4 พรรคประชันวิสัยทัศน์ แก้ปากท้อง 100 วันแรก ใครลดค่าครองชีพได้จริง
เวทีดีเบตประชาชาติธุรกิจ: เปิดพิมพ์เขียว 4 พรรคการเมืองสู้ศึกค่าครองชีพ “เพื่อไทย” มั่นใจมาตรการแก้หนี้-เติมรายได้ 3.6 หมื่นทำเสร็จใน 90 วัน ด้าน “ประชาธิปัตย์” ส่งนโยบายขยับฐานภาษี 4 หมื่น-ตั๋วร่วม 5-30 บาท อุ้มกลุ่มคนวัยทำงาน ขณะที่ “ภูมิใจไทย” ยันกระตุ้นกำลังซื้อผ่านคนละครึ่งพลัส เฟส 2 พร้อมบาลานซ์งบประมาณสมดุลใน 4 ปี ส่วน “พรรคประชาชน” ชูยุทธศาสตร์อุดรูรั่วเศรษฐกิจ ดันหวยใบเสร็จ-บีบเครดิตเทอม 45 วัน ปั๊มเงินหมุนเวียน SMEs
ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) , นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็น ปากท้องค่าครองชีพ โดยมีโจทย์ : ภายใน 100 วันแรก ถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณจะลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างไร ผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน ทั้ง 4 พรรคการเมือง แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ ดังนี้
เพื่อไทย: รื้อโครงสร้างปากท้อง ชูยุทธศาสตร์ “ครบวงจร” นโยบายทำได้ใน 90 วัน
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุลรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับปัญหาปากท้องและปัญหาค่าครองชีพ เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น มองเรื่องนี้ครอบคลุมมากกว่าคำว่า 3 มาตรการ และมองภาพกว้างกว่าสิ่งที่จะทำในช่วง 100 วันแรก
อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 70 ถึง 80 ของนโยบายพรรคเพื่อไทย สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 90 วัน และเพื่อให้เห็นภาพที่กว้างและครบวงจร พรรคเพื่อไทยขอนำเสนอมาตรการที่สร้างประโยชน์ทั้งในมิติของการสร้างรายได้ และการลดค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนไปพร้อมกัน ดังนี้
1.มาตรการแก้ปัญหาหนี้สิน: พรรคเพื่อไทยเริ่มต้นจากการเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่พี่น้องประชาชนผ่าน 5 มาตรการหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร นอกจากนี้ เรายังมีมาตรการให้เงินรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับผู้ที่มีวินัยในการผ่อนชำระหนี้ที่ดี โดยทั้ง 5 มาตรการนี้สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 90 วัน ซึ่งรวดเร็วกว่ากรอบเวลา 100 วันตามที่ได้กล่าวไว้
2.มาตรการเพิ่มรายได้: การเพิ่มรายได้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนประมาณ 3.4 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประสบความลำบากและมีอุปสรรคในการใช้ชีวิต พรรคเพื่อไทยจึงนำเสนอนโยบาย ‘คนไทยไร้จน’ โดยรัฐบาลจะเข้าไปเติมรายได้ให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ให้ครบ 36,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะมีเงินสำหรับซื้อหาอาหารและสามารถดำรงชีวิตในขั้นพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
“เพื่อไทยเสนอในสิ่งที่เรียกว่า ‘คนไทยไร้จน’ นั่นหมายความว่าคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ไปจนถึงครอบครัวที่ได้ 36,000 บาทต่อปี รัฐบาลจะมีการเข้าไปเติมตรงนั้นให้เต็ม ทำให้เขามีหลักประกันว่าจะมีเงินไปซื้อข้าว ไปใช้อุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันในวันต่อๆ ไปได้”
3.มาตรการสำหรับ SME: เพื่อไทยมีมาตรการทั้งการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ผ่านระบบ ‘Thai National E-commerce’ หรืออีคอมเมิร์ซแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนและลดค่าธรรมเนียมในการนำสินค้าขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงสำหรับ SME ในการเปิดตลาดใหม่ มาตรการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าธรรมเนียมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ. สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อเข้าไปช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมเงินของพี่น้องประชาชนทั้งระบบ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
