โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดมุมจากเคสจอม KXVC-สามีดารา ลวงลงทุนคริปโตระดับพันล้านด้วยโปรไฟล์เลิศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 10.01 น.

สองข้อกล่าวหาลวงลงทุนคริปโต Crypto Scam สะท้อนภาพขาลงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่วงจรการหลอกลวงหดสั้น เคสลวงผุด และแนวโน้มการหลอกลวงใหม่ระดับอุตสาหกรรมและด้วยโปรไฟล์เลิศหรู

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการลวงลงทุน ซึ่งความเสียหายเบื้องต้นราว 1.4 พันล้านบาท ได้แก่ กรณีของอดีตผู้บริหารกองทุน KXVC ในเครือ KBTG ของธนาคารกสิกรไทย และล่าสุดคือสามีนักแสดงช่องดิจิทัล แต่ต้องเน้นย้ำว่ายังเป็นการกล่าวหา ด้วยยังอยู่ในขั้นตอนการร้องเรียนและยังเหลือกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน

กรณีแรก เกี่ยวข้องกับอดีตผู้บริหาร KXVC กองทุนเวนเจอร์ของ KBTG ในเครือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งในตอนนี้มีการเปิดเผยชื่อ จอม KXVC ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งและชื่อของ KXVC เพื่อหลอกลวงนักลงทุนให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี โดยอ้างว่ามี “โควตาส่วนตัว” ในการซื้อเหรียญตั้งแต่ต้นน้ำของโปรเจ็กต์ดัง ๆ เช่น Monad, Babylon และอื่นๆ ในช่วงตั้งไข่

KXVC ได้ออกแถลงการณ์เตือนนักลงทุนว่า “กัมปนาท” ไม่ได้ทำงานกับ KXVC แล้วตั้งแต่ 31 มี.ค. 2568 และทางกองทุนไม่มีการระดมทุนจากบุคคลภายนอก ดังนั้นการชักชวนลงทุนจึงเกิดในนามส่วนตัว นอกจากนี้ โปรเจ็กต์ที่ถูกอ้างถึงยังออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับกัมปนาท

ด้วยโปรไฟล์ระดับผู้บริหารกองทุนเวนเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเงินด้วยตรงนี้ รายงานเบื้องต้น ระบุว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อย 20 ราย จากไทย สิงคโปร์ เวียดนาม และสหรัฐ มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

กรณีที่สอง นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พากลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อดำเนินคดีกับนักธุรกิจชื่อดัง สามีของนางเอกสาวสังกัดช่องดิจิทัล หลังถูกหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,386 ล้านบาท

นายแทนคุณระบุว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนในเหรียญสกุลเงินดิจิทัลชื่อ “WOWBiT” และ “ACET ONLY” โดยมี นายเอเป็นผู้ชักชวน อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงหลายเท่าของเงินลงทุน แต่เมื่อถึงกำหนดสัญญา (1 มี.ค. 2569) ผู้เสียหายกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยมีการอ้างว่า “ระบบถูกแฮก” และติดปัญหากฎหมายฟอกเงินระหว่างประเทศ

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า นายเอเคยถูกออกหมายจับข้อหาฉ้อโกงประชาชนมาแล้วในปี 2568 ปัจจุบันพบเบาะแสว่า หลบหนีไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

รายงานระบุอีก นายเอมีการสร้างและใช้โปรไฟล์เทรดเดอร์ผู้เชี่ยวชาญและมีการชักชวน-เปิดคอร์สลงทุนตั้งแต่ยุคที่การเทรดค่าเงินเฟื่องฟู จนมาถึงยุคที่มีการออกโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (ICO) รวมถึงยุค DeFi บูมในช่วงขาขึ้นของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรอบที่ผ่านมา (2563-2564)

เมื่อเร็ว ๆ นี้นายเอได้โชว์โปรไฟล์หรูว่าถือครอง Bitcoin ระดับหมื่นล้านบาท และพร้อมให้การสนับสนุนหากรัฐบาลไทยต้องการตั้งกองทุนสำรองบิตคอยน์ และมีการถ่ายรูปคู่กับอดีตนายกรัฐมนตรีเผยแพร่สื่อหลายสำนัก และระบุด้วยว่ามีการลงทุนในหลายธุรกิจรวมถึงอสังหาฯ ในดูไบ

หนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยว่า หลงเชื่อเพราะนายเอสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโต ที่รวยที่สุดในไทย มักลงภาพคู่กับบุคคลระดับโลกและอดีตนายกรัฐมนตรี

“บางคนเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนเพื่อหวังนำไปรักษามะเร็ง แต่สุดท้ายเงินหายจนเสียชีวิตไปก็มี ขณะที่คนโกงกลับไปอยู่สุขสบายที่ดูไบ แถมยังส่งข้อความมาด่าทอผู้เสียหายว่า ‘โง่’ และข่มขู่ว่าฟ้องไปก็ไม่ชนะ”

นายแทนคุณมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหลายกระทง ได้แก่ :

  • พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์)

