โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ. ยืนยันไทยไร้ผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ สั่งคุมเข้มด่านคัดกรองเที่ยวบินจากอินเดีย

The Better

อัพเดต 27 ม.ค. เวลา 00.41 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 06.30 น. • THE BETTER
กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันไทยไร้ผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ สั่งคุมเข้มด่านคัดกรองเที่ยวบินจากอินเดีย พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเอง

ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงความคืบหน้าสถานการณ์และการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย

นพ.โสภณ กล่าวว่า กรมควบคุมโรคยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย โดยสถานการณ์ในต่างประเทศพบผู้ป่วยยืนยันที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย และมีการระบาดอยู่ในพื้นที่เมือง Barasat รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย และบังกลาเทศ ซึ่งเชื้อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะในชุมชน

แม้พื้นที่ระบาดจะอยู่ห่างไกล แต่เนื่องจากมีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งการให้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค. โดยเน้นการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้กรอกเอกสารติดตามอาการและสังเกตอาการตนเอง จัดเตรียมด่านคัดกรองโรค สถานพยาบาล และทีมสอบสวนโรคให้พร้อมปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จะมีการประเมินความเสี่ยงซ้ำอีกครั้งใน 1 สัปดาห์ข้างหน้า

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคไวรัสนิปาห์เป็นโรคอุบัติซ้ำที่มีความรุนแรง มี ค้างคาวผลไม้ (เช่น ค้างคาวแม่ไก่) เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แพร่เชื้อสู่สัตว์กลางเช่น สุกร และติดต่อสู่คน หรือจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง

ไวรัสนิปาห์มีความสามารถในการแพร่กระจายต่ำ อยู่ที่ 0.2 ถึง 0.8 (ผู้ป่วย 1 คน แพร่เชื้อได้ไม่ถึง 1 คน) ซึ่งต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ (1.2–2.0) และโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน (8–10) อย่างมาก

มีอัตราการเสียชีวิตสูง ก่อให้เกิดอาการรุนแรงในระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท (สมองอักเสบ) ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ
พบ 2 สายพันธุ์ย่อย คือ สายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศ (ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า) ระยะฟักตัวเฉลี่ย 4–14 วัน แต่อาจยาวนานได้ถึง 45 วัน

พญ.จุไร กล่าวอีกว่า แม้ประเทศไทยจะมีค้างคาวแม่ไก่ แต่จากข้อมูลการสำรวจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบอัตราการติดเชื้อในค้างคาวไทยเพียงประมาณ 10% (เทียบกับอินเดียที่พบ 40–50%) และไม่เคยพบการติดเชื้อในสุกรหรือคนในพื้นที่เสี่ยง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ยังต้อง "การ์ดสูง" เฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดอย่างเคร่งครัด โดยล่าสุดผลการตรวจกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย 200 รายในบังกลาเทศ ยังไม่พบการติดเชื้อเพิ่ม

กรมควบคุมโรคแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปหรือกลับจากประเทศอินเดียและพื้นที่เสี่ยง ระหว่างพำนักในพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย ห้ามรับประทานผลไม้ที่ตกพื้นหรือมีรอยกัดแทะ งดดื่มน้ำผลไม้สดหรือน้ำอินทผลัมสดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด

หลังเดินทางกลับให้สังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 21 วัน หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง ประชาชนที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...