4.มาตรการสำหรับเกษตรกร: ในส่วนของพี่น้องเกษตรกร พรรคเพื่อไทยมีมาตรการเพิ่มรายได้ผ่านการประกันกำไร 30% เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีกำไรจากการเพาะปลูกอย่างน้อยร้อยละ 30 ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดได้ และนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เนื่องจากการมีกำไรที่แน่นอนจะสร้างความมั่นใจในการทดลองและพัฒนาการผลิต นอกจากนี้ ยังมีการดูแลบริหารจัดการเรื่องปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์เพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรด้วย
5.มาตรการลดรายจ่ายโดยตรง : ในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง พรรคเพื่อไทยมีมาตรการดังนี้:
- ค่าไฟฟ้า: ปรับลดราคาค่าไฟฟ้าให้อยู่ที่ 3.77 บาท
- รถไฟฟ้า: นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน
- ที่อยู่อาศัย: โครงการ ‘บ้านเช่าคนไทย’ เพื่อช่วยลดภาระด้านที่อยู่อาศัย โดยจัดหาที่พักในทำเลที่ดีและเหมาะสมกับการใช้ชีวิต
- การออม: โครงการ ‘หวยเกษียณ’ เพื่อส่งเสริมการออมให้แก่พี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนมีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ
“มาตรการทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นการทำงานอย่างครบวงจร ทั้งการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และการลดรายจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน ดังนั้น ในมุมมองของพรรคเพื่อไทย เราจึงไม่ได้มองเพียงแค่การลดค่าครองชีพเป็นประเด็นแยกส่วนแต่เราต้องมองในภาพของการสร้างรายได้และลดค่าครองชีพ รวมถึงสร้างโอกาสไปในตัวให้กับพี่น้องประชาชนด้วย จึงเป็นการมองที่ครบวงจรแล้วก็ครบทุกระบบ” ดร.เผ่าภูมิกล่าว**
ภูมิใจไทยชู “คนละครึ่งพลัส 2” วางโครงสร้าง ดันงบฯ สมดุลใน 4 ปี
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 100 วันแรก เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น อาจทำอะไรได้ไม่มาก ขณะเดียวกัน เรากำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจใน 100 วันแรก พรรคภูมิใจไทย จะกระตุ้นระยะสั้นผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ซึ่งเป็นนโยบายที่ โดยในเฟสแรกที่ผ่านมา พบว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง และช่วย Upskill ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นการปลดล็อกการลงทุนขนาดใหญ่ โดยปี 2568 ที่ผ่านมา มีการเร่งรัดการลงทุน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท จนถึงเรื่องการค้าในต่างประเทศ การแก้ไขระเบียบและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการลงทุน
นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว นายสิริพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่เคยรองรับและมองไปข้างหน้า พรรคูมิใจไทย จะมุ่งเน้นการวางโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อลดการขาดดุลในการจัดทำงบประมาณ และทำให้เกิดความสมดุลทางการคลัง ภายใน 4 ปี
ต่อมา นายเผ่าภูมิ ตั้งข้อซักถามเพิ่มเติมใน 2 ประเด็น เกี่ยวกับการปรับลดการขาดดุลงบประมาณ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการคลังใน 4 ปี และประเด็นผลทางเศรษฐกิจจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กระทรวงการคลัง ระบุว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2%
นายสิริพงษ์ อธิบายเพิ่มเติม ถึงการปรับการขาดดุลทางการคลัง ว่า จะมีการปรับงบประมาณในการชำระคืน จากแต่ละปีราว 150,000 แสนล้านบาท ลดลงมาเหลือ 50,000 ล้านบาท และนำเงินส่วนที่เหลือ 100,000 ล้านบาท มาใช้ในการลงทุน รวมถึงการใช้รูปแบบการลงทุนอื่น ๆ ควบคู่กัน ทั้งกองทุน Thailand Future Fund และการลงทุนร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน หรือ PPP
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นายสิริพงษ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว กระตุ้นได้ 0.2% ก็จริง แต่ในภาพรวมไตรมาสสุดท้าย เศรษฐกิจเติบโต 1.5% เพราะมีหลากหลายโครงการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เราเที่ยวด้วยกัน การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฝึกอบรม (Front Load) แต่ยังมองว่าการกระตุ้นกำลังซื้อ ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ จึงต้องมี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่ “มากกว่าครึ่ง”
นายสิริพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้สัดส่วนร่วมจ่าย 70:30 แม้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้จริง แต่คนละครึ่ง (50:50) ในความเป็นจริง ถูกออกแบบมาเพื่อให้ซื้อของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และคนที่ใช้ไม่หมด เหลือน้อย
พรรคประชาชน ชูหวยใบเสร็จ-ดันเครดิตเทอม ช่วย SMEs มีเงินหมุน
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากมองเศรษฐกิจไทยในวันนี้ มองว่าเหมือนถังน้ำที่มีรูรั่วเต็มไปหมด และน้ำไม่ค่อยหมุน หากจะแก้โจทย์เศรษฐกิจไทย ต้องทำให้ครบ
สิ่งแรกคือ จำเป็นต้องอุดรูรั่วทางเศรษฐกิจ การขาดดุลการค้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ และสินค้านำเข้าส่วนมาก ไม่ได้ผ่านการตรวจมาตรฐานอย่างจริงจัง และนำเข้ามาง่ายขึ้น ขณะที่สินค้าไทย ต้องมีการตรวจมาตรฐานอย่างเข้มงวด
พรรคประชาชนต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Game) โจทย์ในการอุดรูรั่วเศรษฐกิจ คือ การยกระดับระบบศุลกากรสู่ดิจิทัล และมีมาตรฐานสากล และผลักดันการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าให้เข้มข้นขึ้น หากไม่อุดรูรั่ว จะอัดเม็ดเงินกี่แสนล้าน ก็ยังไหลออกเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม เพราะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อนแล้ว รวมถึงการจัดการนอมินีอย่างเข้มงวด
ถัดมา เมื่ออุดรูรั่วแล้ว ต้องเติมน้ำเข้าไป ซึ่งนโยบายแบบ “คนละครึ่ง” เรามองว่าดี แต่มีจุดอ่อนที่แม่ค้า คนขายต้องรอฟ้ารอฝน เราอยากให้กำลังซื้อไหลไปที่ SMEs อย่างยั่งยืน จึงเสนอนโยบาย “หวยใบเสร็จ” จูงใจประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมให้มาซื้อของกับร้านค้า SMEs มากขึ้น ขณะเดียวกันเป็นการจูงใจให้ร้านค้า SMEs รายย่อย เข้าสู่ระบบ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเสริม ทั้งการขยายเพดาน VAT จากเดิม 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท ขยายเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายจากเดิม 60% เป็น 90% จนถึงการคืนเงินและจูงใจให้นำไปใช้เพิ่มระบบดิจิทัล เช่น ระบบคลังสินค้า ระบบช่วยทำบัญชี เพราะต้นทุนการใช้ระบบดิจิทัลค่อนข้างสูง
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า เมื่ออุดรูรั่ว ดึงน้ำขึ้นมาแล้ว ต้องทำให้น้ำหมุนด้วย โดยเรื่อง “เครดิตเทอม” ซึ่งที่ผ่านมามีการออกเป็นกฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) กำหนดเครดิตเทอม 45 วัน มานานแล้ว แต่ยังไม่มีการผลักดันให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง จึงต้องมีการผลักดัน เพื่อให้ภาคธุรกิจมีเงินหมุนเวียนง่ายขึ้น
แต่ยังมีนโยบายเสริม เช่น การทำ e-Factoring โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดระบบการรับซื้อลูกหนี้การค้าของ SMEs เพื่อให้มีเงินไปหมุนเวียนได้ก่อน
นายวีระยุทธ ยังกล่าวถึงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า ที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว หลักพันล้านบาท ซึ่งมองว่ากระจุกเกินไป จะมีการปรับเปลี่ยนโดยซอยโครงการให้มีขนาดที่เล็กลง และนำงบประมาณไปสร้าง Man-made Destination ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คนมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และเป็นนโยบายที่ช่วยพร้อมกันได้ทั่วประเทศ
ประชาธิปัตย์: ชูสมการ 3 ด้าน แก้ค่าครองชีพ ลดภาระเดอะแบก-ไม่ก่อหนี้อนาคต
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอกรอบความคิดเชิงระบบ โดยมองปัญหาค่าครองชีพไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น หากแต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ควบคู่ทั้งด้านรายจ่าย รายได้ และวินัยทางการคลัง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องแลกผลประโยชน์ในปัจจุบันด้วยภาระหนี้ในอนาคต
