"ณัฐพงษ์-พิธา" ไม่หวั่นปราศรัยชน “ภูมิใจไทย” ลั่น สุพรรณบุรี แตกแล้ว ต้องเปลี่ยนสี เพราะเป็นสีเดิมมาตั้งแต่ปี 2531
"ณัฐพงษ์-พิธา" กอดกันปราศรัยเมืองสุพรรณ กา ปชน.เปลี่ยนประเทศ ท้าชนบ้านใหญ่ ลั่น แค่เปลี่ยนจากชมพูเป็นน้ำเงิน ปัญหาก็เหมือนเดิม ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ ของประชาชน - “พิธา” ลั่น สุพรรณบุรี แตกแล้ว ต้องเปลี่ยนสี เพราะเป็นสีเดิมมาตั้งแต่ปี 2531 - ไม่หวั่นปราศรัยชน “ภูมิใจไทย” มองหลายพรรคคาดหวังคะแนนสูงเป็นปกติ
วันที่ 2 ก.พ. 69 ที่วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี , นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน , นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค , นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรค และทีมพรรคประชาชนจังหวัดสุพรรณบุรี ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 2569 บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักมีประชาชนมารอฟังปราศัยจำนวนมาก
โดยนายณัฐพงษ์ได้เดินมาพร้อมกับนายพิธา โดยได้กอดให้กำลังใจกัน ก่อนจะไปยังเวทีปราศรัย
นายณัฐพงษ์ ปราศรัยว่า สวัสดีสุพรรณบุรี 8 ก.พ. นี้เรามากาเพื่อเปลี่ยน ซึ่งถ้ากาเพื่อเปลี่ยนแค่สีชมพูเป็นสีน้ำเงิน ตนยืนยันว่าปัญหาหลายอย่างของชาวสุพรรณฯ ของคนไทยทั่วทั้งประเทศไม่เปลี่ยนแน่นอน
“มันน่าโมโหหรือไม่ ประชาชนอยากใช้สิทธิ์ตัวเอง 4 ปีมีหนหนึ่ง จัดเรื่องง่าย ยังทำให้เป็นเรื่องยาก แล้วปัญหาที่มันเกิด ทำไมมันต้องเกิดกับพรรคส้ม อย่างแรกเลย การทำหน้าที่ให้ กกต. และองค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน ทำอย่างตรงไปตรงมา ถ้าวันนี้ประชาชนยังตัดสินใจกาเพื่อเปลี่ยนแค่สี เปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีน้ำเงิน ก็เหมือนเดิมแน่นอน รู้กันดีใช่หรือไม่ว่าใครคุม สว. แล้ว สว. ไปโหวตเลือก กกต. ตราบใดที่เรายังกาเพื่อเปลี่ยนแค่สีกกต. ก็ยังอยู่เหมือนเดิม” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงเรื่องประกันสังคม โดยถามว่าใครเคยเป็นเจ้าของตึกมีประวัติเป็นรัฐมนตรีช่วงที่ประกันสังคมไปซื้อตึกมูลค่า 3,000 ล้านบาท แล้วซื้อมา 7,000 ล้าน ตอนนี้ไหลรวมไปอยู่สีน้ำเงินหมดแล้วใช่หรือไม่
ส่วนเรื่องยาเสพติด เพิ่งมีข่าวไปสดๆร้อนๆ จับได้คาหนังคาเขา ทุกคนบอกกันหมดตำรวจไทยเก่ง รู้ข้อมูลหมด แต่สุดท้ายจับไม่ได้ ถ้าองค์กรตำรวจยังมีระบบตั๋ว เรียกรับส่วยเพื่อเอาไปซื้อตั๋วเลื่อนตำแหน่ง ยาเสพติดก็ยังอยู่ในสุพรรณบุรีต่อไป เอาหรือไม่
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงเรื่องการจัดการที่ดิน ว่า การจัดการด้านการเกษตร พรรคประชาชนเรามีทีมบริหารมืออาชีพ มีนโยบายดีๆ มานำเสนอให้เกษตรกร รวมถึงชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าพรรคประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ เป็นรัฐบาลประชาชน อย่างแรกที่เราให้ความสำคัญแน่นอน เกษตรกรที่ทำดีต้องได้มาก ใครปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต รูปแบบการเพาะปลูกให้ดียิ่งขึ้น หรือใครที่ผ่อนหนี้มาทั้งชีวิต ผ่อนดอกจนทบต้น เรายกหนี้ให้ทันทีดีหรือไม่
