โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
จากเงินเดือนทุกเดือน สู่เงินบำนาญตลอดชีวิต: วิธีคิดสูตร CARE โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า สูตร CARE นี้คิดเงินบำนาญอย่างไร ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านลอง ‘แกะสูตร’ ไปพร้อมกัน ว่าระบบบำนาญแบบ Career-Average Revalued Earnings หรือ CARE นำข้อมูลอะไรมาใช้ และเหตุผลของแต่ละขั้นตอนที่ทำให้เกิดตัวเลขเงินบำนาญคืออะไร

โดยเป้าหมายไม่ใช่ให้ทุกคนท่องสูตรได้ แต่ให้ ‘พอเห็นภาพ’ ว่าเงินบำนาญตอนเกษียณของเราถูกกำหนดจากอะไร และทำไมตัวเลขจึงออกมาแบบนั้น

ก่อนเริ่มคำนวณ ต้องตอบให้ได้ 3 คำถาม

เวลาคิดบำนาญ ไม่ว่าจะสูตรเดิม หรือสูตร CARE จริงๆ แล้วมีคำถามง่ายๆ 3 ข้อที่ต้องตอบก่อนเสมอ คือ

1. เราคิดว่า ‘สิทธิบำนาญขั้นพื้นฐาน’ ควรอยู่ที่เท่าไร

ในระบบไทยกำหนดไว้ชัดว่า ถ้าส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้อัตราบำนาญเริ่มต้นที่ 20% ของฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ

2. ถ้าส่งนานกว่านั้น จะ ‘ให้เพิ่ม’ อย่างไร

สูตรเดิมเพิ่มเป็นรายปี แต่สูตรใหม่ CARE เปลี่ยนมาเป็นคิดเพิ่มทุกเดือน เดือนละ 0.125% หลังจาก ครบ 180 เดือนแรกไปแล้ว ทำให้การให้สิทธิลื่นกว่าและสะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบจริงมากขึ้น

3. เราจะนิยาม ‘ฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ’ อย่างไร

อันนี้คือหัวใจสำคัญของความต่างระหว่างสองสูตร คือ สูตรเดิมใช้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

แต่สูตร CARE นำค่าจ้างทุกเดือนที่ส่งสมทบ แล้วปรับให้เป็นมูลค่าเงินปัจจุบัน ก่อนค่อยนำมาเฉลี่ย ทำให้ฐานค่าจ้างสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานมากกว่าแค่ช่วงท้ายๆ

ขั้นที่ 1: รวมประวัติค่าจ้างทุกเดือนที่ใช้ส่งเงินสมทบ

โดยรวมค่าจ้างตั้งแต่เริ่มเข้าระบบประกันสังคมจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ แต่จะต้องปรับให้อยู่ในกรอบกฎหมายก่อนทุกเดือน คือ

  • ถ้าค่าจ้างจริงสูงกว่าเพดานค่าจ้างของปีนั้น จะใช้เท่าเพดานค่าจ้าง
  • ถ้ามีนายจ้างหลายรายในเดือนเดียว จะรวมค่าจ้างก่อน แล้วค่อยไปเปรียบเทียบเพดาน และนับเป็น 1 เดือนในการส่งเงินสมทบ

ขั้นนี้ทำให้ทุกคนถูกปฏิบัติภายใต้ ‘กติกาเดียวกัน’ และป้องกันไม่ให้ค่าจ้างบางช่วงสูงผิดปกติจนบิดเบือนบำนาญมากเกินไป

ขั้นที่ 2: แปลงค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็น ‘แต้มบำนาญ’

หัวใจของสูตร CARE คือ ‘ไม่เอาค่าจ้างดิบๆ ในอดีตมาเฉลี่ยตรงๆ แต่ปรับเป็นมูลค่าปัจจุบันก่อน’ ซึ่งเราอาจเข้าใจว่าคล้ายการปรับค่าเงินเฟ้อ แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้อ้างอิงค่าเงินเฟ้อทั่วไป เราอ้างอิงเงินเฟ้อของเงินเดือน (Wage Inflation) ซึ่งอ้างอิงจากผู้ประกันตนทั้งระบบ

