“เรือปุ๋ย” เกือบ 1 ล้านตันติดค้างอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดฮอร์มุซ เสี่ยงกระทบความมั่นคงอาหารเอเชีย
"เรือปุ๋ย" เกือบ 1 ล้านตันติดค้างอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดฮอร์มุซ นักวิเคราะห์เตือนการผลิตปุ๋ยโลกอาจลดลง 30-50% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เสี่ยงดันราคาปุ๋ยพุ่งและกระทบความมั่นคงอาหารเอเชีย
วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 03.01 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าเรือบรรทุกสินค้ากว่า 20 ลำ ซึ่งบรรทุกปุ๋ยรวมเกือบ 1 ล้านตัน กำลังติดค้างอยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศในเอเชีย
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Kpler ระบุว่า ณ วันอังคารที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกสินค้าประเภท bulk carrier จำนวน 21 ลำ ที่บรรทุกปุ๋ย เช่น ยูเรีย กำมะถัน ฟอสเฟต และปุ๋ยเคมีอื่น ๆ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเรือเหล่านี้รวมถึงเรือ African Lorikeet ที่ชักธงปานามา และ Kiran China ที่ชักธงมอลตา ซึ่งบรรทุกปุ๋ยรวมกันประมาณ 980,000 ตัน ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของเรือทั้งหมด (ไม่นับรวม 4 ลำที่ยังไม่ทราบปลายทาง) คาดว่าจะมุ่งหน้าไปยังประเทศในเอเชีย
ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า มีเรือ 9 ลำ บรรทุกยูเรียประมาณ 463,000 ตัน ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ 8 ลำ บรรทุกกำมะถันรวม 303,000 ตัน และ 2 ลำ บรรทุกฟอสเฟตรวม 105,000 ตัน นอกจากนี้ยังมีเรืออีกหนึ่งลำที่บรรทุกทั้งยูเรียและฟอสเฟต และอีกหนึ่งลำที่บรรทุกปุ๋ยประเภทอื่นที่ไม่ได้จัดประเภท แม้ว่ากำมะถันบางส่วนจะไม่ได้ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมโดยตรง แต่กำมะถันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย
ประเทศในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายสำคัญของโลก เนื่องจากมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต โดยภูมิภาคนี้ผลิตกำมะถันประมาณ 22–30 ล้านตันต่อปี และยูเรียราว 30–38 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน มากกว่าครึ่งหนึ่งของกำมะถันโลก และมากกว่า 30% ของยูเรียโลก ต้องถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แม้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน และมีรายงานว่าเรือบรรทุกปุ๋ยบางลำที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจีนสามารถผ่านช่องแคบดังกล่าวได้หลังการปิดเส้นทาง แต่ Kpler ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ อาจทำให้อุปทานวัตถุดิบสำหรับผลิตปุ๋ยในตลาดโลกลดลง 30–50% ต่อปี
ขณะนี้การขนส่งกำมะถันไปยัง อินโดนีเซีย จีน โมร็อกโก และอินเดีย ได้รับผลกระทบแล้ว ขณะที่การจัดส่งยูเรียไปยัง อินเดีย สหรัฐ และออสเตรเลีย ก็เริ่มเผชิญปัญหาเช่นกัน ตามข้อมูลของแมดเดอลีน โอเวอร์การ์ด ผู้จัดการอาวุโสด้านข้อมูลตลาดเรือเทกอง
ภูมิภาคเอเชียถือเป็นพื้นที่ที่พึ่งพาปุ๋ยจากตะวันออกกลางอย่างมาก โดยนำเข้า ยูเรีย 40% กำมะถัน 54% และแอมโมเนีย 71% จากภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ทางเลือกในการขนส่งก็มีจำกัด เนื่องจากการขนส่งทางบกไม่สามารถรองรับปริมาณมากได้ และเส้นทางเดินเรือก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ดังกล่าวจึงมีแนวโน้มจะทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ แม้ว่าญี่ปุ่นจะพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีในระดับสูงเช่นกัน แต่แหล่งนำเข้าจำนวนมากมาจากประเทศนอกตะวันออกกลาง จึงยังไม่เห็นผลกระทบโดยตรงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นนำเข้ายูเรียและแอมโมเนียมฟอสเฟตเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ทำให้มีแนวโน้มจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
อากิโยชิ คาวาชิมะ จากบริษัท Shippio ของญี่ปุ่น กล่าวว่า ตราบใดที่การประเมินด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงยังไม่ดีขึ้น บริษัทเดินเรือจะยังคงระมัดระวังในการตัดสินใจผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าระบบโลจิสติกส์จะกลับสู่ภาวะปกติ
อ้างอิง : asia.nikkei.com