เรื่องที่ดินเราก็มีนโยบายในการแปลง สปก.เป็นโฉนด คืนสิทธิ์ที่ทำกินให้หลายจังหวัดทั่วทั้งประเทศ ทราบหรือไม่ว่าประเทศเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ บรรดานายทุน ทุนเทายึดของประเทศตั้งธุรกิจฟอกเงิน ทำจากเงินสีเทาให้เป็นสีขาว ทำธุรกิจเราเจ๊งระเนระนาด มีนอมินียึดครองที่ดิน เรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับต้นๅ ของโลก
ระหว่างนี้มีประชาชนตะโกนว่า ไฟยังไม่มีใช้เลย ทำให้นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ใครอยากได้ค่าไฟถูกยกมือขึ้น เมื่อช่วงบ่ายตนเพิ่งไปที่ศาลอาญารัชดามา โดนกลุ่มทุนฟ้อง 1 ร้อยล้านบาท แต่เราไม่กลัว เราไม่หยุดหรอก เราจะเรียกร้องเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนทุกคนต่อไป จนกว่าค่าไฟในประเทศนี้จะถูกลงดีหรือไม่
”ผมการันตีเลยครับ ว่าถ้าเรายังตัดสินใจกาเพื่อเปลี่ยน แค่สีจากสีชมพูเป็นสีน้ำเงิน หน้าตารัฐบาลยังเป็นหน้าตาแบบเดิม ไม่มีทางที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ที่ต้นตอ หัวหน้าผู้ได้ประมาณเท่านี้เนอะเดี๋ยวจะโดนอีกร้อยล้าน“ นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้ากลุ่มคนการเมืองเดิมๆ ยังมาเป็นรัฐบาล สิ่งที่เขาทำคือจ่ายส่วยขึ้นมาเป็นทอดๆ ระดับอธิบดีมาถึงปลัดกระทรวงมาถึงรัฐมนตรี รัฐมนตรีรับเงินมาซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถอนทุนกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเรายังกาแบบเดิม การแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำคงไม่เกิด
“จะเปลี่ยนจากหัวหน้าเท้ง เป็นนายกเท้งได้ คนที่โหวตให้หัวหน้าเท้งเป็นนายกเท้งได้ไม่ใช่คนสุพรรณ แต่เป็นเพื่อน สส.ทุกคน ดังนั้นต้องช่วยกันกาให้มาก” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้มีสีไหน พรรคไหนเข้ามาจดชื่อ เขาจะให้เราหลักร้อยหลักพัน ถ้าใครก็ตามรับมา แต่ขอกาให้กับพรรคประชาชน หากใครรู้สึกบาปรู้สึกเกรงใจ ไม่ต้องรับก็ได้ เพราะ 1 ต.ค.นี้ 1,000 บาทผู้สูงอายุได้รับทุกเดือน กาให้กับพรรคประชาชน 2 ใบ 1 ต.ค.นี้ 1,000 บาท ได้ยาวๆ
นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ช่วยกันเป็นพลังจิตพลังใจกำลังใจให้กัน ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่เราจะวางการเมืองอดีตไว้เบื้องหลัง นักการเมืองที่ไปถอนทุนครั้งนี้ ถึงเวลาของประชาชนจริงๆแล้ว มันไม่มีใครที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เพื่อนร่วมพรรคของตนที่อยู่ด้านหลัง แต่คือพลังของประชาชนทุกคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดช่วงการปราศรัยมีประชาชนตะโกนว่า “ส้มรักตี๋” ทำให้นายณัฐพงษ์ตอบกลับว่า “ตี๋ก็รักส้ม”
จากนั้นนายณัฐพงษ์ได้ถ่ายรูปร่วมกับผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียง โดยทำเป็นทะเลดาวเหมือนทุกเวทีที่ผ่านมา เจอกัน
“พิธา” ปราศรัย ลั่น สุพรรณบุรี แตกแล้ว ต้องเปลี่ยนสี เพราะเป็นสีเดิมมาตั้งแต่ปี 2531 ส่ง “เท้ง” เข้าทำเนียบ ระบุ ผมแค่ Almost Prime Minister แต่ Actual Prime Minister คือณัฐพงษ์พร้อมยกย่อง พรรคประชาชนทำงานเป็นระบบ คิดเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 2569 บริเวณลานวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกล่าวเริ่มต้นว่า “ว่าไงครับสุพรรณ มากันเยอะขนาดนี้จะส้มไปด้วยกันใช่ไม่ใช่ ไหนขอเสียงคนอยากเลือกตั้งหน่อย นี่ไฟแรงเอาขนาดไฟดับเลย ไหนขอเสียงคนเคยเลือกพรรคก้าวไกลหน่อย สุดท้าย8 กุมภา ใครจะกาพรรคประชาชนขอเสียงดังๆยาวๆหน่อย กระผมพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขอประกาศว่า สุพรรณแตกเรียบร้อยแล้ว”
