โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศช. เผย เงินเฟ้อการแพทย์ไทย ปี 68 พุ่ง 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 15 เท่า แนะกำหนดเพดานคุมราคา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.17 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สศช. เผย เงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยปี 2568 อยู่ที่ 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 0.7% กว่า 15 เท่า จากต้นทุนเทคโนโลยี ค่าบุคลากร ราคายา-เวชภัณฑ์สูง และ ค่าบริการทางการแพทย์เกินจำเป็น แนะใช้ราคามาตรฐานอ้างอิง เป็นเพดานคุมค่ารักษา

24 ก.พ. 2569 น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์อยู่ที่ 10.3% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จาก 9.5% ในปี 2567 และ 10.0% ในปี 2568 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงที่สุด โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 14.0% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 13.2% ในปี 2568

สำหรับประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ 10.8% ในปี 2568 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ 0.7% ในปี 2568 กว่า 15 เท่า ทั้งนี้มากกว่าครึ่งของบริษัทประกันประเมินว่าระดับค่าใช้จ่ายที่สูงนี้จะยืดเยื้อต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 ปี

ทั้งนี้แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากต้นทุนด้านสุขภาพที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยบริษัทประกัน 74.0% ระบุว่า เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนที่สำคัญที่สุด รองลงมาคือข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขภาครัฐในการรองรับความต้องการด้านบริการสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น (52.0%) ขณะเดียวกัน ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วย ระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม

โดยเมื่อพิจารณาโครงสร้างโรงพยาบาลและศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย พบว่า ปัจจุบัน มีโรงพยาบาลรวมทั้งสิ้น 1,491 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง คิดเป็น 74.4% ของโรงพยาบาล ทั้งหมด และโรงพยาบาลเอกชน 381 แห่ง คิดเป็น 25.6% ของโรงพยาบาลทั้งหมด

อย่างไรก็ตามแม้โรงพยาบาลรัฐจะมีจำนวนมากกว่า แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการรองรับความต้องการ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ซึ่งมีภาระการดูแลผู้ป่วย ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจำนวนมาก โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีอัตราการครองเตียงเฉลี่ยทั่วประเทศสูงถึง 86.0%

นอกจากนี้ ผลสำรวจของสำนักวิจัยสยามเทคโนโพล ยังพบว่า ประชาชน 46.2% ต้องใช้เวลารับบริการในโรงพยาบาลรัฐนาน ประมาณ 5-8 ชั่วโมงต่อครั้ง ขณะที่ในปี 2568 ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทย มีมูลค่าประมาณ 3.4 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 แสนล้านบาทในปี 2569

ทั้งนี้หากพิจารณาโครงสร้างการเติบโตจะพบว่า รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยเติบโตประมาณ 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำทำให้ผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มชำระเงินเอง (Self-pay) ใช้บริการอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ประกันสุขภาพเอกชนพบการขยายตัวต่อเนื่อง

น.ส.วรวรรณ สถานการณ์ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลไม่ได้ เกิดจากปัจจัยด้านการลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ การแข่งขันด้านค่าตอบแทนบุคลากร ทางการแพทย์ หรือค่ายาที่มีราคาสูงเพียงเท่านั้น หากยังเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่าง บริษัทประกัน ผู้เอาประกัน และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งก่อให้เกิดแรงจูงใจที่เอื้อต่อการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย ได้แก่

(1) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น โดยโรงพยาบาลเอกชน 92.0% มีการลงทุนในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้นเพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน

(2) การแข่งขันด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ โดยรายงานการสำรวจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชน พ.ศ. 2565 พบว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล และสถานพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่เป็นค่าแพทย์ พิเศษ คิดเป็น 41.8% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาคือค่ายาและเวชภัณฑ์ 35.8% และในปี 2568 ค่าธรรมเนียมแพทย์และค่าบริการทางวิชาชีพยังคงเป็นรายการค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็น 45.0% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือเกือบครึ่งหนึ่งของค่ารักษาพยาบาล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น

(3) การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุนด้านอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ

โดยกรณีตัวอย่างที่ผู้บริโภคได้นำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล จากโรงพยาบาลเอกชนมาร้องเรียนต่อสภาองค์กร ของผู้บริโภค พบว่า มีการคิดราคาเวชภัณฑ์ สูงเกินจริงหลายรายการ อาทิ น้ำเกลือ 1,000 มิลลิลิตร จากราคาตลาดเพียง 45 บาท ถูกคิดในราคา 919 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,900% และสำลีก้อนขนาดเล็ก ราคาตลาด 0.10 บาทต่อก้อน กลับเพิ่มราคาเป็นก้อนละ 7 บาท ส่วนต่างคิดเป็น 6,900%

(4) การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่าน อัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio) ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Forbes Thailand ระบุว่า Loss Ratio ของประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลังโควิด และอยู่ในระดับสูงถึง 66.7% ในปี 2566

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ประมาณ 10.0% ต่อปี มีการคาดการณ์ว่า Loss Ratio จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจสูงถึง 90.0% ในปี 2569 โดยการเพิ่มขึ้นของ Loss Ratio ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ซึ่งอาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณค่าต่ำหรือเกินความจำเป็น (Low-Value Care)

ขณะที่ในบางกรณีการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่สามารถรับการรักษาในฐานะผู้ป่วยนอกกลับถูกวินิจฉัยให้เข้ารับการรักษาในฐานะผู้ป่วยในส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงเกินความจำเป็น สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่พบว่า ในปี 2567 การใช้สิทธิที่ไม่เหมาะสมคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 28.0% ของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพทั้งหมด ทั้งที่เกิดจากผู้เอาประกันเพียง 5.0% ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด

“ในท้ายที่สุด หากการใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็นยังไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมถูกเฉลี่ยไปยังผู้เอาประกันโดยรวมส่งผลให้ผู้ที่ใช้สิทธิอย่างเหมาะสมต้องเผชิญกับค่าเบี้ยประกันที่ปรับสูงขึ้น”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็นแล้ว

น.ส.วรวรรณ ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม ดังนี้

(1) การกำหนดเพดานควบคุมราคา ภาครัฐควรมีกลไกกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนแบบเปรียบเทียบได้ มีราคามาตรฐานอ้างอิงภายในประเทศ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

(2) การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบบริการสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนดำเนินงาน อาทิ การนัดหมาย การเคลมประกัน โดยมีการประเมินว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการของโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยในสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ 30-40% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบบริการสุขภาพของไทยควรดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าทางงบประมาณ ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพ

(3) การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการเลือกแนวทางการรักษา ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษา สอบถามถึงทางเลือกในการตรวจหรือหัตถการ รวมถึงผลดี/ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น และหากพบความไม่ชัดเจนหรือผิดปกติควรใช้สิทธิสอบถามหรือร้องเรียนผ่านช่องทางของสถานพยาบาล บริษัทประกัน หรือ คปภ. เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงระบบให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างมีวินัย โปร่งใส และตรวจสอบได้

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...