ดร.การดี ระบุว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพจำเป็นต้อง “คิดเป็นสมการ” เพื่อให้การแก้ไขเป็นระบบและเป็นองค์รวม โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การลดค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายโดยตรง 2. การลดค่าใช้จ่ายแฝงในชีวิตประจำวัน และ 3. การเพิ่มรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ
“ถ้าหากมองในประเด็นเรื่องของการลดค่าครองชีพ ขอให้มองเป็นสมการ เพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหานี้เป็นระบบและเป็นองค์รวม 1 คือต้องลดค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายโดยตรง 2 ลดค่าใช้จ่ายแฝงของพวกเราทุกคน และ 3 เพิ่มรายได้ เพิ่มโอกาสค่ะ”
1.ลดค่าครองชีพฐานราก เริ่มจากสิ่งที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มองปัญหาค่าครองชีพในมิติที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มประชาชน เนื่องจากภาระและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่จะเริ่มต้นจากสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันก่อน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหลักของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือผู้ประกอบการ SME
หนึ่งในต้นทุนสำคัญคือ ต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและราคาสินค้า พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางลดต้นทุนพลังงานด้วยการเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสะอาด และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า พร้อมเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบ ASEAN Grid เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในระดับภูมิภาค
“เรื่องที่ 1 ลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน เราจะนำเข้าพลังงานสะอาดมากขึ้น และทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่า และในขณะเดียวกันก็เพิ่มรายได้จากอาเซียนกริด ในการนำเข้าพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาค ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานในราคาที่ถูกลง”
2.ค่าเดินทาง ภาระที่ลดได้ยาก ต้องแก้ด้วยตั๋วร่วม
อีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ประชาชนหลีกเลี่ยงได้ยาก คือ ค่าเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปทำงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สะสมสูงในระยะยาว และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีทางเลือกจำกัด ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ผ่านนโยบายตั๋วร่วมระบบขนส่งสาธารณะ
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า โดยกำหนดโครงสร้างราคาแบบเป็นธรรมตามระยะทาง คือ ระยะใกล้มีราคาต่ำ ระยะไกลมีเพดานราคาไม่เกิน 30 บาท ทำให้ค่ารถต่อเที่ยวอยู่ในช่วง 5-30 บาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้จริง และไม่สร้างภาระภาษีในระยะยาว
“นโยบายในการสร้างตั๋วร่วม รถเมล์ รถไฟฟ้า และมีการทำอย่างเป็นระบบ เช่น อยู่ในระยะใกล้ ราคาก็จะถูก อยู่ในระยะไกล ไม่เกิน 30 บาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงของระยะราคาตัวนี้จะอยู่ที่แค่ 5 บาทถึง 30 บาทเท่านั้น ซึ่งสามารถทำได้จริง และไม่ส่งผลต่อภาระภาษีต่อพวกเราในระยะยาว”
3.ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปรับโครงสร้างระยะยาว
ในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ดร.การดี ชี้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศยังอยู่ในระดับสูง และเป็นต้นทุนแฝงที่สะท้อนกลับมาในราคาสินค้าและบริการ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในระยะยาว โดยเฉพาะ โครงการรถไฟรางคู่ และการเชื่อมต่อระบบคมนาคมทางบกอย่างเป็นระบบ
แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มลดลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
โฟกัส “เดอะแบก” การศึกษา–ผู้สูงอายุ ภาระครัวเรือนต้องเบาลง
