คลังชูส่งออกเร่งได้อีก กลยุทธ์ลงทุนหุ้นแถว 2
#ส่งออก #ทันหุ้น – ขุนคลังเชื่อส่งออกเร่งตัวใน 150 วันนี้ ยังไม่ไว้วางใจภาษีสหรัฐ 15% เร่งเจรจาให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด ด้านส่งออกไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดันกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์วิ่งยกแผง กูรูชี้หุ้น DELTA สูงไป ห่วงติด Cash Balanceวางกลยุทธ์พิจารณาหุ้นแถว 2 แนะ HANA เงินสดดี ราคาต่อมูลค่าบัญชีต่ำ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เชื่อว่า จากการที่สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าในอัตรา 15% และเป็นการชั่วคราว 150 วัน หลังศาลสูงสุดของสหรัฐ มีคำตัดสินในมาตรการ Reciprocal Tariffs ไม่สามารถทำต่อไป จะทำให้ผู้ส่งออกไทยเร่งการส่งออกไปยังสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 1 และ ไตรมาส 2/2569 อย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นอัตราภาษีที่ลดลงจากเดิมที่สหรัฐ ประกาศจะเรียกเก็บจากสินค้าไทยในอัตราที่ 19%
และการที่ทุกประเทศทั่วโลกกลับมาใช้อัตราภาษีเท่ากันหมดที่ 15% จึงทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกลับมาเท่าเทียม และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ดีกว่า 2% ส่วนจะเติบโตถึง 3% หรือไม่ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
อย่างไรก็ดีในระยะยาวรัฐบาลยังต้องเดินหน้าเจรจาเรื่องภาษีการค้าอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะไม่ได้แปลว่าจะมีการหยุดในเรื่องการกีดกัน และต้องพยายามคว้าโอกาส และทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์สูงสุด
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า อัตราภาษีที่ 15% ที่ประกาศออกมานั้น ทุกประเทศได้รับเท่าเทียมกันหมด ไม่มีประเทศไหนได้เปรียบกัน จะส่งผลดีกับไทย ส่วนในระยะยาว ยังเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ ต้องติดตามต่อว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร มองว่าช่วง 150 วันนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยต้องเร่งเจรจาเพื่อกำหนดอัตราภาษีและประเภทสินค้าที่เหมาะสมหลังจากครบกำหนด
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าการส่งออกเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 24.4% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ AI และสินค้าเกษตร
@วางกลยุทธ์ลงทุน
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ตัวเลขการส่งในออกเดือนมกราคมที่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ สินค้าที่เติบโตอย่างโดดเด่น มาจากกลุ่ม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเติบโตดีในทุกประเภทสินค้า โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า (IC), ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD), แผงวงจรพิมพ์ และมอเตอร์ต่างๆ เป็นการเติบโตตามเมกะเทรนด์ของโลก ซึ่งมีความต้องการสูงและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์พิสูจน์ให้เห็นว่าได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าค่อนข้างน้อย เห็นได้จากการเผชิญกับกำแพงภาษี (Tariff) ถึง 19% แต่ยอดส่งออกยังสามารถเติบโตได้เรื่อยๆ ดังนั้นจึงให้น้ำหนักกับตัวเลขการส่งออกที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าข่าวเรื่องการปรับเปลี่ยนภาษีนำเข้าสหรัฐ ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารยังได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการถูกเก็บภาษีลดลง แต่อาจมีผลกระทบเชิงลบจากตัวเลขส่งออกที่ลดลง จึงมองบวกในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า
