'บรรยง พงษ์พานิช' ผ่าทางตันรัฐไทย: เลิกอุ้มเจ้าสัว-ลดอำนาจรัฐ เพิ่ม Productivity ประเทศ
“ผมเป็นพวกเสรีนิยมใหม่ คือพวกที่เชื่อว่ารัฐต้องเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ และทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรัฐโดยหลักการคือไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีรัฐที่เก่งและดีในโลกนี้ คำว่าเก่งคือมีประสิทธิภาพ และคำว่าดีคือไม่โกง”
คำกล่าวข้างต้นคืออารัมภบทที่ตรงไปตรงมาของ “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ในงานสัมมนาหัวข้อ “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงจุดบอด เชิงโครงสร้างของรัฐไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
ชำแหละรัฐไทย “ใหญ่-บวม-ไร้ทิศทาง”
บรรยงวิเคราะห์ว่า ภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะยอมรับแนวทางนี้ เพราะ “กว่าจะได้อำนาจมามันเหนื่อย พอได้มาแล้วจะมาแนะนำให้ลดอำนาจ… เมื่อพูดถึง ‘รัฐใหญ่’ มันหมายถึง 3 มิติ คือ ขนาด บทบาท และอำนาจ” ในเชิง “ขนาด” เมื่อเทียบกับ GDP แม้ตัวเลขงบประมาณไทยจะอยู่ที่ประมาณ 20% ของ GDP ซึ่งดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศยุโรปเหนือที่มีงบประมาณเกือบ 50% ของ GDP แต่ความแตกต่างที่น่าตกใจอยู่ที่ “ไส้ใน” ของงบประมาณ
“ของเขา (ยุโรป) 80% เป็นงบสวัสดิการหรือการกระจายรายได้ใหม่ (Redistribution) ขณะที่งบดำเนินการเล็กนิดเดียว แต่ของไทยสลับข้างกัน งบประมาณ 80% ของเราเป็นงบดำเนินการ”
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นการขยายตัวของข้าราชการไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 1.3 ล้านคน พุ่งขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน (และปัจจุบันแตะระดับ 3.1 ล้านคน) ซึ่งเป็นการขยายตัวที่มากกว่าการเติบโตของ GDP อย่างมาก ส่งผลให้งบเงินเดือนและสวัสดิการรัฐไทยสูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย หรือคิดเป็น 8% ของ GDP รองจากเพียงกาตาร์และมัลดีฟส์เท่านั้น ขณะที่สิงคโปร์อยู่เพียง 2.5% และญี่ปุ่นที่มีประชากรมากกว่าไทย 2 เท่า กลับมีข้าราชการเพียง 5 แสนคน
“และถ้าทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราต้องตั้งหน่วยงานรัฐเพิ่มอีกถึง 52 แห่ง” บรรยงกล่าวเสริมถึงทิศทางที่สวนทางกับโลก
“บทบาท-อำนาจ” อุปสรรคการพัฒนา
ในมิติของ “บทบาท” บรรยงเสนอว่าบทบาทของรัฐในการเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจควรเป็นเรื่องชั่วคราว (Temporary) แต่ของไทยกลับเป็นการเข้ามาแล้ว “แช่แข็ง” โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคเกษตรที่ไม่เคยถอนตัวออกมาได้เลย จนเกิดการบิดเบือนกลไกตลาดมหาศาล รวมถึงบทบาทผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่ามหาศาลถึงปีละ 6 ล้านล้านบาท
ส่วนมิติของ “อำนาจ” คือเรื่องของกฎระเบียบ (Regulation) ที่ไทยมีกฎหมายอยู่กว่า 1 แสนข้อ มีใบอนุญาตกว่า 5,000 ชนิด ขณะที่มาตรฐาน OECD แนะนำว่าไม่ควรเกิน 500 ชนิด การที่ทุกอย่างต้องผ่านรัฐหมดทำให้ต้องเพิ่มทั้งคนและงบประมาณ กลายเป็นอุปสรรคแทนที่จะเป็นตัวส่งเสริม
“เหตุผลสำคัญที่สุดที่การปฏิรูปไม่เดินหน้า คือเวลาจะแก้กฎ เรากลับไปถาม ‘เจ้าของอำนาจ’ ว่าควรแก้ไหม ซึ่งไม่มีใครอยากลดอำนาจตัวเอง เขามีเหตุผลสารพัดที่จะเก็บอำนาจไว้”
กับดัก Productivity ภาคเกษตรและบริการ
ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยคือประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ที่ไม่เพิ่มขึ้นใน 2 เซกเตอร์หลัก คือ เกษตรและบริการ
คุณบรรยงยกตัวอย่างออสเตรเลียที่มีแรงงานเกษตรเพียง 2.5% แต่ผลิตรายได้ได้ 2.8% ของ GDP ทำให้เกษตรกร 1 คนสร้างรายได้ถึง 75,000 เหรียญต่อปี ขณะที่ไทยใช้แรงงานเกษตรสูงถึง 20% แต่ผลิตได้เพียง 8% ของ GDP หมายความว่า Productivity ต่อหัวของไทยไม่ถึง 4,000 เหรียญต่อปี หรือ “น้อยกว่าออสเตรเลียถึง 20 เท่า มันเป็นไปได้อย่างไร?”
