โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วช.จับมือภาคีโลก เดินหน้า “เริ่มด้วยใจ” เฟส 2 ปั้นชุมชนคาร์บอนต่ำสู่ Net Zero ไทย

สยามรัฐ

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 08.00 น.

วช. ผนึกกำลังภาคีในและต่างประเทศ เดินหน้าโครงการ “เริ่มด้วยใจ” ระยะที่ 2 ขับเคลื่อนชุมชนคาร์บอนต่ำ หนุนงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมเร่งเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ผ่านกลไกชุมชนและนโยบายยั่งยืน

วันที่ 19 ก.พ.69 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พร้อมทั้งผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) และ Japan International Cooperation Agency (JICA) จัดงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “เริ่มด้วยใจ เปลี่ยนผ่านไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ ระยะ 2” ซึ่งป็นกิจกรรมภายใต้โครงการคุณธรรมในสังคมไทยท่ามกลางกระแสสังคมคาร์บอนต่ำในมิติชุมชนและมิตินโยบาย ระยะ 2 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวโฮโนะ มาซูกิ ผู้อำนวยการฝ่ายญี่ปุ่นศึกษาและความร่วมมือระดับโลก เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ร่วมกล่าวแสดงความยินดีด้วย

พร้อมกันนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือภาคีที่ช่วยขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นวาระเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศ และการจะผลักดันให้เรื่องนี้สำเร็จเป็นจริงได้จะต้องเริ่มต้นที่ ‘ชุมชน’ โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและระบบท้องถิ่นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและการใช้งานวิจัยเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบาย

“บทบาทของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คือการลงทุนในงานวิจัยที่สร้าง ‘กลไกการเปลี่ยนผ่าน’ ไม่ใช่เพียงรายงานวิชาการเท่านั้น เราจึงสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือ ต้นแบบ และกระบวนการที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่และขยายผลได้ในระดับประเทศ สำหรับเราแล้ว Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพชุมชนไทยอย่างยั่นยืน” ดร.วิภารัตน์ กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติยังระบุอีกว่า การต่อยอดผลงานวิจัยนี้จะมุ่งไปที่ 2 แกนสำคัญ โดยแกนแรก คือการขยายเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วในพื้นที่จริง อาทิ “บันได 9 ขั้น” ซึ่งเป็นเครื่องมือวินิจฉัยระดับความพร้อมของบุคคลและชุมชน ที่ช่วยทำให้เห็นว่าพื้นที่หรือชุมชนดังกล่าวอยู่ในขั้นตระหนักรู้ ขั้นลงมือทำ หรือขั้นสร้างระบบที่ยั่งยืน โดยข้อมูลนี้จะทำให้สามารถออกแบบนโยบายหรือการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

แกนที่ 2 คือการส่งต่อเครื่องมือและโมเดลเหล่านี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อขยายผลความเป็นไปได้ในระดับนโยบาย สะท้อนภาพการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นระบบที่สามารถเดินต่อได้ในระยะยาว

นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายภูมิภาคของไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะ “อากาศรวน” ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวและแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงได้ปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี คือจากปี 2065 เป็นปี 2050 การสร้างชุมชนคาร์บอนต่ำให้สำเร็จจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

“กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการผลักดันชุมชนคาร์บอนต่ำ ปัจจุบัน มีเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) กว่า 300,000 คน เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การรณรงค์การบริโภคอย่างมีสติและการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ สนับสนุนการใช้เครื่องไฟฟ้าประหยัดพลังงานและการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไปจนถึงการส่งเสริมวิถีเกษตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” นายปวิช กล่าว

สำหรับการประยุกต์ผลงานวิจัยไปใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหา แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต กรมฯ จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันก่อนเกิดภัย ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาภายหลัง โดยใช้โมเดล “บันได 9 ขั้น” เป็นคู่มือที่ย่อยข้อมูลวิชาการที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งบูรณาการงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าชุดโครงการฯ กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้นับเป็นการสานต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยคุณธรรมของไทย โดยเน้นบทบาทของชุมชนเป็นสำคัญ ผ่านการนำเสนอผลจากการวิจัยและต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่สะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในการยกระดับชุมชนของไทยให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้สำเร็จตามเป้าหมายของประเทศที่ผูกพันไว้ในเวทีสากลได้

ภายในงานยังมีการมอบประกาศนียบัตรต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สระบุรี น่าน ประจวบคีรีขันธ์ และเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา และเทศบาลตำบลอุโมงค์

ในช่วงท้ายยังมีการจัดเสวนาอีก 2 เรื่อง ได้แก่ “เสียงจากพื้นที่ คุณธรรมกับสังคมคาร์บอนต่ำ: เมื่อหัวใจนำทาง การเปลี่ยนแปลงก็ยั่งยืน” โดยมี 9 ตัวแทนจาก ทสม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และอีกวงเสวนาคือ “ถอดบทเรียนคุณธรรม: สู่เส้นทาง Net Zero ของไทย” โดยตัวแทนจากภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมกัน

การจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน สะท้อนความร่วมมือที่เข้มแข็งและเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีคุณธรรม โดยมีรากฐานสำคัญคือการเสริมสร้างชุมชนให้เข้าใจและเข้าถึงกลไกการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ที่เกี่ยวข้องในสหสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...