โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘พิพัฒน์’ สแกน 14 สัญญา ‘อิตาเลียนไทย’ สั่งเบรกก่อสร้าง 15 วัน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันนี้ (16 มกราคม 2569) ภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการความปลอดภัยด้านคมนาคม หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมยกเลิกสัญญาจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ จากเหตุเครนถล่มซ้ำซาก พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมานั้น

ขณะเดียวกันได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อกฎหมายและใช้อำนาจทางปกครองอย่างเคร่งครัดในกรณีผู้รับจ้างประมาทเลินเล่อร้ายแรงซ้ำซาก และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำ หรือตัดสิทธิผู้รับจ้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่ประชาชน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคมต้องดำเนินการครบวงจรทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริง – ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระยะยาว – บังคับใช้มาตรการกับผู้รับจ้างให้เกิดผลจริง โดยที่ประชุมรับทราบการจัดตั้งคณะกรรมการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ 3 ชุด ประกอบด้วย

1.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงการก่อสร้าง เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุ ข้อเท็จจริง ผู้รับผิดชอบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธาน และมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยและเทคนิคเป็นฝ่ายเลขานุการตามภารกิจ

2.ตั้งคณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ(คำสั่งที่ 121) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดให้บริการ โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธาน และมีองค์ประกอบจากหน่วยงานหลักของกระทรวงคมนาคมครบทุกมิติ เช่น กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางราง กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมท่าอากาศยาน สนข.

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) รฟท. รฟม. AOT รวมถึงผู้แทนด้านวิชาชีพ วิศวกรรม เพื่อร่วมกำกับมาตรฐานและข้อเสนอเชิงเทคนิคอย่างใกล้ชิด โดยมีหน้าที่หลัก คือ ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกมิติ เสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานสู่ความปลอดภัยสูงสุด และจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน พร้อมรายงานผลต่อรัฐมนตรีเป็นระยะ

3.ตั้งคณะกรรมการติดตาม – เร่งรัด โดยการใช้กฎกระทรวงขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) และสมุดพกผู้รับจ้างให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง (คำสั่งที่ 122) โดยให้เร่งทำให้มาตรการด้านผู้รับจ้างโครงการ เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดฯ เพื่อให้ทุกหน่วยงานนำกฎกระทรวงไปใช้โดยเร็วในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และรายงานผลต่อรัฐมนตรีทุกเดือน จนกว่าจะจัดทำแนวทางปฏิบัติของกระทรวงแล้วเสร็จ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งสรุปมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จากสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกสัญญา 2 สัญญาที่เกิดเหตุการณ์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนั้น เป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของสัญญา นโยบาย คือ ต้องมีการยกเลิกสัญญาแน่นอน เนื่องจากเกิดความสูญเสีย และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

“ยอมรับว่า เมื่อยกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว เชื่อว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD จะต้องมีการฟ้องร้องหน่วยงานอย่างแน่นอน ซึ่งกระทรวงคมนาคมพร้อมที่จะช่วยหน่วยงานสู้คดี” นายพิพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในระหว่างที่มีการฟ้องร้องจะไม่รอให้คดีถึงที่สุดและจะให้หาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาดำเนินการก่อสร้างต่อทันที โดยใช้การจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนงานก่อสร้าง และให้สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ ที่ในขณะนี้โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-4 เหลืองานประมาณ 1-2% ส่วนมอเตอร์เวย์ M82 เหลืองานอีกประมาณ 10-20% เท่านั้น

ทั้งนี้การยกเลิกสัญญานั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ยังไม่เข้าเงื่อนไข แต่ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้คำแนะว่า สามารถดำเนินการได้ โดยพิจารณาข้อกฎหมายทางปกครอง และความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งมีการบังคับใช้ในต่างประเทศนำมาประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้าง ครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและควบคุมงานในทุกโครงการฯ ประกอบด้วย ผู้แทนด้านวิชาชีพ วิศวกรรมร่วมด้วย เพื่อใช้สิทธิ์ในการตรวจสอบโครงการฯ ให้มีความปลอดภัยสูงสุด

"นายกฯ มีความกังวล เช่นเดียวกับตนที่มีความหนักใจกับความไม่เชื่อมั่นในการใช้เส้นทางของประชาชน ทำให้หลังจากนี้ต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น" นายพิพัฒน์ กล่าว

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมประสานผู้รับจ้าง หยุดการก่อสร้างโครงการของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 14 สัญญา เป็นเวลา 15 วัน เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

ขณะเดียวกันได้สั่งการให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทุกบริษัทในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม หยุดการก่อสร้างไม่เกิน 15 วัน เพื่อเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ในปัจจุบันมีโครงการของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ในมือของอิตาเลียนไทย จำนวน 10 โครงการ 14 สัญญา วงเงินรวม 113,126 ล้านบาท แบ่งเป็น 10 สัญญา ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้ระงับการก่อสร้างชั่วคราวไปก่อนจนกว่าคณะกรรมการสอบสวนจะพิจารณาตรวจสอบแล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากไม่พบความผิดปกติจะมีการขยายเวลาการก่อสร้างแต่ละโครงการต่อไป ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างทางพิเศษสายพระราม 3 ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ สัญญาที่ 3 วงเงิน 7,359 ล้านบาท 2.โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา วงเงิน 18,699 ล้านบาท

3.โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดไทย-จีน) สัญญา 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดงและปางอโศก-บันไดม้า วงเงิน 9,348 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดไทย-จีน) สัญญา 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย วงเงิน 9,348 ล้านบาท

5.โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงของ สัญญา 1 ช่วงเด่นชัย-งาว วงเงิน 26,560 ล้านบาท 6.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ สัญญาที่ 3 ช่วงผ่านฟ้า-สะพานพุทธ วงเงิน 15,109 ล้านบาท 7.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ สัญญาที่ 5 ช่วงดาวคะนอง-ครุใน และอาคารจอดรถไฟฟ้าและอาคารจอดแล้วจร วงเงิน 15,109 ล้านบาท

8.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบรางตลอดแนวเส้นทางโครงการ วงเงิน 3,589 ล้านบาท 9.งานจ้างก่อสร้างเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะบริเวณชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ระยะที่ 1 ตอน 1 วงเงิน 249 ล้านบาท 10.งานจ้างก่อสร้างงานปรับปรุงรันเวย์และทางขับขนาน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 671 ล้านบาท

ส่วนอีก 2 สัญญา อยู่ระหว่างรอลงนามสัญญากับกรมเจ้าท่า (จท.) ประกอบด้วย 1.งานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือบ้านหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี วงเงิน 85 ล้านบาท และ 2.งานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือเกาะพีพี อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

นอกจากนี้อีก 2 สัญญา ที่เกิดอุบัติเหตุอยู่ระหว่างรอคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน ซึ่งจะมีการนัดประชุมเพื่อได้ข้อสรุปในวันที่ 23 มกราคม 2569 ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 7 วงเงิน 1,868 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดไทย-จีน) สัญญา 3-4 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก วงเงิน 9,848 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...