นายพิธา กล่าวต่อว่า และวันนี้เป็นวันที่ตนเองภูมิใจมากที่สุด ที่วันนี้จะเป็นคนปราศรัยส่งมอบนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย ส่งนายกเท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล และมาสุพรรณในวันนี้ไม่ได้มาเล่นๆ พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เลือกตั้งครั้งที่แล้วบัญชีรายชื่อสองแสนกว่าคะแนนยังไม่ลืม แต่5คน5เขต ไม่ได้เข้าใจกัน แต่5คน5เขตไม่มีเขตไหนต่ำกว่า 35,000คะแนน และตนเองสบายใจที่วันนี้พรรคประชาชนนำโดย นานณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พาพรรคประชาชนมาถึงทุกวันนี้ และมีการทำงานเป็นทีมคิดเป็นระบบใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา ตนเองมั่นใจเหลือเกินว่าศักราชใหม่ของสุพรรณบุรีมาถึงเรียบร้อยแล้ว ทุกๆอย่างมันก็มีเวลาของมัน ในการที่จะผลิใบ คราวที่แล้วเราบอกทำไมเราต้องเปลี่ยนและต้องเปลี่ยนอย่างไร เราทำงานกันเป็นทีมไม่เคยเป็นซุปเปอร์แมนโชว์คนเดียวแล้วจบ เพราะคิดเป็นระบบ
“วันนี้ สบายใจมากที่พ่อแม่พี่น้องให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และไม่เคยรู้สึกเข้าใกล้เส้นชัยเท่านี้มาก่อน สุพรรณบุรีก็เหมือนกันที่จะต้องผลิใบเปลี่ยนสีกันบ้าง อาจจะเป็นสีเดิมมาตั้งแต่ ปี2531 แต่ปีนี้2569แล้ว ขอเสียงคนพร้อมเปลี่ยนไปกับพวกเราหน่อย”นายพิธากล่าว
นายพิธา กล่าวต่อว่า ไม่ว่าจะเรื่องเกษตรกรรม ที่ เท้ง ณัฐพงษ์ และทีมพรรคประชาชนคิดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาอย่างเดียว แต่คือเรื่องการลดต้นทุนเกษตรกรด้วย คือเรื่องผลิตภาพผลิตผล คิดกันตั้งแต่ก่อนปลูกใช้เทคโนโลยีอย่างไร ลดปุ๋ยได้อย่างไร ระหว่างปลูกต้องใช้วิธีแบบไหนที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงมากไป และได้ผลผลิตต่อไร่ออกมาเยอะกว่าปกติ หลังการปลูกต้องเก็บเกี่ยวทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถเก็บข้าวได้เป็นเวลานาน เก็บข้าวในโกดังราคามีแต่ลง เก็บข้าวในขวดแบบสังเวียนราคามีแต่ขึ้น เดี๋ยวได้มาฟังกันว่าการใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาเกษตรกรรม คิดแบบเป็นระบบทั้งราคาต้นทุน ผลิตภัณฑ์ ก่อนปลูกระหว่างปลูก หลังปลูกเพิ่มมูลค่าได้อย่างไรบ้าง ซึ่งแตกต่างจากพรรคอื่นแน่นอน
รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเมื่อไม่กี่วันจับยาบ้าได้สามหมื่นกว่าเม็ดที่สุพรรณบุรี อันนั้นคืออนาคตของน้องคนนี้ที่ให้ผมมา เราจะต้องปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำ ก่อนที่จะเข้ามาถึงที่นี่ กลางน้ำ ปลายน้ำ ปฏิรูปตำรวจไปด้วยกัน โดยเท้งจะพูดถึงการใช้เทคโนโลยีแบบนี้จะลดยาเสพติดได้อย่างไร
ทั้งนี้ ยังมีโรงงานพุที่พึ่งระเบิดไป ตนเองขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวสุพรรณบุรี ซึ่งมองว่า ถ้ามีกฎหมายอย่างPRTRที่บอกว่าสารเคมีอยู่ที่ไหน วัตถุระเบิดอันตรายอยู่ที่ไหน จะต้องมีการชี้แจงอย่างไร เอาเทคโนโลยีเข้ามาเก็บจะเป็นอย่างไร ดังนั้นหมดเวลาที่ใช้อนาล็อกแบบเดิม แบบแพ็คลิ้งค์แล้ว มาเป็นดิจิตอล มาเป็นเอไอ แบบนายกเอไอคนนี้หน่อย
