ZUS COFFEE กางแผนชิงส่วนแบ่งตลาดกาแฟไทย ตั้งเป้าปูพรม 50 สาขา ภายในปี 2569
รุกโมเดล New Retail ชูเทคโนโลยี App-first ขยายอาณาจักรหลังพุ่งแตะ 1,000 สาขาทั่วอาเซียน วางกลยุทธ์ "Specialty ที่เข้าถึงได้" ในราคาเริ่มต้น 65 บาท หวังเจาะฐานผู้บริโภคระดับแมสทั่วประเทศ ชี้ไทยเป็นตลาดศักยภาพสูงลำดับต้นของภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของเชนเครื่องดื่มข้ามชาติ ยุทธศาสตร์การรุกตลาดภูมิภาค: จากมาเลเซียสู่หมุดหมายสำคัญในประเทศไทย
ZUS COFFEE (ซุส คอฟฟี่) เชนกาแฟรายใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจเชิงรุกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าหมายการดำเนินงานระยะสั้นด้วยการเปิดสาขาให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2569 การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์การขยายตัวระดับภูมิภาค (Regional Expansion) ที่สำคัญ หลังจากที่แบรนด์ประสบความสำเร็จในการปักธงครอบคลุมตลาดสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน รวมถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในลำดับถัดไป
ในการก้าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยครั้งนี้ ZUS COFFEE มุ่งเน้นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ท่ามกลางสภาวะตลาดกาแฟไทยที่มีความเข้มข้นและมีผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่หลายราย โดยแบรนด์ใช้ความแข็งแกร่งจากการเติบโตที่ก้าวกระโดดนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2562 ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายสาขาได้ครบ 1,000 แห่งทั่วอาเซียนในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมโครงสร้างการจ้างงานในภูมิภาคกว่า 8,000 อัตรา สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินและโมเดลธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในตลาดต่างประเทศ
"การเปิดตัวในประเทศไทยมีความหมายสำคัญในฐานะตลาดที่เปี่ยมไปด้วยความหลากหลาย เรามุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เสน่ห์ วัฒนธรรม และรสนิยมด้านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกับทีมงานในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน" - เวนอน เทียน (Venon Tian) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE
โมเดลธุรกิจ Data-Driven และเทคโนโลยี New Retail
หัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจที่ทำให้ ZUS COFFEE แตกต่างจากร้านกาแฟดั้งเดิม คือการใช้โมเดล New Retail ภายใต้แนวคิด App-first ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data Insights) ผ่านแอปพลิเคชันของตนเอง เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อและความพื่นชอบของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ใน 3 ส่วนงานหลัก:
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) : ปรับปรุงสูตรและเมนูให้สอดคล้องกับรสนิยมท้องถิ่น
- ประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Efficiency) : บริหารจัดการวัตถุดิบและมาตรฐานคุณภาพให้คงที่ทั่วภูมิภาค
- ประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience) : การสั่งซื้อออนไลน์เพื่อลดระยะเวลาการรอสินค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สังคมเมือง
กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถลดต้นทุนแฝงและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถทำราคาสินค้าในระดับที่แข่งขันได้สูง โดยเฉพาะในตลาดสเปเชียลตี้ที่มักถูกมองว่ามีราคาสูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป
การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product Positioning) ในตลาดไทย
ZUS COFFEE วางตำแหน่งทางการตลาดในประเทศไทยด้วยแนวคิด "กาแฟสเปเชียลตี้ที่เข้าถึงได้" (Accessible Specialty Coffee) โดยกำหนดราคาเริ่มต้นที่ 65 บาท เพื่อทลายกำแพงระหว่างกาแฟพรีเมียมและกาแฟในชีวิตประจำวัน โดยมีเมนูเรือธงอย่าง Spanish Latte ที่มียอดขายสะสมกว่า 30 ล้านแก้วทั่วโลกเป็นสินค้าตัวนำในการสร้างการจดจำแบรนด์
"กาแฟสเปเชียลตี้ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่เครื่องดื่มเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับกลุ่มคนจำนวนน้อย ผู้บริโภคชาวไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่างคุณภาพกับราคาที่เหมาะสม เป้าหมายของเราคือการทำให้พรีเมียมกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน"- ภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย
การรุกตลาดในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของแบรนด์กาแฟสัญชาติอาเซียนในการชิงส่วนแบ่งจากตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย ZUS COFFEE ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนสถานะของกาแฟคุณภาพจาก "สินค้าฟุ่มเฟือย" (Luxury) ให้กลายเป็น "สินค้าจำเป็น" (Necessity) ที่ผู้บริโภคไทยสามารถดื่มด่ำได้ทุกชุมชนผ่านเทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า