่งตัวชาวต่างชาติกว่า 9,000 คนกลับประเทศตั้งแต่ต้นปี รวมถึงการจับกุมและส่งผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ “เฉิน จื้อ” กลับจีนเมื่อเดือนที่ผ่านมา
รัฐมนตรีสารสนเทศยืนยันว่ากัมพูชาไม่ใช่แหล่งหลบภัยของอาชญากรออนไลน์ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายเหล่านี้จะเผชิญบทลงโทษสูงสุดตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ด้านอาชญากรรมข้ามชาติยังตั้งข้อสงสัยว่าการปราบปรามรอบล่าสุดจะสามารถกำจัดศูนย์สแกมได้จริงหรือไม่ โดยเตือนว่ากลุ่มอาชญากรมักปรับตัวได้รวดเร็ว ทั้งในรูปแบบการหลอกลวงและการย้ายฐานปฏิบัติการ อีกทั้งธุรกิจนี้สร้างผลกำไรสูงและต้นทุนต่ำ
ผู้เชี่ยวชาญจากอินเตอร์โพล ชี้ว่า การติดตามอาชญากรรมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงหลายประเทศและสกุลเงินดิจิทัลมีความซับซ้อน อีกทั้งนิยามของอาชญากรรมไซเบอร์แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ การประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในบริบทที่มีความตึงเครียดบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย
ด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ มองว่า กรอบกฎหมายที่เข้มแข็งขึ้นอาจช่วยรบกวน หรือสกัดการดำเนินงานของศูนย์สแกมได้ในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2568 และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2570–2571 เมื่อมีประเทศให้สัตยาบันครบตามเกณฑ์
รัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้จัดทำให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว โดยกระทรวงยุติธรรมจะขอความเห็นทางเทคนิคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการยกระดับภาพลักษณ์และเสริมความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันให้จัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ขยายตัวข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง : www.bloomberg.com