โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ลงทุนปี 69 ผู้จัดการกองทุนไทย ให้น้ำหนักหุ้นบิ๊กแคปสหรัฐฯ หุ้นไทยชอบ value play

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ม.ค. เวลา 11.30 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. เวลา 04.30 น.

สมาคมบลจ. เผยผลสำรวจมุมมองผู้ลงทุนสถาบันไทยสำหรับปี 2569 ให้น้ำหนักหุ้นใหญ่ ของสหรัฐ ตามด้วยหุ้นญี่ปุ่น ยุโรป ประเทศในเอเชียชูจีน อินเดีย เกาหลีใต้ เวียดนาม หุ้นไทยให้น้ำหนัก value play

วันที่ 23 ม.ค.2569 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (Association of Investment Management Companies – AIMC) เปิดผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ลงทุนสถาบันไทยต่อมุมมองภาวะเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน และมุมมองการจัดพอร์ตลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

โดยในภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทรงตัวและมีโอกาสปรับตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะถดถอยจากผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

ผู้จัดการกองทุนต่างเชื่อมั่นว่าการลงทุนแบบยั่งยืน (ESG Investing) ที่ได้ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนได้ในระยะยาว

นางชวินดา หาญรัตนกูล ในฐานะนายกสมาคม บลจ. เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกบริษัทจัดการลงทุนต่อมุมมองการลงทุนในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้าว่าทีมผู้จัดการกองทุนไทยเกือบทั้งหมดมีมุมมองปานกลางค่อนไปในทางบวกต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวและอาจสามารถฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งถือเป็นมุมมองที่ใกล้เคียงกับการสำรวจในช่วงกลางปีก่อน

ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญสุดคือทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงมีแนวโน้มถูกปรับลดลง โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกา (Fed Fund Rate) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะถูกปรับลดระดับลงมาอยู่ที่ร้อยละ3.25% ณ สิ้นปี 2569 จากเดิมที่ ณ ระดับ 3.75% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยสนับสนุนอื่นได้แก่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม (GDP Growth) และแนวโน้มการพึ่งพาเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐอเมริการที่ลดลง (De-dollarization)

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามการค้าซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งต่อเนื่องในหลายภูมิภาค รวมถึงภาวะสงครามยืดเยื้อซึ่งมีผลต่อเนื่องทำให้เงินเฟ้ออาจไม่สามารถถูกปรับลดระดับลงได้อย่างที่คาดการณ์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้

สำหรับการจัดน้ำหนักการลงทุนทั่วโลกนั้น ผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) มากกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ส่วนการแบ่งน้ำหนักลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) นั้น ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่แตกต่างกันไปในแต่ละบลจ.โดยสัดส่วนของผู้จัดการกองทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่มขึ้น คงน้ำหนักการลงทุนหรือปรับลดน้ำหนักการลงทุนกลับมีจำนวนสัดส่วนเท่าๆกัน

อย่างไรก็ตามผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่สอดคล้องกันสำหรับการลงทุนในตราสารทุนของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วว่ามีความน่าสนใจกว่าสินทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) ของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความสนใจสูง ตามด้วยหุ้นญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศในเอเชียคือจีนอินเดีย เกาหลีใต้และเวียดนาม กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูง ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มบริการสื่อสาร กลุ่มบริการทางการแพทย์และกลุ่มสาธารณูปโภค

ในส่วนการลงทุนในตราสารหนี้มีมุมมองเป็นกลาง ให้ความสนใจในตราสารหนี้ระยะปานกลางโดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความสนใจสูงสุดอย่างเป็นเอกฉันท์ ตามมาห่างๆด้วยตราสารหนี้สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีนและกลุ่มตลาดเกิดใหม่รวมถึงอินเดีย

“เป็นที่น่าสนใจว่าการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจากทีมผู้จัดการกองทุน (Overweight) จากเดิมที่อยู่ความสนใจอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปในทางลดระดับการลงทุน”

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกให้น้ำหนักการลงทุนเป็นกลางค่อนไปในทางบวกโดยทองคำได้รับความสนใจมากที่สุด ขณะที่ REITs Infrastructure Funds ได้รับความสนใจอยู่บ้าง

สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปส่วนใหญ่มีความเห็นว่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ชะลอตัวลงโดยมีบางส่วนที่คิดว่าทรงตัวและมีส่วนน้อยที่คิดว่าจะปรับตัวได้ดีขึ้น เสถียรภาพทางการเมือง ทิศทางของอัตราดอกเบี้ย และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการลงทุนในประเทศ

ทีมผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง. น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่งเพื่อช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตได้ดีขึ้นแต่จะปรับลดเพียงเล็กน้อยมาอยู่ ณ ระดับร้อยละ 1.0 ณ สิ้นปี 2569 (ปัจจุบันมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.25)

ผู้จัดการกองทุนยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจ ประชากรสูงวัย หนี้ครัวเรือนจะเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งไม่ได้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างเท่าที่ควร ขณะที่การเมืองในประเทศรวมถึงสงครามการค้าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

สำหรับการจัดน้ำหนักการลงทุนในประเทศ (Asset Allocation) ถึงแม้มุมมองในการลงทุนโดยภาพใหญ่เชื่อว่านักลงทุนสถาบันจะให้ความสำคัญกับ value play มากขึ้น ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเป็นกลาง(Neutral) ต่อการลงทุนในประเทศโดยไม่ได้ให้น้ำหนักการลงทุนไปยังสินทรัพย์ใดเป็นพิเศษ ส่วนการลงทุนในตราสารทุนจะให้ความสำคัญกับหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก กลุ่มอุตสาหกรรมในดวงใจคือกลุ่มสถาบันการเงินกลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและกลุ่มท่องเที่ยวสันทนาการ

นอกจากนั้น ในการสำรวจรูปแบบการลงทุนที่ผู้จัดการกองทุนให้ความสนใจในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้ความสำคัญต่อการลงทุนในรูปแบบความยั่งยืน (ESG Investing) เป็นสำคัญ สำหรับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน(ThaiESG) ที่ได้ออกไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าผลการดำเนินงานในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้าจะมีแนวโน้มที่เหนือกว่าตลาด (Outperform) มีเพียงส่วนน้อยที่คิดว่าจะไม่แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ

อนึ่ง การสำรวจมุมมองผู้ลงทุนสถาบันไทยโดย AIMC นั้น มุ่งหวังให้ผลสำรวจนี้เป็นแนวทาง หลักคิดด้านการออมและลงทุน และช่วยให้ภาพรวมในการจัดแบ่งเงินลงทุน เพื่อที่ภาคธุรกิจ ผู้ลงทุน และประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์ และสามารถสร้างความยั่งยืนผ่านเงินลงทุนของกิจการหรือของตนเองได้ต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...