โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชัชชาติไขข้องใจ ‘ฝุ่นอ้วน’ ทำให้ดูหนาตา – ส่งที่ปรึกษา ขอจังหวัดข้างเคียง ‘งดเผา’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชัชชาติ ไขข้องใจ ‘ฝุ่นอ้วน’ ทำให้ดูหนาตา แม้ระบายอากาศดี – ส่งที่ปรึกษา ประสานจังหวัดข้างเคียง ‘งดเผา’

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 16 มกราคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ

นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. รายงานความคืบหน้า สถานการณ์ฝุ่นรายพื้นที่ โดยกล่าวว่า สถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย เช้านี้ไม่มีพื้นที่สีแดง แต่ยังมีพื้นที่สีส้มอยู่บ้าง โดยเมื่อวานนี้ทางฝั่งตะวันออกอย่างเขตลาดกระบัง มีค่าฝุ่นสีแดงพุ่งสูงขึ้น แต่ปัจจุบันลดลงมาเป็นสีส้ม

อย่างไรก็ตาม ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้แม้อากาศถ่ายเทดีขึ้น (อัตราการระบายอากาศดีขึ้นกว่าวันที่ 12 – 13 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา) เนื่องจากมีการเผาชีวมวลในพื้นที่เกษตรบริเวณจังหวัดรอบข้าง เช่น นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งลมได้พัดพาฝุ่นเข้ามาในกรุงเทพฯ ทำให้มีฝุ่นเติมเข้ามาและระบายออกไม่ทัน

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา ที่ปรึกษาฯ พรพรหม ได้มีการประสานกับนายอำเภอในพื้นที่นครนายก เพื่อขอความร่วมมืองดการเผาชีวมวลซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ยังมีการลักลอบเผาในพื้นที่เกษตร

วานนี้ ที่ปรึกษาฯ พรพรหม จึงลงพื้นที่ติดตามด้วยตนเอง ทำให้สามารถหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรได้ประมาณ 1,000 ไร่ แต่ยังพบการเผาในพื้นที่ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรีอยู่ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการลักลอบเผาหญ้าหรือขยะ กทม. ก็ได้นำรถดับเพลิงไปดับทันที” นายชัชชาติระบุ

นายชัชชาติ ตั้งข้อสังเกต ถึง ปรากฏการณ์ฝุ่นอ้วน โดยกล่าวว่า ว่าทำไมเช้านี้ฝุ่นดูหนาตาขึ้น ทั้งที่สถานการณ์จริงดีขึ้น ซึ่ง นายพรพรหม ที่ปรึกษาฯอธิบายสาเหตุว่า เพราะมีความชื้นสูงประมาณ 95% เนื่องจากมีลมใต้พัดพาความชื้นเข้ามา เมื่อฝุ่น PM2.5 ที่มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นไปเจอและเกาะตัวกับความชื้นและไอน้ำ ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเรียกว่า ‘ฝุ่นอ้วน’ ทำให้เรามองเห็นเป็นสภาพเหมือนหมอก และเมื่อแดดออก ความร้อนช่วยให้หมอกจางลง ประกอบกับมีการระบายอากาศที่ดีขึ้น สถานการณ์ก็จะดีขึ้น

จากนั้น นายชัชชาติ ได้ชี้ให้เห็นประสิทธิภาพของพื้นที่สีเขียว โดยระบุว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าฝุ่นระหว่างในสวนสาธารณะกับริมถนนจะเห็นความแตกต่างชัดเจน โดยในสวนซึ่งมีต้นไม้ช่วยกรองฝุ่น สถานการณ์ฝุ่นจะไม่รุนแรงเหมือนริมถนน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นไม้มีส่วนสำคัญในการช่วยกรองฝุ่น ซึ่ง กทม. ได้เร่งปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2 ล้านต้น

ด้าน นายพรพรหม ที่ปรึกษาฯ ได้ชี้แจงข้อจำกัดด้านอำนาจทางกฎหมายของ กทม. ในการตรวจจับควันดำไว้ ดังนี้

ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เจ้าหน้าที่ของ กทม. และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จะตรวจได้เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อส่วนบุคคลเท่านั้น หากพบควันดำเกิน 20% จะติดสติ๊กเกอร์สีเหลือง ห้ามใช้รถชั่วคราว 30 วัน เพื่อให้ไปปรับปรุง ไม่สามารถพ่นสีแดงเพื่อห้ามใช้รถได้, ส่วนรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป หรือรถโดยสารสาธารณะ หรือรถยนต์ 4 ล้อที่มีป้ายทะเบียนสีเหลือง กทม. ไม่มีอำนาจตรวจ

โดยรถ 6 ล้อขึ้นไป (รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ) เป็นอำนาจของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ตาม พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ที่สามารถพ่นสีแดงเพื่อสั่งระงับการใช้รถได้ทันที

ในการตรวจรถควันดำ จึงเป็นการจัดหน่วยบูรณาการ โดยมี กทม. นัดหมาย ขบ. และตำรวจจราจร มาร่วมตรวจ โดยเน้นไปตรวจที่ต้นทาง เช่น อู่รถเมล์และไซต์งานก่อสร้าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจราจร

ในช่วงท้าย นายชัชชาติ ยังกล่าวย้ำด้วยว่า สถานการณ์ปีนี้โดยรวมดีขึ้น ต้องขอความร่วมมือพื้นที่ใกล้เคียงในเรื่องการควบคุมการเผา และขอความร่วมมือให้ประชาชนและทุกภาคส่วนดูแลสภาพรถของตนเอง รวมถึงสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นสูง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชัชชาติไขข้องใจ ‘ฝุ่นอ้วน’ ทำให้ดูหนาตา – ส่งที่ปรึกษา ขอจังหวัดข้างเคียง ‘งดเผา’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...