โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“เรือปุ๋ย” เกือบ 1 ล้านตันติดค้างอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดฮอร์มุซ เสี่ยงกระทบความมั่นคงอาหารเอเชีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 11.35 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 04.35 น.

"เรือปุ๋ย" เกือบ 1 ล้านตันติดค้างอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดฮอร์มุซ นักวิเคราะห์เตือนการผลิตปุ๋ยโลกอาจลดลง 30-50% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เสี่ยงดันราคาปุ๋ยพุ่งและกระทบความมั่นคงอาหารเอเชีย

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 03.01 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าเรือบรรทุกสินค้ากว่า 20 ลำ ซึ่งบรรทุกปุ๋ยรวมเกือบ 1 ล้านตัน กำลังติดค้างอยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศในเอเชีย

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Kpler ระบุว่า ณ วันอังคารที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกสินค้าประเภท bulk carrier จำนวน 21 ลำ ที่บรรทุกปุ๋ย เช่น ยูเรีย กำมะถัน ฟอสเฟต และปุ๋ยเคมีอื่น ๆ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเรือเหล่านี้รวมถึงเรือ African Lorikeet ที่ชักธงปานามา และ Kiran China ที่ชักธงมอลตา ซึ่งบรรทุกปุ๋ยรวมกันประมาณ 980,000 ตัน ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของเรือทั้งหมด (ไม่นับรวม 4 ลำที่ยังไม่ทราบปลายทาง) คาดว่าจะมุ่งหน้าไปยังประเทศในเอเชีย

ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า มีเรือ 9 ลำ บรรทุกยูเรียประมาณ 463,000 ตัน ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ 8 ลำ บรรทุกกำมะถันรวม 303,000 ตัน และ 2 ลำ บรรทุกฟอสเฟตรวม 105,000 ตัน นอกจากนี้ยังมีเรืออีกหนึ่งลำที่บรรทุกทั้งยูเรียและฟอสเฟต และอีกหนึ่งลำที่บรรทุกปุ๋ยประเภทอื่นที่ไม่ได้จัดประเภท แม้ว่ากำมะถันบางส่วนจะไม่ได้ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมโดยตรง แต่กำมะถันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย

ประเทศในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายสำคัญของโลก เนื่องจากมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต โดยภูมิภาคนี้ผลิตกำมะถันประมาณ 22–30 ล้านตันต่อปี และยูเรียราว 30–38 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน มากกว่าครึ่งหนึ่งของกำมะถันโลก และมากกว่า 30% ของยูเรียโลก ต้องถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แม้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน และมีรายงานว่าเรือบรรทุกปุ๋ยบางลำที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจีนสามารถผ่านช่องแคบดังกล่าวได้หลังการปิดเส้นทาง แต่ Kpler ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ อาจทำให้อุปทานวัตถุดิบสำหรับผลิตปุ๋ยในตลาดโลกลดลง 30–50% ต่อปี

ขณะนี้การขนส่งกำมะถันไปยัง อินโดนีเซีย จีน โมร็อกโก และอินเดีย ได้รับผลกระทบแล้ว ขณะที่การจัดส่งยูเรียไปยัง อินเดีย สหรัฐ และออสเตรเลีย ก็เริ่มเผชิญปัญหาเช่นกัน ตามข้อมูลของแมดเดอลีน โอเวอร์การ์ด ผู้จัดการอาวุโสด้านข้อมูลตลาดเรือเทกอง

ภูมิภาคเอเชียถือเป็นพื้นที่ที่พึ่งพาปุ๋ยจากตะวันออกกลางอย่างมาก โดยนำเข้า ยูเรีย 40% กำมะถัน 54% และแอมโมเนีย 71% จากภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ทางเลือกในการขนส่งก็มีจำกัด เนื่องจากการขนส่งทางบกไม่สามารถรองรับปริมาณมากได้ และเส้นทางเดินเรือก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงมีแนวโน้มจะทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ แม้ว่าญี่ปุ่นจะพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีในระดับสูงเช่นกัน แต่แหล่งนำเข้าจำนวนมากมาจากประเทศนอกตะวันออกกลาง จึงยังไม่เห็นผลกระทบโดยตรงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นนำเข้ายูเรียและแอมโมเนียมฟอสเฟตเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ทำให้มีแนวโน้มจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

อากิโยชิ คาวาชิมะ จากบริษัท Shippio ของญี่ปุ่น กล่าวว่า ตราบใดที่การประเมินด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงยังไม่ดีขึ้น บริษัทเดินเรือจะยังคงระมัดระวังในการตัดสินใจผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าระบบโลจิสติกส์จะกลับสู่ภาวะปกติ

อ้างอิง : asia.nikkei.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...