โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวมไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่?

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวมไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่?

กลายเป็นประเด็นสร้างความแตกตื่นไปทั่วโลกทันที หลังปรากฎรายงานว่า

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมระงับการขอวีซ่าผู้อพยพ (Immigrant Visa) หรือวีซ่าถาวร สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ รวมถึงไทย ที่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่ ‘มีความเสี่ยงสูง’ ต่อการใช้สวัสดิการของสหรัฐฯ หรือพูดง่ายๆ คือกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเข้าไปเป็น ‘ภาระ’ ของรัฐบาลสหรัฐฯ

โดยการระงับขอวีซ่าถาวรดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม และไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

ขณะที่ประกาศของทางการสหรัฐฯ ไม่มีการระงับการขอวีซ่าประเภทชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) ที่ออกให้แก่ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เช่น เพื่อการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล ธุรกิจ การทำงานชั่วคราว การศึกษา หรือเหตุผลอื่นที่คล้ายคลึงกัน

และนี่คือรายละเอียดทั้งหมดที่มีการเปิดเผยจนถึงตอนนี้

ระงับขอวีซ่าถาวรสำหรับประเทศที่เสี่ยงเป็นภาระ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศผ่าน X วานนี้ (14 มกราคม) ว่า”จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าถาวร จาก 75 ประเทศ ที่ผู้อพยพได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในอัตราที่ยอมรับไม่ได้” และ “การระงับการรับผู้อพยพจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้อพยพใหม่จะไม่เอาเปรียบความมั่งคั่งของชาวอเมริกัน”

การระงับนี้ส่งผลกระทบต่อหลายสิบประเทศ รวมถึงไทย สปป.ลาว กัมพูชา โซมาเลีย เฮติ อิหร่าน และเอริเทรีย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า “ผู้อพยพจากประเทศเหล่านี้มักกลายเป็นภาระของสังคมสหรัฐฯ เมื่อเดินทางมาถึง”

“เรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของประชาชนชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป”

“รัฐบาลทรัมป์จะยึดหลัก ‘อเมริกามาก่อน’ เสมอ”

เว็บไซต์ travel.state.gov ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศล่าสุด เรื่อง “การดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพสำหรับสัญชาติที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้สวัสดิการของรัฐ” โดยระบุว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้อพยพต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ และไม่เป็นภาระทางการเงินแก่ชาวอเมริกัน”

“กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการทบทวนนโยบาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อพยพจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ใช้สวัสดิการในสหรัฐอเมริกาหรือกลายเป็นภาระของรัฐ”

วีซ่าถาวรและวีซ่าชั่วคราวคืออะไร

จากข้อมูลในเว็บไซต์ศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (Customs and Border Protection : CBP) ระบุว่าวีซ่าเข้าสหรัฐฯ นั้นมี 2 ประเภท ได้แก่ วีซ่าผู้อพยพ (Immigrant Visa) หรือวีซ่าถาวร และวีซ่าที่ไม่ใช่ผู้อพยพ (Non-Immigrant Visa) หรือวีซ่าชั่วคราว

โดยวีซ่าผู้อพยพ หรือวีซ่าถาวร จะออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะอาศัยและทำงานในสหรัฐฯ อย่างถาวร ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ ญาติหรือนายจ้างจะเป็นผู้สนับสนุนโดยยื่นคำขอต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐ (USCIS)

ผู้สมัครขอวีซ่าบางกลุ่ม เช่น แรงงานที่มีความสามารถพิเศษ นักลงทุน และผู้อพยพพิเศษบางประเภท สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเองได้ โดยคำขอจะถูกส่งต่อไปยังสถานกงสุลหรือสถานทูตสหรัฐในต่างประเทศเพื่อดำเนินการและออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ผู้ประสงค์จะอพยพ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน

ส่วนวีซ่าที่ไม่ใช่ผู้อพยพ หรือวีซ่าชั่วคราว จะออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจ การรักษาพยาบาล และการทำงานชั่วคราวบางประเภท

จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่นัดสัมภาษณ์ขอวีซ่าถาวร?

