โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนไทยกว่า 10 ล้าน เสี่ยงโรคไตไม่รู้ตัว สมาคมโรคไตฯแนะคัดกรอง

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแนะคัดกรองเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ป่วย NCDs เผยต้องทุ่มงบดูแลรักษามากกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี แนะคนไทยใส่ใจพฤติกรรมการบริโภคลดหวาน มัน เค็ม ด้าน สธ. ชวนดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอช่วยขับของเสียและลดภาระการทำงานของไต

8 มี.ค.2569 -ที่ลาน Eden ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดงานวันไตโลก World Kidney Day ภายใต้คำขวัญ “KIDNEY HEALTH FOR ALL-Caring for people and Protecting the Planet” หรือ “คัดกรองป้องกัน รู้ทันโรคไต ใส่ใจรักษ์โลก” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักและใส่ใจโรคไตให้มากขึ้น ภายในงานได้จัดให้มีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไตทั้งจากการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะจากชุดตรวจหาไมโครอัลบูมินแบบตลับที่เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย

เนื่องใน วันไตโลก (World Kidney Day) สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยออกมาเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพไต หลังพบว่าปัจจุบัน คนไทยมีภาวะโรคไตเรื้อรังมากกว่า 10 ล้านคน และจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าตนเองกำลังป่วย เนื่องจากในระยะแรกของโรคมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นากยกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 850 ล้านคนและเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนประชากรไทยมีอัตราผู้ป่วยอยู่ที่ 9-10 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วย ไตวายระยะสุดท้ายประมาณ 150,000 ราย ที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไตหรือปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ในปีที่ผ่านมา กว่า 17,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับกองทุนสุขภาพอื่น ๆ งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องล้างไตอาจสูงถึง 50,000–60,000 ล้านบาทต่อปี

สาเหตุสำคัญของโรคไตในคนไทยส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นประจำ

โรคไตในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าการทำงานของไตกำลังเสื่อมลง ดังนั้นการตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วย โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรคไต โดยสามารถตรวจคัดกรองได้ทั้ง การตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะ

นพ.วุฒิเดช กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจปัสสาวะ แพทย์มักใช้การตรวจ ไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน การตรวจดังกล่าวช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบภาวะไตเสื่อมได้เร็ว และสามารถวางแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถควบคุมโรคและชะลอการเสื่อมของไตได้” นพ.วฒิเดช กล่าว

สำหรับแนวทางป้องกันโรคไต ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ลดการบริโภคอาหารเค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรโดยไม่จำเป็น เนื่องจากสมุนไพรบางชนิดอาจมีสารที่ส่งผลกระทบต่อไต หากบริโภคในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นพ.วฒิเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า โรคไตถือเป็น “ภัยเงียบ” ที่ใกล้ตัวคนไทย เพราะในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะไตวาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงตลอดชีวิต ดังนั้นการตรวจสุขภาพและปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคไตลุกลามจนกลายเป็นภาระทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในอนาคต

ด้าน ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ ที่ปรึกษาสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เพียงแต่การกินเค็มทำให้เกิดโรคไต เช่นเดียวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน ซึ่งล้วนมาจากพฤติกรรมการบริโภค หากเป็นโรคเหล่านี้แล้วหากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลต่อให้เกิดโรคไตตามมาเพราะทั้งสองโรคสัมพันธ์กัน

ดังนั้นเราจะต้องให้ความรู้ในการเลือกกินอย่างไรให้เสี่ยงโรค หรือกินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามที่ร่างกายควรในแต่ละวัน อย่างเช่น การทานโปรตีนเสริมที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า สำหรับคนปกติทั่วไปในแต่ละวันร่างกายต้องการโปรตีนเพียง 55-60 กรัม หากไปทานโปรตีนเสริม ร่วมกับการกินอาหารอื่นๆ อีกจนเกินที่ต้องการควรจะได้รับมากเกินไป ไตต้องทำงานหนักในการกรองส่วนเกินนี้ออกไป

“การทานอะไรเข้าไปในร่างกายรับแค่พอประมาณเพื่อไปซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกายก็พอ เพราะอะไรที่มากเกินไปก็จะเป็นปัญหา เช่นเดียวกับการลดทานอาหารแปรรูป ควรทานอาหารที่เป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง ลดการปรุงไม่หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด” ผศ.ดร.ชนิดา กล่าว

ขณะที่ นพ.กฤษฏา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เรามีการส่งเสริมและทำทุกวิถีทางให้คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคไตร่วมด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเร็วของสื่อในยุคปัจจุบันดังนั้นการเสพสื่อหรือการ รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ควรเลือกรับจากสมาคมหรือองค์กรที่มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองได้บูรณาการกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน เช่น อย. มีการทำเรื่องของฉลากอาหารและโภชนาการ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วเราพยายามส่งเสริมให้คนไทยดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ หรือให้ได้อย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร เป็นอย่างน้อย ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับของเสียในร่างกาย เช่นเดียวกับการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ช่วยลดการทำงานหนักของไตได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ แพทย์แนะนำให้ประชาชนตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนต้องล้างไต ซึ่งเป็นภาระต่อทั้งสุขภาพและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...