"นิพิฏฐ์" ชี้ เลือกตั้งส่อทุจริตหลายจุด อ้างซื้อเสียงหัวละพัน ตั้งข้อสงสัยปมบาร์โค้ด กระทบเลือกตั้งต้องลับ จับตาคดีอาจถึงศาลรัฐธรรมนูญ
"นิพิฏฐ์" ชี้ เลือกตั้งส่อทุจริตหลายจุด อ้างซื้อเสียงหัวละพัน ตั้งข้อสงสัยปมบาร์โค้ด กระทบเลือกตั้งต้องลับ จับตาคดีอาจถึงศาลรัฐธรรมนูญ
วันที่ 1 มี.ค. 2569 นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรค พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์รายการ The Room 44 ถึงกรณีการเคลื่อนไหวตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยระบุว่า จากการติดตามภาพรวมพบหลายประเด็นที่ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องความสุจริตเที่ยงธรรม ทั้งการใช้อำนาจรัฐและการใช้เงินจำนวนมากในการซื้อเสียง
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ ผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งบางรายอาจใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยอ้างว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละประมาณ 1,000 บาท และหากต้องการคะแนนระดับ 70,000–80,000 เสียง จะต้องใช้เงินอย่างน้อยราว 70 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทำให้ตัวเลขรวมอาจสูงกว่านั้น ทั้งนี้ ย้ำว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับการพูดถึงในบางกรณี ไม่ได้หมายถึงผู้สมัครทุกคน
ในส่วนของการใช้อำนาจรัฐ นายนิพิฏฐ์ระบุว่า รู้สึกผิดหวังที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม. “บางคน” เข้าไปมีบทบาทเป็นหัวคะแนนหรือเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง โดยเห็นว่า บุคคลเหล่านี้ควรเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด และนายอำเภอจำนวนมากก่อนการเลือกตั้ง ว่าอาจส่งผลต่อบรรยากาศและความเชื่อมั่น แม้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ต้องตรวจสอบตามกระบวนการ
สำหรับประเด็นความผิดปกติของตัวเลขผู้มาใช้สิทธิในจังหวัดพัทลุง ซึ่งมี 3 เขต นายนิพิฏฐ์ระบุว่า ใน 2 เขตแรก ตัวเลขผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.เขต สูงกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อราวเขตละกว่า 7,000 เสียง รวมประมาณ 15,000 เสียง ก่อนที่ภายหลังเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่ายังนับคะแนนไม่ครบ 100% และมีการปรับตัวเลขให้สอดคล้องกันในเวลาต่อมา
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบหลัก “โดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ได้รับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเลือกตั้งและสื่ออิเล็กทรอนิกส์หลายฝ่าย บางส่วนเห็นว่าระบบดังกล่าวอาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความลับของการลงคะแนน
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ยังมองในแง่ดีต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่น่ามีเจตนาทุจริตในความหมายทางอาญา แต่อาจเป็นความบกพร่องหรือความประมาทเลินเล่อมากกว่า พร้อมระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลัก “ลับ” จริง ผลทางกฎหมายอาจนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่
เมื่อถามถึงแนวทางตามกระบวนการยุติธรรม นายนิพิฏฐ์เห็นว่า เรื่องดังกล่าวอาจต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องผ่านหลายช่องทางแล้วกว่า 20 สำนวน พรรคจึงอยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้าของคำร้องเหล่านั้น โดยไม่ยื่นคำร้องซ้ำ เพื่อไม่ให้กระบวนการล่าช้าออกไป