ประเมินฉากทัศน์สงครามอิหร่าน สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนระยะสั้น ราคาน้ำมันโลกพุ่งกดดันเศรษฐกิจไทย
SCB CIO ประเมิน3 ฉากทัศน์สงครามอิหร่านมองตลาดผันผวนระยะสั้น แนะจังหวะย่อตัวสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่งโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ด้าน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์วิกฤติตะวันออกกลาง เมื่อราคาน้ำมันโลกปะทะภาวะสุญญากาศทางการคลังไทย เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจดิ่งสู่ภาวะถดถอย
SCB CIO คาดสงครามไม่ขยายวง สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนระยะสั้น
SCB CIO วิเคราะห์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก คาดสงครามไม่ขยายวงกว้าง อาจเพิ่มความผันผวนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำ พุ่งขึ้นตามแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แนะนักลงทุนใช้จังหวะปรับฐานสะสมตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง รวมถึงตราสารหนี้สหรัฐฯ คุณภาพดี ระยะสั้นถึงกลาง และตราสารหนี้ไทยระยะสั้น ทองคำ-โลหะเงิน และน้ำมัน ไม่ควรไล่ราคา เข้าซื้อเมื่อย่อตัว
นายศรชัย สุเนต์ตา CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีโอกาสรุนแรงขึ้นได้ในระยะสั้น หากอิหร่าน มีการตอบโต้ที่ยืดเยื้อและลุกลาม หลังจากการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งจะส่งผลกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะสั้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมัน มีแนวโน้มพุ่งสูงในระยะสั้นเช่นเดียวกัน โดย SCB CIO คาดว่าสงครามจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามในระดับภูมิภาค ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เรามองความเป็นไปได้ของสถานการณ์ เป็น 3 กรณี ดังนี้
1.Base Case (โอกาสเกิด 65%) มีการปะทะรุนแรงในระยะสั้น แต่อิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์หลังการสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามในที่สุด ซึ่งคาดว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
2.Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
3.Worst Case (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้างขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร โดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้น อยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
ในส่วนของคำแนะนำลงทุน SCB CIO มองว่า ตลาดหุ้นโลก มีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) โดยไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม (Buy on weakness) ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว (Core Portfolio) และพอร์ตเสริมระยะสั้น (Opportunistic Portfolio) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป
สำหรับ ตลาดหุ้นไทย แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน และอาจปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลกเช่นกัน นอกจากนี้ ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง 21.3% YTD แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยกรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุน แนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฯ ฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
ด้านแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ คาดว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มีโอกาสที่ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) จะลดลงระยะสั้น จากภาวะ Risk-off ที่นักลงทุนกลับเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยแนะนำลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯและหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีของสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง รวมทั้ง ยังแนะนำให้เข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทย ระยะสั้น ที่ได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 bps ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และโลหะเงิน แม้ราคาจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นแรงในระยะสั้นจากสถานการณ์สงคราม แต่มีโอกาสปรับลดลงหากสงครามคลี่คลายตาม Base Case ที่มองไว้ ดังนั้นแนะนำถือลงทุนตามสัดส่วนทึ่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยควรทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวเท่านั้น ไม่ควรไล่ซื้อ
สำหรับผลิตภัณฑ์ลงทุนที่สอดคล้องกับมุมมองการลงทุนของ SCB CIO ได้แก่ กองทุน SCBDBOND(A) ความเสี่ยง 4 ที่ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพในประเทศและต่างประเทศ กองทุน SCBGMCORE(A) ความเสี่ยง 5 กองทุนผสมที่มีการกระจายหลายสินทรัพย์ ทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน ทองคำ เป็นต้น อีกทั้งยังใช้สินทรัพย์ประเภท Liquid Alternative เพื่อช่วยให้พอร์ตการลงทุนกระจายความเสี่ยงของตลาดโดยรวมเพิ่มเติม กองทุน SCBCIO(A) ความเสี่ยง 5 กองทุนผสมที่บริหารเชิงรุก ปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด ตามมุมมองของ SCBCIO อย่างใกล้ชิด กองทุน MRENEW-A ความเสี่ยง 7 ลงทุนในธีมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว
ส่วนผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Networth : UHNW) ที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำผลิตภัณฑ์ทดแทนทองคำ ประเภท Complex Fund ที่มีความผันผวนสูง 3 ประเภท ได้แก่ 1) กองทุน SCBCR1YH ที่อ้างอิงกับทองคำ ลงทุน เป็นสกุลเงินบาท ให้ผลตอบแทนภายในระยะเวลา 1 ปี และคุ้มครองเงินต้น 2) หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ประเภท Sharkfin Bull note ที่ลงทุนด้วยสกุล USD ให้ผลตอบแทนตามการเคลื่อนไหวของทองคำในกรอบที่กำหนด พร้อมคุ้มครองเงินต้น และ 3) หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ประเภท Bonus Enhanced Note (BEN) ลงทุนด้วย USD ให้ผลตอบแทน ส่วนเพิ่ม หากเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่กำหนด พร้อมคุ้มครองเงินต้นบางส่วน ทั้งนี้ รายละเอียดและผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ แนะนำให้ผู้ลงทุนขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจอีกครั้ง
ซีไอเอ็มบี ไทยเจาะ 3 ฉากทัศน์ความขัดแย้งและราคาน้ำมัน
ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุด ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับสูงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานในช่วงที่กลไกการบริหารประเทศติดล็อกทางงบประมาณ
ฉากทัศน์ที่ 1 ตึงเครียดจำกัดวง – มีการตอบโต้ประปรายแต่ไม่กระทบการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสงบลงใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้น
ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ – กระทบการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อ – สหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off
สำหรับผลกระทบต่อไทย: เมื่อเครื่องยนต์คลัง “ดับ” ชั่วคราว นั้น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ภาวะสุญญากาศทางการคลัง” ของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งทำให้การรับมือวิกฤตทำได้ยากกว่าปกติ
ข้อจำกัดด้านงบประมาณ – ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนจะหยุดชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้
กันชนพลังงานพังทลาย – กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที
ความเชื่อมั่นสั่นคลอน – หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลด Credit Rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น
ผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ
ตลาดทุน – ทองคำพุ่ง น้ำมันพุ่ง แต่สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย ค่าเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงจากการนำเข้าน้ำมันราคาแพง (Trade Deficit)
เงินเฟ้อและดอกเบี้ย – เกิดเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน (Cost-push Inflation) ขณะที่แบงก์ชาติเผชิญภาวะลำบากในการปรับดอกเบี้ยเพื่อสกัดบาทอ่อน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอเกินไป
ภาคธุรกิจและท่องเที่ยว – ต้นทุนการเดินทางและวัตถุดิบพุ่งสูง นักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางหายไป กระทบธุรกิจโรงแรม ขนส่ง และค้าปลีกอย่างรุนแรง
แนวทางการรับมือ เน้นพึ่งพาตนเอง
ในภาวะที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว
บริหารสภาพคล่อง – สำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30%
ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน – ผู้นำเข้าควรทำ Hedging ป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์
ชะลอการก่อหนี้ – ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจซบเซา
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและการปลดล็อกงบประมาณ คือตัวแปรเดียวที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไม่ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ
–