ผู้สมัครวีซ่าถาวร ที่เป็นพลเมืองของประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นใบสมัครวีซ่าและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ จะยังคงกำหนดตารางนัดหมายให้กับผู้สมัครต่อไป แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้อพยพให้กับพลเมืองเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ระงับนี้

มีข้อยกเว้นหรือไม่?

สำหรับผู้ที่มีสัญชาติคู่และยื่นขอวีซ่าด้วยหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุของประเทศที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับการดำเนินการขอวีซ่าถาวรนี้

มาตรการนี้กระทบต่อวีซ่าที่ยังมีผลบังคับใช้หรือไม่?

ไม่มีวีซ่าผู้อพยพใดถูกเพิกถอนอันเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำนี้ สำหรับคำถามเกี่ยวกับการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ขอแนะนำให้ติดต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

มาตรการใช้กับวีซ่าท่องเที่ยวหรือไม่?

ไม่ การระงับการดำเนินการนี้มีไว้สำหรับผู้สมัครวีซ่าถาวรโดยเฉพาะ วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าชั่วคราว

ที่มาที่ไปของมาตรการ

การตัดสินใจออกมาตรการล่าสุดนี้ เชื่อว่ามีพื้นฐานมาจาก ‘แนวทางปฏิบัติ’ ที่ออกมาในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ตรวจสอบผู้สมัครขอวีซ่าอย่างครอบคลุมและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อแสดงให้เห็นว่า “พวกเขาจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐบาลใดๆ หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ แล้ว”

โดยผู้ที่ต้องการเข้าสหรัฐฯ จะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพจากแพทย์ที่ได้รับการอนุมัติจากสถานทูตสหรัฐฯ อยู่แล้ว ซึ่งพวกเขาจะได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อ เช่น วัณโรค และต้องแจ้งประวัติการใช้ยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ปัญหาสุขภาพจิต หรือความรุนแรง นอกจากนี้ยังต้องได้รับการฉีดวัคซีนหลายชนิดด้วย

ขณะที่มาตรการล่าสุดนี้ ยังได้ขยายข้อกำหนดให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่กงสุลต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผู้ที่ขอวีซ่า รวมถึงอายุ สุขภาพ สถานภาพครอบครัว ฐานะทางการเงิน การศึกษา ทักษะ และประวัติการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม นอกจากนี้ยังระบุว่าควรประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้สมัคร โดยสามารถทำได้โดยการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ

เอกสารลับขอให้ตรวจสอบผู้สมัครวีซ่าชั่วคราวด้วย

นอกจากนี้ มีรายงานสำนักข่าว AP ซึ่งเปิดเผยว่าได้เห็นเอกสารลับ ที่ถูกแยกส่งไปยังสถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ทุกแห่งเมื่อวันจันทร์ (12 มกราคม) ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า “ผู้สมัครวีซ่าประเภทชั่วคราว ควรได้รับการตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจขอรับสวัสดิการจากรัฐในสหรัฐอเมริกา

“จากการเปิดเผยการฉ้อโกงสวัสดิการสาธารณะครั้งใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา รัฐบาลทรัมป์จึงมุ่งเน้นอย่างยิ่งในการกำจัดและป้องกันการฉ้อโกงในโครงการสวัสดิการสาธารณะ” เอกสารลับดังกล่าวระบุ

เอกสารลับฉบับนี้ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กงสุลตรวจสอบให้แน่ใจว่า ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางไปยังสหรัฐฯ จะได้รับการตรวจสอบและคัดกรองอย่างครบถ้วน ว่าพวกเขาอาจพึ่งพาบริการสาธารณะหรือไม่ ก่อนที่จะออกวีซ่าให้

ข้อความในเอกสารลับดังกล่าวระบุหลายครั้งว่า “เป็นหน้าที่ของผู้สมัครขอวีซ่า ที่จะต้องพิสูจน์ว่า ตนจะไม่ขอรับสวัสดิการจากรัฐบาลขณะอยู่ในสหรัฐฯ และระบุว่า เจ้าหน้าที่กงสุลที่สงสัยว่าผู้สมัครอาจขอรับสวัสดิการ ควรขอให้ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มเพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือทางการเงิน”

อ้างอิง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...