สุดวิสัยหรือไม่รอบคอบ สรุปการตาย ‘ช้างสีดอหูพับ’
จากคนตายสู่ช้างตาย นี่คือความซับซ้อนของข้อถกเถียง “ช้างสีดอหูพับ”
จากเดิมที่เป็นปัญหาคนกับช้างป่า สู่ข้อกังขาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการย้ายช้างจนทำให้ช้างตาย ว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย หรือเจ้าหน้าที่ไม่รอบคอบ
วันนี้ EXPLAINER โดยสำนักข่าวทูเดย์ จะสรุปความซับซ้อนของเรื่องนี้ในโพสต์เดียว
[เกิดอะไรขึ้นกับ ‘สีดอหูพับ’]
1) ‘สีดอหูพับ’ และเพื่อนร่วมฝูง อีก 3 ตัว คือ งาจิ๋ว สีดอน้อย และคุถัง เคยหากินอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต จ.เลย แต่เมื่อแหล่งอาหารไม่เพียงพอ จึงย้ายถิ่นมาจนถึงอุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.เลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566
2) ด้วยพฤติกรรม สีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้ ชอบออกไปหากินในพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน กระทบทรัพย์สินและพืชผล สร้างความเดือดร้อน
3) เหตุที่ร้ายแรงที่สุด ช้างป่ากลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ส.ค. และ 20 ต.ค. 2568
4) ตามรายงาน ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 20 ต.ค. นั้น กำลังเฝ้าเถียงนาอยู่ พี่ชายเล่าว่าน้องไม่ยอมออกมา ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนให้ทุกคนกลับเข้าบ้านไปก่อนแล้ว
ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ผลักดัน ‘สีดอหูพับ’ ด้วยประทัด ทำให้ช้างยิ่งหงุดหงิด เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายสะดุดล้มขณะที่วิ่งหนี
5) ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้าน จ.ขอนแก่น 6 คน ยื่นฟ้องศาลปกครอง ขอศาลพิจารณาว่าต้องดำเนินการอย่างไร
6) ศาลฯ เห็นพ้องว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน มองว่า มาตรการบรรเทาทุกข์ราษฎรไม่สามารถรอได้
ศาลฯ จึงออกคำสั่งวันที่ 31 ต.ค. 2568 กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน
[ขอนแก่น กำหนดดีเดย์เคลื่อนย้าย]
7) เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เปิดศูนย์บัญชาการเคลื่อนย้ายช้างสีดอหูพับ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) นำทีม
8 ) ณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ให้ข้อมูลว่า ช้างจะถูกย้ายไปดูแลและปรับพฤติกรรม ณ พื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง โดยจะมีทีมสัตวแพทย์ และสัตวบาลจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สบอ.8 ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 4 (ขอนแก่น) และทีมสัตวแพทย์สัตวบาล คอยดูแลประเมินสุขภาพอย่างใกล้ชิด มีการใช้มาตรการความปลอดภัยเข้มงวด ติดตั้งรั้วไฟฟ้า กล้อง CCTV และเจ้าหน้าที่เวรยามตลอด 24 ชั่วโมง
9) การซักซ้อมเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้า จนราว 15.30 น. ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุทยานฯ ได้เข้าสำรวจพื้นที่ และช่วงค่ำวันนั้น จึงเริ่มยิงยาซึม
10) กลางดึกนั้นเอง รถแบคโฮและสิบล้อเริ่มทำงาน เจ้าหน้าที่ผลักดันช้างได้สำเร็จ แต่แล้วค่ำวันเดียวกัน รถเคลื่อนย้ายจำเป็นต้องวกกลับ เพราะมีรายงานช้างสีดอหูพับมีอาการแทรกซ้อน และมีรายงานช้างสีดอหูพับตาย
11) 4 ก.พ. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันว่าช้างสีดอหูพับตายจริง และเดินหน้าชันสูตรซาก ก่อนวินิจฉัยเบื้องต้นถึงสาเหตุว่า เกิดจากทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากสำลักอาหาร และอุดตันที่หลอดลม เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการถูกจับ (Capture Myopathy) แบบเฉียบพลัน เกิดภาวะช็อกและภาวะหัวใจล้มเหลว
[กำเนิดแฮชแท็ก ‘สีดอหูพับต้องไม่ตายฟรี’]
12) เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับเหล่าคนรักช้างอย่างมาก และคำอธิบายเบื้องต้น ดูไม่เพียงพอให้เหล่าคนรักช้างคลายความกังวลใจได้ เนื่องจากมีข้อสงสัยในหลายประการ
13) เช่น ตกลงแล้วใช้ยาสลบถึง 5 เข็มจริงไหม ยิงยาขณะช้างกำลังกินอ้อยอยู่หรือไม่ คำนวณปริมาณยาอย่างไร
รวมถึงจำเป็นแค่ไหน ที่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย โดยเฉพาะเมื่อมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ว่า อาจเป็นการปฏิบัติงานที่รุนแรงเกินไป และทำไมไม่ใช้ทีมสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
14) ความเคลือบแคลงใจเหล่านี้ ทำให้แฮชแท็กสีดอหูพับต้องไม่ตายฟรี ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มนักอนุรักษ์ ถึงได้เกิดการรวมตัวเมื่อ 11 ก.พ.
