‘ภัทรพงษ์’ จี้รัฐแก้ปัญหา 'ฝุ่นภาคเหนือ' วิกฤติหนัก! พุ่งทะลุ 500
5 มี.ค. 2569 สถานการณ์ไฟป่าที่เชียงใหม่กำลังสร้างภาวะวิกฤตทางอากาศอย่างหนัก จนทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ทะลุ 500 ต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังไม่มีท่าทีใดๆ ที่จะรับมือกับไฟป่าเพิ่ม หรือช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์ค่าฝุ่นพิษวิกฤตนี้ให้ดีขึ้นเลย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า หากรัฐบาลยังเห็นว่าประเทศไทยมีภาคเหนืออยู่ ควรเร่งทำตามข้อเสนอของตนในวันนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนสูดฝุ่นพิษเข้าปอด โดยที่รัฐบาลไม่ใส่ใจอะไรเลย
ฝุ่นภาคเหนือวิกฤต ค่า PM2.5 ทะลุ 500 ต่อเนื่อง แต่รัฐกลับนิ่ง งบกลางไม่อนุมัติ แถมยังไม่กล้าประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อใช้เงินภัยพิบัติอีกด้วย จะต้องให้ประชาชนสูดฝุ่นไปอีกเท่าไหร่ถึงจะมองเห็นปัญหา
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า วิกฤต PM2.5 ในภาคเหนือ สาเหตุหลักมักมาจากการจุดไฟเผาป่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าฝุ่นพิษพุ่งขึ้นสูงทะลุ 500 ug/m3 ในหลายพื้นที่ มากกว่าเกณฑ์ปลอดภัยหลายเท่า แต่รัฐบาลยังนิ่งเฉย ทำเหมือนไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น ปล่อยให้เจ้าหน้าที่และอาสาดับไฟป่าทำงานอย่างหนัก โดยที่ไม่มีงบประมาณจากภาครัฐมาช่วยเหลือตามสภาพความรุนแรงของปัญหาเลย งบประจำถูกตัด งบกลางไม่จัดสรร งบภัยพิบัติก็ไม่นำมาใช้
ตนขออธิบายการใช้ “งบประมาณ” ที่สามารถแบ่งเป็น 3 ก้อนได้ ดังนี้ 2 ก้อนแรกคืองบประมาณที่รัฐพลาด “เวลา” ในการจัดสรรงบไปแล้ว นั่นคือ งบประมาณรายจ่ายประจำและงบกลาง, 1 ก้อนหลัง คือ งบภัยพิบัติ ที่รัฐก็ยังไม่ได้ใช้จนถึงตอนนี้
ภัทรพงษ์อธิบายว่า งบประมาณสองก้อนแรกนั้น ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายประจำ ตนได้อภิปรายตั้งแต่ตอนจัดสรรงบประมาณในรัฐบาลแพทองธารไปแล้ว ว่าไม่เพียงพอต่อภารกิจไฟป่าเลย พื้นที่เสี่ยงไฟป่าเขตป่าสงวนหลักสิบล้านไร่ แต่กลับถูกตัดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท เหลือเพียง 122 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจไฟป่าเขตป่าสงวนทั่วประเทศ ไม่มีทางเพียงพอในการแก้ปัญหานี้
มาถึงรัฐบาลอนุทิน ตนก็ได้อภิปรายไปเมื่อเดือนกันยายนว่า ต้องมีการจัดสรรงบกลาง มาเติมช่วยปัญหาไฟป่า และต้องเร็วกว่าปีก่อนที่อนุมัติกันสิ้นเดือนมกราคม ทำให้จัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ทัน ทันเพียงแค่ค่าแรงเท่านั้น แต่รัฐบาลอนุทินกลับเพิกเฉยต่อปัญหานี้
ภัทรพงษ์ย้ำว่า วันนี้ ประชาชนกำลังสู้กับวิกฤตโดยที่ไม่มีงบ ดังนั้นตนขอให้รัฐบาลเร่งการใช้งบก้อนที่สาม นั่นคือ เงินภัยพิบัติ หรือ เงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ซึ่งงบก้อนนี้จะมีสองส่วน คือ เงินป้องกันหรือยับยั้งจังหวัดละ 10 ล้านบาท สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องประกาศเขตภัยพิบัติ และเงินช่วยเหลือ จังหวัดละ 50 ล้าน และกระทรวงละ 10-100 ล้านบาทแล้วแต่กระทรวง ที่จะสามารถใช้ได้ต่อเมื่อประกาศเขตภัยพิบัติแล้วเท่านั้น
ก้อนที่สามนี้ ชัดเจนว่า เงินมีแต่ไม่ยอมใช้ รัฐบาลต้องปรับเกณฑ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด “กล้า” ที่จะประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อใช้เงินก้อนนี้ได้แล้ว เพราะทุกนาทีที่เราช้า คือความเสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเป็นโรคทางเดินหายใจ หรือ มะเร็งปอดเพิ่มขึ้น
หากถามว่าประกาศแล้วทำอะไรได้บ้าง? หลักเกณฑ์ใหม่ในการใช้เงินก้อนนี้พึ่งคลอดออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งสิ่งที่ตนได้ผลักดันด้วยตนเองกับทางกรมบัญชีกลาง (ผู้ร่างหลักเกณฑ์) ตั้งแต่ปี 2567 ถึงการเพิ่ม “มุ้งสู้ฝุ่น” ในเงินทดรองราชการนี้ ก็อยู่ในหลักเกณฑ์นี้แล้วด้วย ประกาศภัยพิบัติแล้วสามารถใช้ได้เลย และเงินลาดตระเวน ช่วยเหลือค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าอาหารสำหรับเจ้าหน้าที่ไฟป่า ก็สามารถใช้ได้ก้อนนี้ได้เช่นกัน หากกังวลหลักเกณฑ์มาก ก็สามารถออกหนังสือขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ได้อีกชั้นหนึ่งด้วย เรียกได้ว่า ช่องทางมี แต่คนบริหาร ทำเป็นหรือไม่เท่านั้นเอง
ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจและใส่ใจต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชนภาคเหนือ ปัญหาไม่มีทางลุกลามโดยไร้ซึ่งงบประมาณจัดการเหมือนวันนี้ หากรัฐบาลยังเห็นว่าประเทศนี้มีภาคเหนือ ควรเร่งทำในสิ่งที่ตนเสนอวันนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนสูดฝุ่นพิษเข้าปอดโดยที่รัฐบาลไม่ใส่ใจอะไรเลย