“ผมเชื่อมั่นในตัวเขามากที่สุดตั้งแต่ก้าวไกลมา ไม่เป็น รมว.ดิจิตอลของนายกพิธา ก็เป็นนายกน้อยของพิธาตั้งแต่ตอนนั้น แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ ผมแค่ Almost Prime Minister แต่ Actual Prime Minister คือนายกฯ เท้งของพี่น้องแน่นอน” นายพิธากล่าว
ทั้งนี้ระหว่างการปราศรัยของนายพิธา มีแฟนคลับด้อมส้มตะโกนว่า “ส้มรักพ่อ” นายพิธา ได้ตอบกลับทันทีว่า “พ่อก็รักส้ม” ขณะเดียวกันยังมีแฟนคลับวัยเยาว์ ได้มอบผ้าพันคอสีส้มให้บริเสณหน้าเวที ซึ่งนายพิธาได้ไปรับผ้าพันคอ และนำมาพันไว้ที่คอทันที ก่อนจะปราศรัยต่อจนจบและกล่าวเชิญนายณัฐพงษ์ ขึ้นเวทีเป็นคนสุดท้าย โดยเมื่อนายณัฐพงษ์ขึ้นมา ได้มีสวดกอดกันเพื่อส่งกำลังใจ
“พิธา” มองปราศรัยเมืองสุพรรณ คึกคักรัลมั่นใจในตัว “ณัฐพงษ์” มากที่สุดเท่าทึ่จะมากได้ “เท้ง” ประเมินตำนวน สส.มากที่สุด ของห่างที่สอง 40ที่นั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อวันที่ 2 มก.พ. 69 ที่วัดป่าเลย์ไลยก์ จ.สุพรรณบุรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน พร้อมนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี การปราศรัยในจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นอย่างไรบ้าง
นายพิธากล่าวว่า คึกคักกว่าปี 2566 และมั่นใจในตัวของนายณัฐพงศ์มากที่สุดในฐานะที่เคยร่วมงานกันมากที่สุด เท่าที่คนนึงเคยร่วมงานกันมา จะมั่นใจในคนหนึ่งได้ ส่วนที่ถึงนายกน้อยนั้นพูดตอนที่มีการเปลี่ยนผ่านนายณัฐพงศ์อยู่ข้างตนมาโดยตลอด ซึ่งตอนนั้นถ้าได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลแน่นอน หรือได้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแต่ตอนนี้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงแล้ว
เมื่อถามการประเมินยอดสส.นั้นจะได้กี่ที่นั่งในช่วงโค้งสุดท้ายจะได้เท่าไหร่ นายณัฐพงศ์กล่าวว่าตนประเมินมากที่สุด เพราะวิธีที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้ต้องมีระยะห่างระหว่างที่หนึ่งกับที่สองถึง 30-40 ที่นั่งซึ่ง ตนก็มั่นใจเพราะดูจากกระแสที่ ประชาชนออกมาให้การสนับสนุน นั้นเชื่อมั่นว่าถึงแน่นอน
เมื่อถามว่าการปราศรัยถึงการทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่าเกิดแต่กับพรรคประชาชนเป็นห่วงหรือไม่ว่าคนที่เลือกพรรคประชาชนคะแนนจะตกน้ำ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือกรณีที่มีบัตรเขย่งจากบัตรใบสีเขียวที่มีการกรอกรหัสเครดิตผิดอาจทำให้บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปไม่ตรงและทำให้เกิดการเลือกตั้งมีปัญหาซึ่งตนอยากให้กกต.ให้ความชัดเจน สุดเหตุสะดุดนั้นเรียกร้องให้ประชาชนว่าหากทนไม่ได้กับการเลือกตั้งที่ไม่ปลุกใส่ไม่เป็นธรรมและทำให้ประชาชนต้องออกมาแสดงพลัง ในวันที่ 8 ก.พ. เอาให้ชนะขาด
“ณัฐพงษ์” ไม่หวั่นปราศรัยชน “ภูมิใจไทย” มองหลายพรรคคาดหวังคะแนนสูงเป็นปกติ ด้าน “พิธา” หวัง คนออกมาใช้สิทธิ์80 % บอก 6 ก.พ. นี้ปราศรัยใหญ่ปล่อยของ