ทางออกที่เสนอคือ การเลิกแทรกแซงและส่งเสริมการรวมกลุ่มแบบ Cluster เหมือนในอิตาลีหรือเนเธอร์แลนด์ ที่เกษตรกรรวมตัวกันสร้างบริษัทกลางทำหน้าที่วิจัยและแปรรูป โดยให้เอกชนมืออาชีพเป็นผู้บริหารจัดการ
“ชาตินิยม” ที่เอื้อกลุ่มทุน-ทำร้ายผู้บริโภค
สำหรับการลดลงของ Productivity ในภาคบริการ บรรยงชี้ว่าเกิดจากลักษณะ 3 ประการคือ
- การปกป้อง : กฎหมายที่บังคับให้คนไทยถือหุ้นใหญ่ทำให้ไม่ต้องแข่งกับโลก
- การผูกขาด : เกิดการรวมกลุ่มผูกขาดได้ง่าย เช่น ค้าปลีก ธนาคาร ประกัน
- อำนาจรัฐ: เป็นภาคส่วนที่เกิดคอร์รัปชันได้ง่ายที่สุด
“ในนามแห่งความรักชาติ เราไปคุ้มครองมหาเศรษฐี เจ้าสัว ในธุรกิจธนาคาร สายการบิน คมนาคม บนต้นทุนของผู้บริโภคและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ผมเสนอว่าต้อง ‘เปิดเสรี’ ทั้งหมด”
บทเรียน “การบินไทย” และรัฐวิสาหกิจ
ในช่วงท้าย กรณีศึกษา “การบินไทย” บรรยงชี้ว่าการที่บริษัทฟื้นตัวได้เพราะเลิกเป็นรัฐวิสาหกิจและใช้มืออาชีพเข้ามาบริหาร จนค่า PE อยู่ที่ 6 เท่า แต่ทันทีที่รัฐซึ่งถือหุ้น 38% กลับมาทำตัวเหมือนเจ้าของ 100% โดยการตั้งกรรมการเองและไล่ทีมบริหารที่ทำแผนฟื้นฟูออก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นตลาดลดลงและหุ้นร่วง
“รัฐควรขายหุ้นให้เหลือ 25% แล้วประกาศถอนตัวจากการตั้งกรรมการ ปล่อยให้กลไกตลาด (Market Governance) ทำงาน แค่ประกาศแบบนี้ PE ขึ้นแน่นอน และช่วยตลาดทุนด้วย”
คุณบรรยงทิ้งท้ายถึงบทสรุปของปัญหาว่า รัฐต้องค่อยๆ ถอยออกมาจากการเป็นผู้เล่นหลัก “การแนะนำให้ผู้มีอำนาจลดอำนาจตัวเองคือเรื่องที่ยากที่สุด แต่ถ้าประชาชนส่งเสียงดังๆ มันอาจจะเกิดขึ้นได้” เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากหล่มของการเป็นรัฐที่ใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ และก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันอย่างเสรีจริง ๆ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘บรรยง พงษ์พานิช’ ผ่าทางตันรัฐไทย: เลิกอุ้มเจ้าสัว-ลดอำนาจรัฐ เพิ่ม Productivity ประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net