การจะปรับทุกเดือนตลอดหลายสิบปีทำได้ยาก จึงใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ให้ง่ายขึ้นด้วยการแปลงค่าจ้างแต่ละเดือนให้เป็น ‘แต้มบำนาญ (Pension Point)’

หลักคิดคือ นำค่าจ้างของเราในแต่ละเดือน (หลังปรับตามเพดาน) หารด้วยค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตน ม.33 ทั้งระบบในเดือนเดียวกัน ตัวหารนี้เรียกว่า ค่าจ้างของระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ แต้มบำนาญของเดือนนั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าค่าจ้างเราเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบ จะได้ประมาณ 1 แต้ม ถ้าสูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบ สองเท่าก็ได้ประมาณ 2 แต้ม ถ้าครึ่งหนึ่งก็ประมาณ 0.5 แต้ม เป็นต้น ทำแบบนี้ทุกเดือน แล้วเก็บสะสมแต้มไปเรื่อยๆ

ขั้นที่ 3: คิด ‘แต้มบำนาญเฉลี่ย’ ตลอดชีวิตการทำงาน

เมื่อได้แต้มบำนาญรายเดือนครบแล้ว ขั้นต่อไปคือ เอาแต้มบำนาญทุกเดือนมาบวกกัน จากนั้นหารด้วย จำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบทั้งหมด เราจะได้ค่าเดียวที่เรียกว่า ‘แต้มบำนาญเฉลี่ย’

คิดง่ายๆ คือ ถ้าเราเอาค่าจ้างทั้งชีวิตมาปรับเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของระบบในแต่ละช่วงเวลา

แต้มบำนาญเฉลี่ย จะบอกว่า “ตลอดชีวิตการทำงาน เราอยู่ประมาณกี่เท่าของค่าจ้างเฉลี่ยของทั้งระบบ”

ขั้นที่ 4: แปลงแต้มกลับมาเป็น ‘ฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ’

พอมีแต้มบำนาญเฉลี่ยแล้ว ขั้นต่อไปคือการ ‘ดึงกลับมาเป็นเงินบาท’ โดยระบบจะทำสองอย่างพร้อมกัน ได้แก่

1. ดูว่า ณ วันที่เราเกษียณ 1 แต้มเท่ากับกี่บาท
ตัวเลขนี้เรียกว่าเป็น ‘ค่าเงิน ณ วันนี้’ ซึ่งอ้างอิงจากค่าเงินของผู้ประกันตนทั้งระบบ ณ วันที่เกษียณ

แต่จะไม่ได้ดูเดือนสุดท้ายเดือนเดียว แต่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของผู้ประกันตนทั้งระบบเพื่อให้ได้ค่าที่ค่อยๆ ปรับเพิ่ม

2. คำนวณฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญตามสูตร CARE

= แต้มบำนาญเฉลี่ย × ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของผู้ประกันตนทั้งระบบ

ผลที่ได้คือ ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดชีวิตที่ถูกปรับเป็นค่าเงินปัจจุบันแล้ว

อย่างไรก็ตาม ระบบยังมีเพดานค่าจ้างกันไว้ชั้นหนึ่ง โดยใช้ไม่เกินเพดานค่าจ้างเฉลี่ยย้อนหลัง 60 เดือนเพื่อให้ฐานคำนวณบำนาญค่าจ้างสูงสุดอยู่ในระดับที่สมดุลกับเงินสมทบที่เก็บได้สูงสุด โดยคนที่ค่าจ้างสูงมาตลอดจะได้ฐานเต็มเพดาน ซึ่งมีค่าเท่ากับสูตรเดิม (แบบเฉลี่ยค่าจ้างตนเอง 60 เดือนสุดท้าย)

ขั้นที่ 5: คำนวณ ‘อัตราบำนาญ’ จากจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ

อีกฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญมากคือ อัตราบำนาญ (Replacement Rate)

ในสูตร CARE ปรับให้ละเอียดขึ้น โดยยังเริ่มต้นที่ 20% เมื่อส่งครบ 180 เดือน แต่ทุกเดือนที่ส่งเกินนั้นจะคิดเพิ่มบำนาญ 0.125% ต่อเดือน (คิดทุกเดือน ไม่ตัดเศษเดือน)

ผลคือ แม้ฐานค่าจ้างบางคนจะคำนวณได้เท่ากับสูตรเดิม แต่บำนาญจะเพิ่มขึ้นเพราะ ‘ไม่ตัดเศษเดือนทิ้ง’

ขั้นที่ 6: เงินบำนาญรายเดือน = ฐานค่าจ้าง × อัตราบำนาญ

เมื่อได้ครบทั้งสองส่วน จากฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ (จาก CARE) และอัตราบำนาญ (20% + 0.125% ต่อเดือนที่เกิน 180 เดือน) ระบบจะนำมาคูณกันเพื่อให้ได้เงินบำนาญรายเดือน

ดังนั้น ภาพรวมจึงต่างจากสูตรเดิมตรงที่ฐานค่าจ้างไม่ได้ใช้เฉพาะ 60 เดือนสุดท้ายของชีวิตการทำงาน แต่เฉลี่ยจากทุกเดือนที่ส่งสมทบ โดยปรับเป็นค่าเงินวันนี้ก่อนและอัตราบำนาญที่ให้ ‘เครดิตทุกเดือน’ ที่ส่งสมทบ โดยไม่ตัดเศษเดือนให้เสียเปรียบ

คำนวณกติกาเปลี่ยนผ่าน

สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่อคำนวณบำนาญต่อเดือนตามขั้นที่ 6 ได้แล้ว จะนำตัวเลขมาเปรียบเทียบกับบำนาญที่คำนวณได้ตามสูตรเดิม

1. กลุ่มผู้รับบำนาญอยู่แล้ว หากบำนาญใหม่เยอะขึ้น จะได้รับการปรับเพิ่มบำนาญตั้งแต่เดือนถัดจากที่ออกกฎหมายใหม่ (แต่หากคำนวณได้ลดลง จะได้บำนาญเท่าเดิม ไม่มีใครได้บำนาญลดลง)

2. กลุ่มผู้ที่เกษียณภายใน 5 ปีแรกหลักออกกฎหมาย ให้ได้รับบำนาญตามสูตรใหม่ บวกด้วยส่วนชดเชยในกรณีที่คำนวณตามสูตรเดิมได้มากกว่าสูตรใหม่ โดย

  • ผู้เกษียณปี 2569: ชดเชย 100% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2570: ชดเชย 80% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2571: ชดเชย 60% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2572: ชดเชย 40% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)
  • ผู้เกษียณปี 2573: ชดเชย 20% ของส่วนต่างบำนาญสูตรเดิมกับสูตรใหม่ (ชดเชยตลอดชีวิต)

สรุป

หากมองในมุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย สูตร CARE ไม่ได้ทำให้เงินบำนาญ ‘ซับซ้อนขึ้น’ แต่พยายามทำให้การคำนวณสะท้อนชีวิตการทำงานจริงมากขึ้น จากเดิมที่ดูเฉพาะค่าจ้างช่วงท้าย ก็เปลี่ยนมาใช้ข้อมูลค่าจ้างทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ และให้เครดิตครบทุกเดือนโดยไม่ตัดเศษ

ผลลัพธ์คือ เงินบำนาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงาน แต่ค่อยๆ สะสมตามรายได้และระยะเวลาที่อยู่ในระบบ ขณะเดียวกันก็มีการออกแบบกติกาเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้ใครเสียสิทธิ เงินบำนาญจึงไม่ใช่เรื่องของสูตรที่ต้องจำ แต่คือภาพรวมของการทำงานทั้งชีวิตที่ถูกนำมาคิดอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

ภาพ: C.J. Burton/Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...