ทั้งนี้ สาเหตุที่คดีล่าช้า เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีการโยกย้ายตามวาระ ทำให้สำนวนขาดความต่อเนื่อง ประกอบกับผู้เสียหายบางส่วนไม่ได้เก็บหลักฐานสำคัญไว้ตั้งแต่ต้น ปัจจุบันพบว่าเว็บไซต์และกลุ่มโซเชียลของนายเอยังคงมีการเคลื่อนไหวชักชวนคนให้มาร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ

ขาลงของตลาดคริปโต ทำเคสฉ้อโกงผุด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การหลอกลวงลงทุน โดยอ้างสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto Scam) มักมีสองรูปแบบคือการลวงเอากระเป๋าคริปโต-โจมตีบัญชี และหลอกลวงให้ลงทุนในคริปโตผ่านโบรกเกอร์ปลอม หรือรับฝากลงทุนโดยตรง ตามเทรนด์ของการลงทุนขณะนั้นตั้งแต่ฟอเร็กซ์ ทองคำ หุ้นสหรัฐ จนล่าสุด “คริปโต” เป็นหัวข้อที่ได้รับการนำไปใช้หลอกมากที่สุด เพราะความผันผวนที่เย้ายวนและเทคโนโลยีการเงินใหม่นี่เริ่มจะได้รับการยอมรับจากกองทุนใหญ่ทั่วโลก

อีกประการคือการตั้งโปรเจ็กต์ขายฝันในลักษณะนำเงินนักลงทุนไปหมุนต่อในสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ หรือเหรียญมีม ซึ่งเป็นกระแสในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับวัฏจักรขาลงของคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงปี 2565 ที่ทำให้โปรเจ็กต์ขายฝันเหล่านี้ไปต่อไม่ได้เมื่อสภาพคล่องในสินทรัพย์ดิจิทัลเหือดแห้ง ทำให้เริ่มปิดตัว ลูกค้าถอนเงินไม่ได้ นำไปสู่การฟ้องร้อง และดำเนินคดีตั้งแต่คดีเล็ก ๆ ไปจนถึงความเสียหายใหญ่โตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นคดี Do Kwan จาก Terra LUNA, แซม แบงก์แมนฟราย จาก FTX รวมถึงเคสที่ไทยอย่าง Zipmex ล้วนเป็นผลกระทบจากขาลงของตลาดคริปโต ที่ทำให้โปรเจ็กต์ที่ “ไม่โปร่งใส” ไปต่อไม่ได้ และความผิดเริ่มปรากฏ

ข้อมูลจาก Chainalysis 2026 Crypto Crime Report ระบุว่า ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อการโอนเงินให้มิจฉาชีพเพิ่มขึ้นถึง 253% ยิ่งตลาดอยู่ในช่วงขาลงทำให้วงจรการหลอกลวงแบบ Pig Butchering, Romance Scam และการ Rug Pull หรือ “ชักดาบ” เกิดขึ้นเร็วขึ้น และมากขึ้น ทำให้การรายงานความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุด้วยว่า มิจฉาชีพปรับตัวจากการหลอกรายย่อยจำนวนมาก มาเป็นการใช้เทคนิค Industrialized Fraud ที่มีความซับซ้อนและเจาะจงเหยื่อที่มีกำลังทรัพย์สูงมากขึ้น

มิจฉาชีพยังหันไปใช้เทคโนโลยี AI Deepfake และ Voice Cloning เพื่อปลอมเป็น CEO หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแบบเร่งด่วน

การหลอกลวงประเภท Impersonation (ปลอมตัว) พุ่งสูงขึ้นถึง 1,400% ในช่วงต้นปี 2569

การฉ้อโกง แบบชวนลงทุนโดยตรง โดยอ้างลงทุนในคริปโต ผ่านแชต ผ่านโรมานซ์สแกม ฯลฯ จึงมีทิศทางไปทางเดียวกับขาลงของตลาดคริปโต

ด้วยในรอบ 5-6 เดือนมานี้ ตลาดคริปโตได้รับความกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ จากกราฟรายเดือน ปรากฏแท่งแดงแสดงการเทขายและมูลค่าร่วงลงยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยบันทึก

ในภาพของประเทศไทย จากข้อมูลสถิติแจ้งความออนไลน์ของตำรวจไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า อันดับความเสียหายการหลอกลงทุนเป็นอันดับ 1 ในแง่มูลค่ายังคงเป็นอันดับ 1 (เสียหายเฉลี่ยสัปดาห์ละ 120 ล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้ทางตำรวจเน้นย้ำว่าไม่ว่าจะลวงลงทุนรูปแบบใด เงินมักจะไหลออกทางคริปโตเสมอ

ในปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ราว 3,400-4,123 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2569 เฉพาะเดือน ม.ค. ความเสียหายพุ่งราว 1.2 หมื่นล้านบาท

Chainalysis ประเมินสถิติภาพรวมทั่วโลกด้วยว่า มูลค่าความเสียหายจาก Crypto Scam ในปี 2568 สูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มว่าในปี 2569 จะรุนแรงขึ้นจากการใช้ AI ช่วยหลอกลวง และ “ผู้หญิงวัยทำงาน” เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่ออันดับ 1 ในช่วงต้นปี 2569 นี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดมุมจากเคสจอม KXVC-สามีดารา ลวงลงทุนคริปโตระดับพันล้านด้วยโปรไฟล์เลิศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...