TU ยอดขายปี 68 ที่ 1.3 แสนลบ. ตั้งเป้าปี 69 โต 3-4% , ปันผลอีก 0.35 บาท
#TU #ทันหุ้น-TU รายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวทะลุ 18.9 % สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โต 3-4 % คาด GPM แตะ 19-20 % ขณะที่บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 57.7%
ด้านผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ โดยยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอยู่ที่ 0.7% หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นปีที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ไปจนถึงแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไทยยูเนี่ยนยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรต่อหุ้นที่เติบโต และปริมาณการขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง ที่สำคัญ โครงการ
ทรานส์ฟอร์เมชันของเรายังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความคล่องตัวสูง บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และรักษาระดับอัตรากำไรได้แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการบริหารงานท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจในความแข็งแกร่งของธุรกิจของเรา และศักยภาพของเราในการรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 3.4% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการปรับราคาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5% จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงยอดขายเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (หรือคิดเป็น 6.7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% ด้วยแรงหนุนของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ และยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 26.3% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 23-25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 21.7% แม้ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงในสหรัฐฯ
**การบริหารเงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืน
บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบจำนวน 400 ล้านหุ้น เสร็จสิ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 4,310 ล้านบาท และได้ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการยกเลิกหุ้นจำนวน 200 ล้านหุ้น ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ส่งผลให้ทุนชำระแล้วอยู่ที่ 4,255 ล้านหุ้น ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของบริษัท
**แนวโน้มปี 2569
ในปี 2569 ไทยยูเนี่ยนคาดว่าจะยังคงสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% จากการขยายตัวของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น โดยบริษัทประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19–20% สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และความก้าวหน้าของโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.5–14.5% สะท้อนผลกระทบตลอดทั้งปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงงบด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ในขณะที่โครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 2567–2568 จะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โครงการ Cost Reset จะช่วยยกระดับวินัยด้านต้นทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยยูเนี่ยนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยจะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%
นายธีรพงศ์กล่าวเสริมว่า “ไทยยูเนี่ยนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความแข็งแกร่งและความพร้อมที่มากขึ้น โดยนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มพรีเมียมที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความร่วมมือในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าเราได้วางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ท้าทาย”
TU แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในปี 2568 มีกำไรตามที่ประกาศ อยู่ที่ 4,609 ล้านบาท ลดลง 7.5% ส่วนกำไรสุทธิตาที่ปรับปรุงอยู่ที่ 5,508 ล้านบาท ลดลง
3.1%
ขณะที่ไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิตามที่ประกาศอยู่ที่ 1,013 ล้านบาท ลดลง 22.3% จากไตรมาสก่อน หรือ QoQ และลดลง 16.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือ YoY ส่วนกำไรสุทธิตามที่ปรับปรุงอยู่ที่ 1,169 ล้านบาท ลดลง 22.8% QoQ และลดลง 22.7% YoY
โดยยอดขายในปี 2568 ลดลง 4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบเชิงลบของอัตราแลกเปลี่ยน 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้รายได้ของบริษัทฯ หดตัว แต่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็ประวัติการณ์ที่ 18.9% โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง และธุรกิจอาหารสัตว์ อีกทั้งปริมาณขายยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.1% จากปีก่อน มีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และค่าใช้จ่าย transformation costs
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 11.8% จากปีก่อน จากการปรับตัวดีขึ้นของ Avanti Group ต้นทุนทางการเงินลดลง 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการทำรีไฟแนนซ์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยรวมกำไรสุทธิตามที่ปรับปรุงสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 5,508 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิตามที่ประกาศอยู่ที่ 4,609 ล้านบาท