KKP Year Ahead 2026 ‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ ชู 6 ข้อเสนอ ถึงพรรคการเมือง-รัฐบาล (ใหม่)
“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ติง พรรคการเมือง-รัฐบาล ติด ‘นโยบายเอาใจ’ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เสนอรื้อโครงสร้าง 6 ด้าน ดันเกษตรสมัยใหม่ เพิ่มอำนาจต่อรองกลุ่มอาเซียน สนับสนุนภาคเอกชน ปรับสมดุลนโยบายการเงิน เปิดเสรีพลังงานสะอาด และเร่งไทยเป็นสมาชิก OECD
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนาแห่งปี KKP Year Ahead 2026 ในวันที่ 13 มกราคม 2569 ว่า ประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย “เอาใจ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า
“จีดีพีไทยโตช้าลง ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสัดส่วนต่อจีดีพีลดลง ภาคบริการเราต้องไปปรับเปลี่ยน ภาคเกษตรค่อนข้างมีปัญหา ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าเวียดนามหรือจีนด้วยซ้ำ ที่สำคัญประเด็นหลังจากโควิด มีการปรับโครงสร้างภาคการค้าต่างประเทศของไทย ตลาดส่งออกพึ่งอเมริกามากขึ้น และตลาดนำเข้าพึ่งพาจีนมากขึ้น และพึ่งพาแบบน่ากลัวมาก” นายศุภวุฒิ กล่าว
พรรคการเมืองไม่มีสักพรรค พูดว่าจะแก้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าแก้ยาก แต่ไม่มีคำตอบตรงนี้
ดร.ศุภวุฒิ ได้เสนอ 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทย:
(1) ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง: เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร “คาร์โบไฮเดรต” ไปสู่ “โปรตีนมูลค่าสูง” โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
(2) เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์: ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก
(3) สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก: รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” ในอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ OSAT(Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
(4) ปรับสมดุลนโยบายการเงิน: บาทแข็งคือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง
(5) เสรีพลังงานสะอาด: เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
(6) OECD คือกุญแจความเชื่อมั่น: เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชั่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน
ทั้งนี้ นายศุภวุฒิ ให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่พรรคการเมือง-รัฐบาลหน้าควรทำอย่างน้อย 2 เรื่องหลัก คือ (1) นโยบายปรับโครงสร้างพลังงาน โดยเร่งการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้าและใช้สายโครงข่าย รวมถึงปลดล็อกให้ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต) ขายไฟให้ภาคเอกชน และพัฒนาโครงข่าย third party access (2) ปลดล็อกกฎหมายราง โดยให้เอกชนสามารถใช้บริการขนส่งและสินค้าบนรางของการรถไฟฯ ได้ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์