15) เครือข่ายคนรักช้าง ยื่นหนังสือตั้งคำถามกรณี ‘สีดอหูพับ’ ตายระหว่างเคลื่อนย้าย เรียกร้องอธิบดีกรมอุทยานฯ แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
16) ระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่ชะลอเคลื่อนย้ายช้างป่าอีก 3 ตัว ที่ศาลมีคำสั่งเอาไว้ก่อน จนกว่าวางแผนการเคลื่อนย้ายใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งข้อกังวลว่าเหตุใดไม่ยกเลิกปฏิบัติการไปก่อน
17) ด้าน ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ย้ำว่า เจ้าหน้าที่มีความห่วงใย รักช้างและสัตว์ป่าทุกตัว ไม่ต่างจากประชาชน ทุกคนเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น และดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนเช่นเดียวกับการย้ายช้างตัวอื่น
[อุทยานฯ แจงยิบใช้ยา อดอาหาร]
18) 12 ก.พ. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงข่าวชี้แจงอย่างละเอียด แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอยืนยันว่าการปฏิบัติงานครั้งนี้ทำภายใต้หลักวิชาการ
19) ในการแถลงข่าว นางสาวกิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ยืนยันว่า ได้ยิงยาซึมในปริมาณที่คำนวณจากน้ำหนักตัว 2-2.5 ตัน และความสูง 2.44 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับวัยเจริญพันธุ์ของช้างช่วงอายุ 15-20 ปี โดยมีการให้ยาซึม 4 เข็ม
20) แต่ระหว่างการเคลื่อนย้าย ช้างมีอาการตื่นตัวผิดปกติและร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทีมสัตวแพทย์จะเข้าช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม จำนวน 1 เข็ม รวมเป็น 5 เข็ม และการกู้ชีพ (CPR) แต่ไม่สำเร็จ
21) โดยผลชันสูตรเบื้องต้นพบว่า เกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเนื่องจากการสำลักอาหารอุดตันที่หลอดลม ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากความเครียดสะสม
22) ส่วนแนวทางการอดอาหารช้างป่า 10-15 ชั่วโมงก่อนวางยา ซึ่งมีหลายฝ่ายตั้งคำถาม สัตวแพทย์หญิงกิตติยาภรณ์ยืนยันว่า เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะเราไม่สามารถเดินไปบอกช้างให้หยุดกินได้
23) สัตวแพทย์หญิงกิตติยาภรณ์อธิบายว่า ได้เสนอแนวทางใหม่ คือการศึกษา ‘นาฬิกาชีวิต’ หรือช่วงเวลาที่ช้างพักผ่อนและเริ่มย่อยอาหาร (03.00-05.00 น.) เพื่อใช้เป็นช่วงเวลาทองในการเข้าปฏิบัติงาน
24) ส่วนการควบคุมพื้นที่ การผูกขา และการนำช้างขึ้นรถบรรทุก นายฑิฐิ สอนสา หัวหน้าชุดจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ยืนยันว่า ได้ดำเนินการตามมาตรฐานสูงสุดภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด
25) ในการแถลงข่าวของกรมอุทยานฯ ยังยืนยันอายุช้างว่าอยู่ระหว่าง 15-20 ปี โดยประเมินจากลักษณะภายนอกของช้าง สามารถดูได้จากกระตรงหูและกระสีขาวตรงขอบหู ถ้ามีกระมากๆ แสดงว่าช้างมีอายุเยอะ รวมถึงดูลักษณะของรอยพับจากด้านบนหู
นอกจากนี้ ยังมีรายงานและภาพยืนยันว่าช้างมีน้ำมันหรืออาการตกมัน โดยช้างตัวผู้ที่ตกมันจะเป็นช้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และยังประเมินจากขนาดของรอยเท้าเส้นรอบวงของรอยเท้าคูณสองจะได้ความสูงของช้าง เมื่อเทียบกับหลักสถิติแล้วความสูงของช้างคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.40 เมตร ซึ่งช่วงอายุที่เป็นไปได้คือ 15- 20 ปี
26) อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์อย่างมากจากการแถลงข่าวดังกล่าว โดยเฉพาะการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการสูญเสีย และตั้งคำถามว่า ในอนาคตจะมีการย้ายช้างอีกหรือไม่
27) เช่นเดียวกับอีกคำถามสำคัญ คือ การแก้ปัญหาคนกับช้างป่าในระยะยาว ควรมีมาตรการอย่างไร ให้ทุกฝ่ายปลอดภัย