ส่วนในการปราศรัยที่วันนี้ชนกับพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นมีความกังวล หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด สิ่งที่เสนอบนเวทีก็มี การพูดเรื่องที่บริหารมืออาชีพของพรรคซึ่งตนก็พอนำเรื่องเทคโนโลยีมาจัดการและทำให้โปร่งใส ซึ่งตนเชื่อมั่นในรูปลักษณ์ของตัวบุคคลจากอดีตแกนนำและผู้สมัครรวมถึงทีมบริหาร ขอโอกาสจากประชาชนถ้าทุกคนมอบความไว้วางใจจงเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ตนขอบคุณชาวสุพรรณบุรีทุกคนและอยากให้ตัดสินใจในวันที่ 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนอนาคตลูกหลานของชาวสุพรรณบุรีทุกคนและกาให้กับประชาชนรวมถึงการกาเห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน
เมื่อถึงความเป็นไปได้ในการตั้งรัฐบาลพรรคเดียวนั้นมีมากน้อยแค่ไหนนายณัฐพงษ์กล่าวว่า อยู่ที่เสียงประชาชนถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจอย่างถล่มทลายตนเชื่อมั่นว่าถ้าเกิน 20 ล้าน เสียงก็จะมีความเป็นไปได้มากซึ่งเป็นช่วงต่อสุดท้ายที่เป้าหมายของเราคือการได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดที่จะจัดตั้งรัฐบาล ส่วนกระแสข่าวที่มีการดีลเก้าอี้รัฐมนตรี โดยไม่มีไม่มีประชาชนมองอย่างไร ตนมองว่าเป็นการทำของพรรคการเมืองแบบเดิมๆและเราตั้งหน้าตั้งตาที่จะหาเสียงและเสนอนโยบายต่อประชาชน เชื่อว่าการทำงานในช่วงสุดท้ายที่จะนำมาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนทำให้เราสามารถตั้งรัฐบาลที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ไม่ใช่การต่อรองโควต้ารัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าไว้ถึง 200 กว่าเก้าอี้นั้นมองว่าทุกพรรคก็พูดเป้าหมายตัวเองได้และต้องตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องปกติ
ก่อนที่นายพิธาจะบอกว่าหากทุกคนตั้งตามเป้าหมายก็จะทำให้ที่นั่งเกิน 1,000 แล้วในสภา ตนคิดว่าประชาชนตื่นตัวกว่าที่คิดไว้และตนได้พบปะกับประชาชนที่นี่ก็เห็นหลายคนมีความหวังจึงชวนทุกคนให้ใช้ชิดใช้เสียงให้เยอะที่สุดอย่างปัญหาต่างๆก็จะหายไปและอยากให้กกต. ตั้งเป้าให้คนมาใช้สิทธิ์จำนวนเยอะ ถ้าตนเชื่อว่าไม่มีพื้นที่ไหนที่พรรคประชาชนจะชนะไม่ได้ถ้าคนมาใช้สิทธิ์เยอะ
เมื่อถามว่าในวันที่ 6 ก.พ. จะมีการปราศรัยใหญ่นั้นจะเป็นอย่างไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่าเป็นเวทีใหญ่ที่จะมีการปล่อยของและอยากให้ทุกคนติดตาม ส่วนแคมเปญ ประชาชนเปลี่ยนประเทศจะเป็นโค้งสุดท้ายใช่หรือไม่ ตนมองว่าถ้าติดตามการปราศรัยจะทราบว่าโจทก์คือการตั้งรัฐบาลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เราอยากให้ประชาชนยุติกับการแบ่งสีแบบเดิมถ้าเห็นด้วยกับการให้ประเทศไทยไม่มีสีเทาก็ขอคะแนนเสียงกับพรรคประชาชน มั่นใจว่าสามารถยึดเมืองสุพรรณได้แน่นอน และต้องพูดคุยกับประชาชนให้เข้าใจว่าต้องส้มสองใบเพราะอะไร เพราะคราวนี้ไม่ได้เป็นการแบ่งครึ่งกันเนื่องจากบัญชีรายชื่อมี 100 คนแต่เขตมี 400 คนถ้าอยากให้การจัดตั้งรัฐบาลมีผลก็ต้องลดช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้ถ้าอยากให้สุพรรณบุรีส้มไปด้วยกันก็ต้องขอสองใบไม่ใช่แบ่งให้ใคร ใช้เวลาให้พรรคช่วยกันอธิบายว่าช่องว่างในใบบัญชีรายชื่อและเขตต้องลดลงเพื่อให้โค้งสุดท้ายเข้าใจทำไมถึงแบ่งครึ่งไม่ได้