เมื่อขยับจากภาพใหญ่ลงสู่ระดับครัวเรือน ดร.การดี ระบุว่า กลุ่มที่แบกรับภาระค่าครองชีพสูงที่สุดในปัจจุบัน คือกลุ่มที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ หรือที่เรียกกันว่า “เดอะแบก” โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะที่เธอเป็นทั้งคุณแม่และคุณครู ดร.การดี กล่าวว่า นโยบาย เรียนฟรีต้องฟรีจริง เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นมาแล้วกว่า 10 ปี แต่ในปัจจุบันความต้องการของทั้งโรงเรียนและผู้เรียนเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตค่าใช้จ่ายที่รัฐสนับสนุน เพื่อให้การศึกษาเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่เข้าถึงคุณภาพได้จริง
“นโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มไว้แล้วเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว วันนี้เราเข้าใจในภาคความต้องการของโรงเรียน ความต้องการของลูกนั้นมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะขยายขอบเขตเรื่องของค่าเก็บค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้มากขึ้น”
บ้านผู้สูงอายุ ลดภาระลูก เพิ่มคุณภาพชีวิตระยะยาว
อีกหนึ่งภาระสำคัญของครัวเรือน คือการดูแลผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์เสนอการสนับสนุนงบประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุอายุเกิน 70 ปี เพื่อใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว
“การสนับสนุนค่า 50,000 บาทของบ้านที่มีผู้สูงอายุเกิน 70 ปี จะทำให้ลูกๆ สามารถไปปรับปรุงบ้านได้ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสบายใจ เพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว”
เพิ่มรายได้ สร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่ประชานิยม
ดร.การดี เน้นย้ำว่า แม้การลดค่าใช้จ่ายจะช่วยบรรเทาภาระได้ส่วนหนึ่ง แต่ในระยะยาว การเพิ่มรายได้ คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาค่าครองชีพ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอการสร้างงานใหม่และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่านของครัวเรือน
หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการสนับสนุนคุณแม่ที่มีบุตร 100,000 บาทในปีแรก เพื่อช่วยลดภาระการตัดสินใจระหว่างการทำงานและการดูแลลูก โดยย้ำว่าไม่ใช่เงินแจกแบบประชานิยม แต่เป็นการลงทุนด้านคุณภาพชีวิตและทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
“คุณแม่เมื่อมีลูกได้รับ 100,000 บาท ในปีแรก เพราะคุณแม่บางท่านจะต้องมาคิดว่าเมื่อเรามีลูกแล้ว เราจะต้องออกจากงานมาดูแลลูกหรือเปล่า เราจะต้องเสียรายได้หรือเปล่า การสนับสนุนนี้ไม่ใช่เงินให้เปล่าเพื่อเป็นประชานิยม แต่เป็นการสนับสนุนให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อลูกเติบโตที่ดี ก็จะสามารถขยับขยายเติบโตไปในเรื่องของการเรียนรู้ที่ดีได้”
ปรับโครงสร้างภาษี ลดภาระคนทำงาน
สำหรับกลุ่มคนทำงานประจำ ดร.การดี ระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาเป็นเวลานาน โดยปัจจุบันรายได้ 26,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ปรับเพิ่มเป็น 40,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี เพื่อเพิ่มรายได้สุทธิให้กับประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ
“เราจะมีการขยับขึ้นเป็น 40,000 บาทแรกไม่เสียภาษี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะสามารถเอามาใช้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันได้มากขึ้น”
วางโครงสร้างระยะยาว หายจนอย่างยั่งยืน
ดร.การดี สรุปว่า นโยบายด้านค่าครองชีพของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างเศรษฐกิจ วินัยการคลัง และวินัยการเงินในระยะยาว เพื่อให้ประเทศสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องก่อหนี้ในอนาคตเพื่อแลกกับประโยชน์เฉพาะหน้า
“พรรคประชาธิปัตย์เราเน้นย้ำในเรื่องของการลดค่าครองชีพ แต่ไม่ได้เป็นการลดเพื่อระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการวางโครงสร้าง วางวินัยการเงินการคลัง และวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อที่เราจะได้หายจนอย่างยั่งยืน และไม่ต้องมาเจ็บกับการที่เราจะต้องกู้เงินในอนาคตของลูกหลานมาเพื่อแลกกับประโยชน์ของปัจจุบันมากนัก” ดร.การดี กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 พรรคประชันวิสัยทัศน์ แก้ปากท้อง 100 วันแรก ใครลดค่าครองชีพได้จริง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net