โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TFM เดินหน้าขยาย Market Share อาหารสัตว์น้ำ ตั้งเป้ารายได้โต 8–10%

ทันหุ้น

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 11.00 น.

#ทันหุ้น #2026 #SET #TFM เดินหน้าขยาย Market Share อาหารสัตว์น้ำ ตั้งเป้ารายได้โต 8–10%

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจของไทย ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 8–10% เดินหน้าขยาย Market Share โดยชูอาหารกุ้งและอาหารปลากะพงเป็น Growth Driver หลัก พร้อมต่อยอดนวัตกรรมและยกระดับการผลิตตามแนวคิด “Smart & Sustainable Farming” ควบคู่การขยายตลาดต่างประเทศ หลังปี 2568 สร้างสถิติ New High ด้วยรายได้ 6,035 ล้านบาท กำไรสุทธิโต 36.9% พร้อมจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.30 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีจ่ายปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 81.8% สะท้อนโมเมนตัมการเติบโตและศักยภาพการทำกำไรของธุรกิจในระยะยาว

นางสาวปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 8–10% จากปีก่อน โดยเดินหน้ากลยุทธ์ขยายส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลากะพง ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่มีศักยภาพในการเติบโตและสร้างอัตรากำไรที่ดีให้กับบริษัท รวมทั้ง การบริหารโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Mix) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 18–20% และควบคุม สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายให้อยู่ในระดับ 8–10% พร้อมเติบโตไปกับเกษตรกรและอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย ภายใต้แนวคิด “Smart & Sustainable Farming”

สำหรับกลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทจะมุ่ง ขยายส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้ง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มากกว่า 60% ของยอดขายรวม โดยภาพรวมผลผลิตกุ้งของประเทศไทยอยู่ในระดับประมาณ 250,000 ตันต่อปี ใกล้เคียงกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด การขยายฐานลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งผลผลิตของเกษตรกรและเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างกำไรของบริษัท

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจ อาหารปลากะพง ซึ่งปัจจุบัน TFM เป็น ผู้นำตลาดในประเทศไทย โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2569 จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมปลากะพงในประเทศ ซึ่งมีผลผลิตรวมราว 50,000–60,000 ตันต่อปี รวมถึงการต่อยอดไปสู่ตลาด อาหารปลาน้ำจืดอื่น ๆ

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ TFM เดินหน้าต่อยอด นวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ อาหารลูกกุ้ง 1S และ 2S ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและอัตราการรอดของลูกกุ้ง ซึ่งได้รับรางวัล Outstanding Innovative Company Awards ปี 2568 สะท้อนศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยและพัฒนาอื่นๆ ที่อยู่ใน pipeline เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล โดยเป็นบริษัทแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรอง ASC Feed Standard พร้อมนำ พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงนำรถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) และ พลังงานชีวมวล (Biomass) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงสร้างตลาดของบริษัท ยอดขายยังคงมาจากตลาดในประเทศเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้รวม โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการอาหารกุ้งและอาหารปลาที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย ขณะที่ตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ปรับพอร์ตธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ และมองว่าจะเป็น New Growth Engine ในระยะต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายเครือข่ายลูกค้าและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำสำคัญของโลก อาทิ อินโดนีเซีย รวมถึงการขยายธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทสร้างสถิติสูงสุดใหม่ โดยมี รายได้จากการขายรวม 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ เติบโต 36.9% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 22% ด้านฐานะทางการเงิน บริษัทมีความแข็งแกร่ง โดยมี อัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) เพียงประมาณ 0.09 เท่า และมี อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นสู่ระดับเกือบ 29%

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติ จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 จำนวน 0.30 บาทต่อหุ้น จากกำไรส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อรวมกับการจ่ายปันผลงวดระหว่างกาล ส่งผลให้ ทั้งปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น อัตราการจ่ายเงินปันผล 81.8% โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 7 เมษายน 2569

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...