เปิดเบื้องหลัง “จีน” ลดถือครองพันธบัตรสหรัฐนานนับ 10 ปี
"จีน" ลดถือครองพันธบัตรสหรัฐต่อเนื่องกว่า 10 ปี มุ่งกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาดอลลาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ยังยากจะตัดขาดจากตลาด Treasuries
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasuries) มูลค่ากว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นกองหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถูกสร้างขึ้นจากแรงซื้อของธนาคารกลางและนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมาอย่างยาวนาน แต่คำถามสำคัญคือจะเกิดอะไรขึ้นหากความต้องการซื้อของต่างชาติเริ่มลดลง
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนค่อย ๆ ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างต่อเนื่อง แม้จีนยังคงเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ แต่ปริมาณการถือครองได้ลดลงเกือบครึ่งจากจุดสูงสุดในปี 2556 เหลือราว 683,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2551
ล่าสุด ทางการจีนได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ของจีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ ในภาคเอกชน การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาสหรัฐ และเสริมความมั่นคงทางการเงินและความมั่นคงแห่งชาติของจีน โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีการขายพันธบัตรเร็วเกินไปอาจทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกจีน
ทำไมจีนจึงออกแนวทางให้ลดถือครองพันธบัตรสหรัฐ
เจ้าหน้าที่จีนอธิบายว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามช่วยให้ธนาคารลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์และจำกัดการเผชิญความผันผวนของตลาด แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สะท้อนเป้าหมายระยะยาวของจีนในการลดการพึ่งพาสินทรัพย์สหรัฐ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และประเด็นไต้หวัน
ผู้กำหนดนโยบายจีนยังคำนึงถึงบทเรียนจากปี 2565 เมื่อสหรัฐและพันธมิตรอายัดเงินสำรองราว 300,000 ล้านดอลลาร์ของรัสเซียหลังการรุกรานยูเครน ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า หากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐทวีความรุนแรง สหรัฐอาจใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์ดอลลาร์ของจีนในลักษณะเดียวกัน
จีนมีทางเลือกอื่นหรือไม่
จีนสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี และเร่งซื้ออย่างมากในปี 2568 จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถือครองทองคำมากที่สุดของโลก อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากทองคำ จีนมีทางเลือกจำกัดในการนำเงินสำรองระหว่างประเทศกว่า 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ไปลงทุน
ตลาดพันธบัตรยุโรปหรือญี่ปุ่นแม้มีขนาดใหญ่ แต่ยังขาดสภาพคล่องและความลึกเทียบเท่าตลาดสหรัฐ อีกทั้งประเทศเหล่านั้นเป็นพันธมิตรกับวอชิงตัน ซึ่งอาจร่วมใช้มาตรการคว่ำบาตรหากสหรัฐจำกัดสินทรัพย์ของจีน ขณะที่ตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับเงินสำรองจำนวนมหาศาล
นอกจากนี้การขายพันธบัตรสหรัฐจำนวนมากอาจทำให้ราคาพันธบัตรลดลง อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้น และกดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่า ซึ่งจะทำให้สินค้าสหรัฐแข่งขันได้มากขึ้น และลดความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลก รวมถึงลดมูลค่าสินทรัพย์ดอลลาร์ที่จีนยังถืออยู่
ผลกระทบต่อสหรัฐ
หลังข่าวจีนขอให้ธนาคารลดการถือครองพันธบัตร ราคาพันธบัตรสหรัฐปรับลงเพียงชั่วคราว สะท้อนว่านักลงทุนมองว่าผลกระทบต่อภาพรวมตลาดยังจำกัด
อย่างไรก็ดีหากจีนลดการซื้ออย่างจริงจัง หรือขายออกจำนวนมาก อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในสหรัฐสูงขึ้นทั่วทั้งระบบ ตั้งแต่ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เงินกู้ภาคธุรกิจ ไปจนถึงต้นทุนทางการคลังของรัฐบาล และอาจกระทบต่อสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลุมหลบภัยระดับโลก
เหตุใดจีนจึงถือพันธบัตรสหรัฐฯ จำนวนมากตั้งแต่แรก
การถือครองพันธบัตรสหรัฐของจีนเป็นผลโดยตรงจากโมเดลเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก จีนขายสินค้าให้สหรัฐฯ มากกว่าที่นำเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าสะสมจำนวนมาก ผู้ส่งออกจีนจำนวนไม่น้อยเลือกนำดอลลาร์ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ แทนการแปลงเป็นเงินหยวน
สำหรับธนาคารกลางจีน การถือครองพันธบัตรสหรัฐยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินและตลาดการเงิน โดยสามารถนำเงินสำรองออกมาใช้พยุงเศรษฐกิจยามเกิดวิกฤตได้
ประเทศอื่นกำลังขายพันธบัตรสหรัฐฯ หรือไม่
กองทุนบำนาญในเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์บางแห่งได้ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ ขณะที่อินเดียและบราซิลก็ปรับลดเช่นกัน อย่างไรก็ตามประเทศอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา กลับเพิ่มการถือครองในช่วงปีที่ผ่านมา
โดยรวมแล้ว การถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของต่างชาติแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน แต่สัดส่วนของต่างชาติในตลาดรวมลดลงเหลือราว 31% จากประมาณ 50% ในปี 2558 สะท้อนว่าการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐขยายตัวเร็วกว่าแรงซื้อจากต่างประเทศ
อ้างอิง : bloomberg.com