ส่วนทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าไม่สามารถกดดันยอดส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้ เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่รุนแรงและแข็งแกร่งกว่าปัจจัยเรื่องค่าเงิน โดยแนวโน้มในระยะสั้นเงินดอลลาร์อาจถูกกดดันจากความกังวลเรื่องฐานะการคลังของสหรัฐ และประเด็นเรื่องการคืนภาษี ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทยังคงมีทิศทางที่แข็งค่าอยู่
กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ควรเน้นลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานการส่งออกที่ดี เช่น DELTA แต่ราคาหุ้นจะพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่และตอบรับข่าวดีไปมาก มีความเสี่ยงที่ต้องระวังคือการติดเกณฑ์ Trading Alert List หรือCash Balance เนื่องจากราคาขึ้นมาแรงเกินไป จึงอาจพิจารณาหุ้นแถว 2 เช่น CCET, KCE, HANA ที่คาดว่าจะปลอดภัยกว่าในแง่ของระดับราคา
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากตัวเลขการส่งออกที่ดีกว่าคาดส่งผลให้เกิดแรงเก็งกำไรในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าส่งออกบางประเภทโดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง แต่การตัวเลขที่ออกมาดีมากในระยะสั้นมีความเสี่ยงแฝงอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่คาดเดาได้ยาก ทำให้การพยากรณ์อนาคตทำได้ลำบากขึ้น โดย SET ในช่วงใกล้ระดับ 1,500 จุด เริ่มเห็นแรงทำกำไรสลับออกมา นักลงทุนจึงควรระมัดระวังในกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง
ตัวเลขการส่งออกที่ดี อาจไม่ได้สะท้อนถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเสมอไป เนื่องจากบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้ดีส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ซึ่ง DELTA เป็นหุ้นตัวเดียวที่กำไรและการฟื้นตัวของรายได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรม และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นบวก ขณะที่HANA, KCE และ CCET ผลประกอบการและรายได้ยังไม่สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัว
ดังนั้นหากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้แนะนำ HANA ที่มีความน่าสนใจในเชิง Value Play เนื่องจากมีราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำเพียง 0.5 เท่า มีเงินสดในมือสูงประมาณ 6 บาทต่อหุ้น และหนี้น้อย แม้ว่าผลประกอบการจะยังไม่เห็นการฟื้นตัวที่โดดเด่นก็ตาม ส่วนหุ้นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง แม้ภาพรวมจะดูแข็งแกร่ง แต่เริ่มมีสัญญาณเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโมเมนตัมของกลุ่มในระยะต่อไปได้
ซึ่งทิศทางค่าเงินบาทของไทยยังมีแนวโน้มที่แข็งขึ้น จากส่วนต่างนโยบายดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐ เริ่มแคบลง ประกอบกับประเด็นเรื่องการขอคืนภาษีการค้ามูลค่าประมาณ 1.3 – 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง กระทบกลุ่มสินค้าเกษตร ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากได้ประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบในราคาที่ถูกลงเมื่อเงินบาทแข็งค่า ช่วยชดเชยรายได้จากการส่งออกที่ลดลง
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า ตัวเลขส่งออกถูกเร่งตัวจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นไปตามดีมานด์ในตลาดโลกที่แข็งแกร่งจากเทรนด์ AI แต่ทางบล.บัวหลวง มองว่ายังคงมีส่วนของ transshipment ด้วยที่ต้องติดตาม เพราะสังเกตจากการนำเข้าที่เร่งตัวทั้ง YoY และ MoM (+29.4% YoY, +19.1%MoM) แม้มีส่วนของData Center บ้าง แต่กลับพบว่าตัวเลขภาคการผลิต ยังไม่ได้เร่งตัวชัดเจนเหมือนส่งออก
จึงคิดว่ามีจำนวนหนึ่ง ที่เป็นลักษณะ Transshipment ส่วนประมาณการตัวเลขส่งออกทั้งปี 2569 คาดไว้ที่ 3% ปรับขึ้นจาก 1.3% กรณีภาษีทรัมป์คลี่คลาย อย่างไรก็ดีต้องติดตามมาตรการอื่นๆ รวมทั้งการเจรจารอบใหม่ หลังภาษีตอบโต้ถูกปรับลงมา 15% สำหรับหุ้นแนะนำกลุ่มส่งออก ที่Valuations ยังไม่ตึงตัวมาก แนะนำ KCE, ITC